หญิงสาวสองคนที่ทำหน้าที่เป็น “คนเฝ้าประตู” ของจวนราชครู แต่งกายด้วยชุดคล่องตัว คนหนึ่งสวมชุดผ้าแพร คนหนึ่งสวมชุดสีเขียว ประหนึ่งดอกโบตั๋นกับต้นไผ่เขียวขจี พวกนางแยกกันเฝ้าอยู่ตรงระเบียงสองเส้นที่เชื่อมโยงเรือนชั้นที่สองกับชั้นที่สามเข้าด้วยกัน ต่างก็พกดาบใหญ่และดาบสั้นรูปแบบของกองทัพชายแดนต้าหลีไว้ตรงเอว
ในห้อง หานเอ้อที่ยืนอยู่พูดเสียงสั่น
“คือการร่ายใช้วิชาดินแดนมายาของตระกูลเซียน อันที่จริงหลิวเหวินจินยังไม่ตาย ใช่หรือไม่?!”
ต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขามีจักรวาลในชายแขนเสื้อ สามารถหดย่อพื้นที่จำแลงได้สารพัดอย่าง สามารถใช้ของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริง
เฉินผิงอันใช้ตำราที่ม้วนไว้เคาะหัวเข่าเบาๆ เอ่ยว่า
“หลิวเหวินจิน อายุสี่สิบสามปี รับตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการแคว้นชวิ สวมรอยสถานะมาสิบเก้าปี ชื่อจริงคือเจิงหล่าน ภูมิลำเนาอยู่ในราชวงศ์ป๋ายซวงเก่า คือคนของเขตฮวาเซียง เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ สืบทอดบรรดาศักดิ์กันมาหลายรุ่นหลายสมัย น่าเสียดายที่เป็นลูกอนุภรรยา เขตฮวาเซียงบังเอิญยิ่งนัก”หานเอ้อเงียบงัน ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ ในใจของเด็กหนุ่มชินอ๋องตะลึงพรึงเพริดสุดขีด
ตายไม่ได้ ยังตายไม่ได้! ยังมีปณิธานอีกมากมายเหลือเกินที่ยังไม่เป็นจริง เขายังไม่ได้ใช้สถานะของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ของแคว้นชวิมาแบกรับหน้าที่ ช่วยให้สกุลหานแคว้นชวิหลุดพ้นจากการเป็นแคว้นใต้อาณัติ ไม่จำเป็นต้องมอบของบรรณาการให้กับแคว้นเหนือหัวอีกต่อไป จะไม่ทำให้บรรพบุรุษทั้งหลายต้องอับอายอีกต่อไปเฉินผิงอันเอ่ย
“แรกเริ่มข้าก็กังวลว่าหลิวเหวินจินจะใช้สายลับที่มีสถานะสองอย่างหรือไม่ จึงให้กรมอาญา หรือแม้กระทั่งกรมกลาโหมตรวจสอบเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหลิวเหวินจินอย่างละเอียดอีกครั้ง ดูว่ามีอะไรตกหล่นหรือไม่ ผลลัพธ์ก็คือไม่มี”สองตาของหานเอ้อแดงก่ำ มือกำเป็นหมัดแน่น กลัวบุรุษชุดเขียวอย่างถึงที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กหนุ่มเริ่มเกิดความกล้า เช่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยว่า
