คลื่นมรกตหมื่นลี้ เรือราตรีเหมือนจอกแหนล่องลอย
ดวงดาวพร่างพราวประหนึ่งเพดานหลุมที่งดงามที่สุดบนโลก สายลมพัดโชย
พวกเขามาที่สะพานโค้งกลางอากาศซึ่งเชื่อมโยงหอเรือนสูงสองหลังไว้ด้วยกัน
ในเมื่อเฉินผิงอันคือตัวแทนเจ้านครของนครหลิงซี ก็ย่อมได้รับความสะดวกสบายมากมาย สามารถคลายตราผนึกภูเขาสายน้ำสองชั้นของหนึ่งนครหนึ่งลำเรือได้
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาก็คือทัศนียภาพของท้องฟ้าและมหาสมุทรที่ยิ่งดูยิ่งใหญ่อลังการ ท่ามกลางความเงียบสงบ
เสี่ยวโม่ออกกระบี่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดมรสุมใดๆ อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ราบรื่นผิดปกติอยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์ แต่กลับสมเหตุสมผลดีแล้ว
ใต้หล้าทั้งหลาย คนที่สามารถขัดขวางแสงกระบี่เส้นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตบินทะยานที่อยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง
นอกจากนี้สิบสี่เก่า จือสือเดินขึ้นฟ้า ป๋ายเหย่กลับชาติไปเกิดใหม่
คนอย่างเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว ตอนที่แสงกระบี่เส้นนั้นพุ่งผ่านใต้หล้ามืดสลัว ก็ยิ่งเผยกายธรรมยิ่งใหญ่โอฬารอยู่ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่
นักพรตเฒ่าอยากจะเห็นนักว่าจะมีใครตาไร้แววบังอาจขัดขวางแสงกระบี่เส้นนั้น
ไพศาลไม่ขวาง เปลี่ยวร้างไม่ขวาง ดินแดนพุทธะสุขาวดีก็ราบรื่นดี แต่ดันเป็นใต้หล้ามืดสลัวที่ผินเต้ามาลงหลักปักฐานที่เกิดเรื่องอย่างนั้นหรือ?
หากจะพูดถึงสิบสี่ใหม่ที่บ้างก็อำพรางตัวบ้างก็เปิดเผย ส่วนใหญ่ก็ล้วนยุ่งอยู่กับการทำรากฐานมรรคาให้มั่นคง ทะนุถนอมตบะที่ได้มาไม่ง่ายส่วนนี้อย่างมาก ย่อมไม่อยากจะให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน ไม่คิดจะทำเรื่องที่ใช้อารมณ์แม้แต่น้อย
หรือไม่ก็เป็นอย่างเหยาชิงเสนาบดีรูปงามที่มีความต้องการอย่างอื่น แสงกระบี่พุ่งผ่านไปแล้ว เกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย?
อีกอย่างก็คือปรากฏการณ์ฟ้าที่ผิดปกติก่อนหน้านี้ก่อให้เกิดความครึกโครมใหญ่โตขนาดนั้น ต่อให้เป็นขอบเขตบินทะยาน ขอแค่พอจะเป็นศาสตร์ด้านการทำนายดวงดาว ศาสตร์แห่งการอนุมานอยู่บ้าง หรือพอจะมีฝีมือในการหล่อเลี้ยงลมปราณ ก็จะไม่มีทางทำอะไรบุ่มบ่าม
ดวงดาวจื่อเวยขยับเคลื่อน เป่ยโตว่ลิขิตตาย
แสงกระบี่เฉียบคมเก้าเส้นที่หล่นลงมายังโลกมนุษย์ได้ไปเยือนบางสถานที่ของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ใครเล่าจะกล้าลองเสี่ยงเดิมพันว่าคนออกกระบี่ที่ชักนำให้เกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า คือม้าตีนปลายไร้เรี่ยวแรงให้ส่งกระบี่ครั้งที่สอง?
ในเมื่อไม่ใช่การช่วงชิงบนมหามรรคา ก็ไม่จำเป็นต้องเดิมพัน
การ “เปิดฉาก” ประเภทนี้ มีให้พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้แสงกระบี่ที่ตามมาภายหลังแต่ไม่ทำร้ายคนเส้นนั้นท่องไปในโลกมนุษย์อย่างอิสระก็แล้วกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าประชันความเฉียบคม?
ชุยตงซานห้อยชายแขนเสื้อสองข้างไว้บนราวรั้ว ยิ้มเอ่ยว่า
“เชียวสวินไม่คันมือบ้างหรือ ข้าค่อนข้างจะประหลาดใจนะ”
เซี่ยโก่วหัวเราะหยัน
“ขวาง? ชอบขวางนักใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็คือการผูกปมแค้นส่วนตัวต่อกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขนบธรรมเนียมของเมื่อหมื่นปีก่อน หรือว่าเป็นกฎระเบียบของเปลี่ยวร้างในทุกวันนี้ ถึงเวลานั้นข้ากับเสี่ยวโม่อจะไปหานางสักรอบ นายท่านป๋ายเหย่ต้องไม่มีทางมาสนใจเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้แน่”
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวตบราวรั้วแรงๆ โมโหสุดขีด เอ่ยอย่างอัดอั้นว่า
“ไม่ใช่ขอบเขตสิบสี่ก็พูดจาแข็งกระด้างไม่ได้จริงๆ เสียด้วย!”