“การเก็บภาษีซ้ำซ้อนของแคว้นชวิ หานโจวเหนือเกินกว่ามาตรฐานของมณฑลมากมายในต้าหลี หลิวเหวินจินบอกว่าสกุลซ่งต้าหลีจงใจกดข่มแคว้นชวิ เพื่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมิอาจทำกิน เสียงบ่นดังระงมต่อเนื่อง ต้องมีสักวันที่คนลุกขึ้นมาชูธงก่อกบฏ ราชสำนักต้าหลีจงใจจะทำให้แคว้นชวิต้องแตกสลายจากภายในในระยะเวลาสามสิบปี ถึงเวลานั้นต้าหลีค่อยฉวยโอกาสยกทัพไปปราบกบฏ สะบั้นชะตาแคว้นของสกุลหานแคว้นชวิ แม้กระทั่งสถานะของแคว้นใต้อาณัติก็ยังรักษาไว้ไม่ได้”เฉินผิงอันยิ้มถาม
“เรื่องที่สกุลหานสมคบคิดกับกระโจมทัพเผ่าปีศาจตอนทำสงครามอย่างลับๆ ไฉนเจ้ากรมหลิวถึงไม่อธิบายและป่าวประกาศออกมาด้วยล่ะ?”หานเอ้อเดือดดาล
“เจ้าพูดเหลวไหล! ปีนั้นเสด็จพ่อก็แค่ไม่ยินดีจะทำตามคำสั่งทหารของต้าหลี ไม่ยอมให้บุรุษอายุต่ำกว่าสี่สิบปีของแคว้นชวิต้องลงสู่สนามรบ เจรจากับกรมกลาโหมเมืองหลวงสำรองอยู่หลายครั้งก็ไร้ผล เสด็จพ่อถึงได้พาวตัวไปเสี่ยงอันตราย ไปเยือนเมืองหลวงสำรองเพื่อพบเจ้าโจรชาติสุนัขลั่วอ๋องซ่งมู่ผู้นั้น เสด็จพ่อถึงขั้นให้คำสัญญาว่าชายฉกรรจ์ของแคว้นชวิ หรือแม้กระทั่งเด็กน้อยที่ขอแค่จับอาวุธขึ้นสู้ได้ไหว ล้วนสามารถไปฆ่าปีศาจที่สนามรบได้ ขอแค่ต้าหลียกเลิกคำสั่งนั้น วันนั้นฝนตกกระหน่ำ จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นกลับต้องคุกเข่าอยู่บนพื้น ซ่งมู่กลับไม่ยอมตอบตกลง แม้กระทั่งพบหน้าก็ยังไม่มาพบเขา!”“เจ้ากรมหลิวไม่ไปเป็นนักเล่านิทานอยู่ใต้สะพานก็ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน”
เฉินผิงอันหัวเราะก่อนเอ่ยว่า
“หากจะบอกว่าให้คนอื่นต้องมากินน้ำแกงประตูปิด ฟังเสียงโขกหัว ซ่งจีซินก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ลงจริงๆ”หานเอ้อแค่นเสียงหยัน
“ลั่วอ๋องซ่งมู่สมคบคิดกับทูตผู้ตรวจการซูเกาซาน คนหนึ่งจิตใจอำมหิต คนหนึ่งวิธีการเหี้ยมโหด คิดอยากจะร่วมมือกันเชือดไก่ให้ลิงดู สยบขวัญแคว้นทั้งหลาย ซูเกาซานจึงนำทัพบุกเข้าไปเข่นฆ่าถึงในวังหลวง ทำร้ายเสด็จพ่อ! เขาซูเกาซานจิตใจทะเยอทะยาน คิดอยากจะให้ตำแหน่งทูตผู้ตรวจการที่คว้ามาอยู่ในมือได้แล้ว กลายเป็นยศที่สามารถสืบทอดต่อในตระกูล ฝ่ายบู๊เป็นเสาหลัก ฝ่ายบู๊ออกตรวจการแผ่นดิน เพื่อที่จะได้ให้เหล่าตระกูลผู้ที่มีคุณูปการทางการทหารที่อาศัยการฆ่าคนจนร่ำรวยขึ้นมามั่งคั่งสูงส่ง สืบเนื่องไปชั่วลูกชั่วหลาน รุ่นแล้วรุ่นเล่า!”เฉินผิงอันหรี่ตาลง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“หลิวเหวินจินนี่ไม่ใช่คนจริงๆ ฆ่าคนก็แค่ให้หัวตกพื้นเท่านั้น? หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ก็ไม่ควรให้เขาตายง่ายไป”เด็กหนุ่มชินอ๋องพูดจนน้ำลายแตกฟอง พูดด้วยความฮึกเหิมเร่าร้อน พูดจนลืมตัวเองไม่มีสีหน้าหวาดกลัวอีกแม้แต่น้อย