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจปรึกษาเรื่องหนึ่งกับหลิวเสียนหยาง ก่อนหน้านี้เขาพูดถึงเรื่อง “ระเบียบฟ้าที่กำหนดใหม่” และกฎการโคจร มหามรรคาของบนยอดเขาแห่งใหม่ไปแล้ว
บอกว่ารอให้ตนกลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเนินฝูเหยาจะต้องปิดด่านแน่นอน บางทีอาจต้องให้หลิวเสียนหยางช่วยชี้แนะเวทกระบี่บทนั้น
เขาไม่เคยทำความเข้าใจได้เสียที มีการพัฒนาอย่างเชื่องช้า ขาดความหมายด้านจิตวิญญาณมากเกินไป
หลิวเสียนหยางฟุบตัวบนราวรั้ว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทำท่าจิ้มๆ ชี้ๆ เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“ข้าทำเองก็ได้ ไหนเลยจะต้องยุ่งยากขนาดนี้ เจ้าก็แค่มอบม้วนภาพบุคคลพวกนั้นมาให้ข้า ข้าจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ซึ่งได้รับคำว่าแข็งแกร่งที่สุดของเปลี่ยวร้างกลุ่มนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายอย่างไร”
เฉินผิงอันกล่าว
“ตอนนี้ยังแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้ ในอนาคตข้าจะต้องไปที่สนามรบของเปลี่ยวร้าง ต้องรับรองว่าจะฆ่าคนได้ในเสี้ยววินาที ต้องตายอย่างไม่ทันตั้งตัวกันทั้งหมด”
บนสนามรบบางแห่งของเปลี่ยวร้างในอนาคต ชื่อจริงของเผ่าปีศาจที่แบกรับเอาไว้อันดับต่ำกว่าขอบเขตบินทะยานลงไป ล้วนถูกจิ้มเลือกให้ตาย!
บนยอดเขาแห่งนั้นที่ข้าคือเจ้าบ้าน ใครก็ตามที่เคยเปิดเผยโฉมหน้า วิถีวรยุทธ์ต่ำกว่าขอบเขตยอดเขาลงไป ล้วนตายสิ้น!
เฉินผิงอันเอ่ยเสริมมาประโยคหนึ่งว่า
“ลองคำนวณดูคร่าวๆ ข้าต้องเป็นขอบเขตบินทะยาน ขณะเดียวกันก็ต้องเลื่อนเป็นชั้นเทพมาเยือนของวิถีวรยุทธ ก่อนหน้านี้ยังพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง รู้สึกว่าตัวเองเดินได้มั่นคงทุกก้าว เร็วที่สุดช้าที่สุดก็ล้วนรู้ชัดเจนอยู่ในใจ แต่ตอนนี้กลับ…”
ฟังภาษาถิ่นของเมืองเล็กที่เฉินผิงอันเอ่ยยาวเหยียด หลิวเสียนหยางพยักหน้า
“รอให้เจ้าปิดด่านค่อยส่งกระบี่บินไปแจ้งข่าว เซียนกระบี่หลิวผู้มากพรสวรรค์ไปเยือนเนินฝูเหยามารอบหนึ่ง ทำการอบรมสั่งสอนเจ้าขุนเขาเฉินที่ขยันหมั่นเพียรชดเชยข้อด้อย”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า
“ได้สิ ร้ายกาจนัก”
หลิวเสียนหยางหันหน้ามาถาม
“อาจารย์เสี่ยวโม่ คิดอยากจะมีเก้าอี้ตัวหนึ่งอยู่ในศาลาบรรพจารย์สำนักข้าหรือไม่ คือเรื่องเล็กน้อยที่ต้องพูดแค่ประโยคเดียว!”
ได้รับบอกเป็นนัยทางสายตาจากคุณชายของตน เสี่ยวโม่อรีบส่ายหน้าทันใด
“น้ำใจของเจ้าสำนักหลิวรับไว้แล้ว เพียงแต่ว่าข้าเป็นนักรบพลีชีพของคุณชาย ไม่สะดวกจะแบ่งสมาธิไปทำเรื่องอื่น”
หลิวเสียนหยางไม่แม้แต่จะหันไปมองเฉินผิงอัน ยกแขนขึ้น หลังมือก็ฟาดเข้าที่หน้าผากของฝ่ายหลัง ถามอย่างสงสัยว่า
“ไม่ต้องแบ่งสมาธิสักหน่อย เก้าอี้ตัวนั้นว่างอยู่ตลอด ข้าก็แค่เอามาไว้สยบสถานการณ์ข่มขู่คนเท่านั้น ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่มาเป็นผู้ถวายงานทั่วไปในสำนักของข้า หากแพร่ออกไปต้องมีบารมีมากแน่นอน ยิ่งทำให้เซียนกระบี่ใหญ่หลิวดูสูงส่งลึกล้ำเกินจะคาดเดา”
เสี่ยวโม่ได้แต่ใช้เสียงในใจอธิบายว่า
“ข้าอยู่บนภูเขาได้ยินได้ฟังเรื่องราวบางอย่างที่ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จมา พูดถึงเรื่องคุณชายของข้ากับอาจารย์ของท่าน เพราะฉะนั้นก็อย่าเลยจะดีกว่า”
หลิวเสียนหยางเอาข้อศอกถองไหล่ของเฉินผิงอันที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ความต่างเพียงเสี้ยวก็คือความต่างราวฟ้ากับเหว ฟ้าครามดินเหลืองไม่อาจใช้มรรคาเชื่อมโยงกันได้ ใสก็คือใส ขุ่นก็คือขุ่น ฝืนสร้างดินแดนหุนตุนขึ้นมาก็คือภาพลวงตา ควรจะเปิดช่องให้มีแสงสว่างเหมือนสวรรค์เบิกเนตรอย่างไร? หลังจากลืมตาขึ้นมาแล้วจะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่เป็นเหมือนดอกถานที่บานเพียงชั่วราตรี?”
“เจ้าอย่าได้รู้สึกว่าฟ้าดินในร่างมนุษย์ยังมีมังกรเพลิงอยู่ตัวหนึ่ง แล้วจะลำพองใจ ใจหวังว่าจะโชคดี ต่อจากนี้ต่างหากที่จะเป็นด่านที่แท้จริงของวิถีวรยุทธเจ้า เจ้าหนู อย่าได้ทำให้โอกาสรอดชีวิตที่ได้มาอย่างยากลำบากเสี้นนี้ต้องสูญเปล่าไป นั่นก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว”
“ข้าแยกแยะดีชั่วได้”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“รู้ว่าบางครั้งคนทุเรศก็พูดจามีจิตสำนึกได้เหมือนกัน”
เจียงเซ่อสะอึกอึ้ง
ทางฝั่งของสะพานโค้ง เซี่ยโก่วถามเสียงเบา
“พวกเขาจะพูดกันไม่ถูกหูคำเดียวแล้วตีกันขึ้นมาอีกหรือเปล่า?”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย
“กลัวอะไรเล่า พวกเราคนเยอะกว่า…”
“ข้ากลัวว่าเจ้าขุนเขาจะฆ่าเขาตายน่ะสิ” เซี่ยโก่วรีบเปลี่ยนคำพูดทันใด
“อ้อ ไม่ถูกสิ ต้องบอกว่าซัดจนเขากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง”
อู่เหยียนใช้เสียงในใจเอ่ย
“ป๋ายจิง! บอกแล้วไงว่าพูดจาอะไรห้ามใส่สีตีไข่!”
เซี่ยโก่วลากเสียงเฮ้อยาวๆ
“ข้าคือสตรีคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็พูดจาเชื่อถือไม่ได้อยู่แล้ว”
หลิวเสียนหยางหัวเราะร่วน
“ไม่ต้องกังวลแล้ว เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้ทำอะไรรู้หนักเบาดี วาสนากับสตรีของเขาดีกว่าข้า แต่วาสนากับผู้ใหญ่กลับแย่กว่าข้านิดหน่อย แน่นอนว่านี่แค่เปรียบเทียบกับข้าเท่านั้น อันที่จริงก็ถือว่าไม่เลวมากๆ แล้ว”
วาสนากับผู้ใหญ่ไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า
ซ่งอวี่เขาชอบเด็กหนุ่มต่างถิ่นที่บอกว่าตัวเองคือคนของหลงเฉวียนต้าหลี ดื้อรั้น พยศ ยึดมั่นในความคิดอย่างหัวชนฝา อยู่น้อยๆ แต่กลับมีนิสัยของคนเก่าแก่ในยุทธภพ
ดังนั้นถึงได้มีประโยคที่ว่า “หม้อไฟแกล้มด้วยสุรา ใต้หล้าเป็นของข้า”
หรือยกตัวอย่างเช่น ท่านลุงป๋ายแห่งพรรคกิ่งไผ่ภูเขาไฉอวี๋ ที่ทั้งชื่นชมในความร่าเริงมีชีวิตชีวา นิสัยเปิดกว้างของจือเค่อหนุ่ม “เฉินจิว” แล้วก็ชื่นชมในการทำอะไรจริงจังของคนหนุ่ม มีความยืดหยุ่นดีเยี่ยม
ดังนั้นถึงได้อยากจะรับเขาเป็นลูกศิษย์ แต่กลับไม่ห้ามไม่ให้คนหนุ่มออกไปท่องยุทธภพข้างนอก เพียงแค่พยายามสุดกำลังในการหาทางถอยเส้นหนึ่งไว้ให้กับ “เฉินจิว” จนถึงทุกวันนี้ผู้เฒ่าก็ยังคงคิดอยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้ดื่มสุรามงคลของเจ้าเด็กนี่ เขาได้เตรียมเงินใส่ซองไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว ตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้เขานั่งโต๊ะประธาน!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!