“หลิวเหวินจินยังบอกว่าปีนั้นราชสำนักต้าหลีบังคับให้ย้ายออกจากพื้นที่ทะเล หากในระยะเวลาที่กำหนด ชาวประมงและชาวเกาะริมทะเลยังไม่ยอมย้ายออกไปจากมาตุภูมิของตัวเองจะต้องถูกประหารโดยไม่มียกเว้น ตราสั่งการทหารของกองทัพต้าหลีเหมือนยันต์เร่งชีวิต แต่กลับไม่มอบเรือที่เพียงพอมาให้ เป็นเหตุให้บนเส้นทางของการเคลื่อนย้ายกลาดเกลื่อนไปด้วยโครงกระดูก ผู้คนอดอยากจนถึงขั้นต้องแลกลูกกิน น่าสังเวชจนแทบไม่อาจทนมอง ผีร้ายวิญญาณอาฆาตที่ต้องตายภายใต้คมดาบ หิวตาย จมน้ำตาย จนถึงทุกวันนี้ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่ริมทะเลไม่ยอมไปไหน”
“การบริหารบ้านเมืองด้วยบู๊ ปกครองทหารด้วยบู๊ของราชสำนักต้าหลีพวกเจ้าในทุกวันนี้ ล้วนสร้างขึ้นบนกระดูกขาวของคนที่ตายไปพร้อมกับความอยุติธรรมนับไม่ถ้วน พลทหารและชาวบ้านของแคว้นทั้งหลายที่ต้องตายด้วยน้ำมือของกองทัพชายแดนต้าหลี เมื่อเทียบกับตายด้วย…”
เฉินผิงอันอดทนฟังมาถึงตรงนี้ก็ร้องเบาๆ ว่า
“หืม?”
อันที่จริงไม่ได้มีการใช้วิธีการของตระกูลเซียนใดๆ หานเอ้อกลับเหมือนถูกคนบีบคอ ล้วนเป็นเพราะความตกใจจาก… พลังอำนาจที่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน ร่างทั้งร่างของหานเอ้อเหมือนแพหนังแกะล่องแม่น้ำที่ถูกทิ่มเบาๆ อากาศข้างในก็ถูกปล่อยออกจนฟีบแบน เด็กหนุ่มถูกความหวาดกลวกลบทับอีกครั้ง
มีสตรีเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า
“ราชครู หยวนฮว่าจิง ซ่งซวี อวี๋อวี๋ สามคนจากสายแผนภูมิดินมาแล้ว”เฉินผิงอันเอ่ย
“ไม่พบอวี๋อวี๋ ให้นางกลับไปทางเดิม”
นางจึงขวางเด็กสาวที่มาจากสกุลอวี๋หม่าเพิ่น อีกทั้งลำดับอาวุโสในตระกูลยังไม่ต่ำเอาไว้ แต่ปล่อยอีกสองคนที่เหลือมาให้พวกเขาสองคนเดินเข้ามาที่เรือนหลัง ก่อนหน้านี้ก็เป็นนางที่ใช้กระบี่ตัดหัวของหลิวเหวินจิน หิ้วไปพบหน้าเด็กหนุ่ม
อวี๋อวี๋ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด แต่กลับได้รับการบอกเป็นนัยทางสายตาจากซ่งซวีที่มีสถานะเป็นองค์ชายต้าหลีว่าอย่าดื้อ รีบกลับไปเสีย
เฉินผิงอันเอ่ยกบัเด็กหนุ่มว่า
“หานเอ้อ ข้าสามารถยอมรับในความโง่ของเจ้าได้ ดังนั้นข้าถึงได้ปลีกเวลามาพูดคุยกบัเจ้าจนถึงตอนนี้ แต่หากจิตใจเลวร้าย รากฐานเละเทะอย่างสิ้นเชิงแล้ว ข้าก็ไม่ถึงขั้นต้องโกรธเจ้ากับคนตายคนหนึ่ง ไม่จำเป็นเลย แต่ข้าจะต้องเสียใจภายหลังที่ให้เจ้าข้ามธรณีประตูนี้มา เจ้าถึงกับไม่มอบความประหลาดใจให้ข้าเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อเจ้าทำให้ข้าเสียใจภายหลัง ถ้าอย่างนั้นภายใต้นโยบายแคว้นที่กำหนดไว้แล้ว และภายใต้กฎระเบียบของคำสั่งทหารกองทัพชายแดนต้าหลี ข้าก็จะให้ชนชั้นสูงที่มีอำนาจของแคว้นชวิเจ็บปวดมากขึ้นหน่อย ขุดกระดูกที่เน่าเละนั้นลึกลงไปอีกหน่อย”
ร่างของหานเอ้อเริ่มสั่นเป็นตะแกรงร่อนอีกครั้ง เขาไม่ได้เสแสร้งจริงๆ ในตำราสอนไว้แค่ว่าควรจะเป็นฮ่องเต้เป็นขุนนางอย่างไร ไม่ได้สอนเรื่องนี้ไว้นี่นา
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย
“หาเก้าอี้นั่งลงเอาเอง เรียกพวกเจ้าสองคนมา เพราะอยากจะให้พวกเจ้าไปเยือนหานโจวที่อยู่นอกแคว้นชวิสักรอบ ร่วมมือกับจ้าวเหยาแห่งกรมอาญาจับตามองคนกันเองบางคน จ้าวเหยากับเฉาเกิงซินรออยู่ในห้องข้างฝั่งซ้ายของเรือนชั้นสองแล้ว รายละเอียดต่อจากนี้พวกเจ้าก็ปิดประตูคุยกันเอาเอง อีกอย่างซ่งซวี เจ้าไปเตือนอวี๋อวี๋สักหน่อย บอกนางว่าอย่าได้ฉลาดเกินจนถูกความฉลาดย้อนกลับมาทำร้าย”
ส่วนฝ่ายหลังก็รู้สึกว่า “หยวนจวีไฉ (วัตถุดิบชิ้นใหญ่หรือผู้มีพรสวรรค์ชั้นยอด) ผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญในการคำนวณบวกเพิ่ม ยากที่จะพูดคุยสื่อสารด้วยจริงๆ” เพียงแต่เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวเห็นว่าคุณสมบัติของเขาแย่ก็เลยถามเขาไปว่า
“ลมปราณเบาบางดุจเส้นด้ายลอยแขวน บนหนทางแห่งมรรคา ต้องลดละวันแล้ววันเล่า เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่”
เฉินผิงอันถาม
“ไทเฮาสาวของแคว้นชวิผู้นั้น ไม่ใช่สายลับต้าหลีที่มีปณิธานอยู่ที่ความตายจริงๆ หรือ?”
หยวนฮว่าจิงกล่าว
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็เรียบง่ายอย่างมาก แต่ไหนแต่ไรมาราชครูก็ไม่ห่างเหินกับเรื่องของการจัดขบวนทัพวางแผนการรบอยู่แล้ว ทว่าเรื่องลับวงใน กฎระเบียบของวงการนักรบพลีชีพและสายลับ อินกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะเข้าใจและได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง เฉินผิงอันไม่เห็นเป็นสำคัญ
ซ่งซวีส่ายหน้า เอ่ยว่า
“ข้าสามารถยืนยันกับราชครูได้เลยว่า นางไม่ใช่นักรบพลีชีพของต้าหลีที่ถูกจัดวางไว้ในแคว้นชวิแน่นอน”เฉินผิงอันพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายแล้ว”
ผ่านการชดเชยของกรมอาญาและกรมกลาโหม รายชื่อฉบับที่สองจึงรวบรวมคนได้สามร้อยยี่สิบคน นอกจากนี้ยังมีสายลับของแคว้นอื่นอีกห้าสิบกว่าคน แต่ว่าครึ่งหนึ่งนั้นมีสองสถานะหรืออาจถึงขั้นสามสถานะ ยังต้องมีการตรวจสอบคัดกรองอีกรอบถึงจะได้
เฉินผิงอันปรายตามอง หานเอ้อน้ำตาไหลนองเต็มใบหน้าอย่างที่ไม่อาจห้ามตัวเองได้
ถ้าหาก? ถ้าหาก? ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบใด เด็กหนุ่มชินอ๋องก็เสียใจอย่างถึงที่สุด รู้สึกถึงความสิ้นหวังเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวอยู่ตรงระเบียง พูดประจบหญิงสาวสวมชุดผ้าแพรที่คิ้วตางามล้ำ ทว่ากลับมีบุคลิกเฉยเมยเย็นชา
“ว้าว พี่สาวหน้าตางดงามจริงๆ ออกกระบี่ฟันคนก็ทำได้สวยงามมาก”หญิงสาวยิ้มบางๆ
“รองผู้ถวายงานเซี่ยอย่าล้อเล่นเลย”เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย
“เจ้าเปิดปากพูดได้ด้วยหรือ?”ผู้ฝึกยุทธหญิงคนนั้นก็สงสัยเหมือนกัน
“ทำไมข้าถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ?”เซี่ยโก่วเอ่ย
“ก่อนหน้านี้อยู่ในระเบียงของการประชุมเล็ก มีอาจารย์ผู้เฒ่าสวมชุดหม่างคนหนึ่ง เขาถนอมคำพูดดุจทองคำเลยล่ะ”สตรีอธิบายว่า
“กฎระเบียบฝ่ายในของวังหลวงของราชวงศ์ไม่เหมือนกับกฎระเบียบของจวนราชครู”เซี่ยโก่วนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็แอบถามว่า
“พี่สาว เจ้าเป็นขุนนางมาจนเคยชินแล้ว เจ้าขุนเขาบ้านข้าเคยเอ่ยคำพูดประหลาดประโยคหนึ่ง เจ้าช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม? เขาบอกว่า ‘ปัญญาชนที่ศึกษาวิชาความรู้ ไม่ควรไปยุ่งเรื่องการเมืองในราชสำนัก แค่แตะก็จะแหลกสลาย’ หมายความว่าอย่างไร?”สตรีิยิ้มเอ่ย
“น่าจะบอกว่าต่อให้จะเป็นปัญญาชนที่ศึกษาวิชาความรู้แค่ไหน ก็ไม่มีทางเฉลียวฉลาดเกินไปกว่าบัณฑิตที่เป็นขุนนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเป็นขุนนางใหญ่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จงสร้างคำวาทะ ศึกษาวิชาความรู้อยู่ในห้องหนังสือไปแต่โดยดีเถอะ อาจจะสร้างผลงานที่สืบทอดต่อให้คนรุ่นหลัง ทิ้งร่องรอยเอาไว้ได้บ้าง แต่นี่เป็นแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น ความคิดที่แท้จริงของท่านราชครู ข้าหรือจะรู้ได้”เซี่ยโก๋วยกนิ้วโป้งให้ แล้วก็เริ่มควักชายแขนเสื้อ
“คือคนที่อ่านตำรามาจนเต็มอิ่มเหมือนกัน! พี่หรงอวี๋ ข้าเขียนบันทึกการเดินทางไว้เล่มหนึ่ง โปรดลองอ่าน”นางโบกมือ
“ฝูชิงชอบวรรณกรรม รองผู้ถวายงานเซี่ยสามารถเอาไปให้นางอ่านได้ อย่าเอามาให้ข้าอ่านเลย”เซี่ยโก่วเก็บสมุดเล่มนั้นลงไป ส่ายหน้าเอ่ย
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องหรอก ข้าดูโหงวเฮ้งคนเป็น ข้ากับพี่ฝูชิงน่าจะไม่ค่อยถูกกันเท่าไร”
เอวบางเกินไป ก้นใหญ่เกินไป อกก็ตั้งตระหง่านเกินไป ประเด็นสำคัญคือนางยังจงใจแอบซ่อนเอาไว้ด้วย แม้ว่าหรงอวี๋จะสงสัย แต่ก็ไม่ถามถึงต้นสายปลายเหตุ เพียงแค่คิดไปว่าเป็นวิชาความรู้ของผู้ฝึกบำเพ็ญตนบนภูเขาเท่านั้น
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!