เสิ่นเฉินกล่าว “ตอนนั้นเป็นหนุ่มอารมณ์พลุ่งพล่าน ด้วยความโมโหจึงลาออกจากราชการ นอกจากด่าชุยฉานว่าเป็นคนต่างถิ่นแล้ว อันที่จริงยังด่าเขาที่เป็นราชครูต้าหลีด้วยว่าจะต้องใช้เทพเซียนมาคิดเป็นเงินเดือน เสแสร้งอะไรกับข้า อันที่จริงด่าไปเยอะมาก เพียงแต่ว่าตอนนั้นสำเนียงท้องถิ่นค่อนข้างหนัก มีภาษาถิ่นของบ้านเกิดบางอย่างแทรกไปด้วย ขุนนางในเมืองหลวงจึงฟังไม่เข้าใจนัก”
“รอกระทั่งเดาได้ว่าเขาคือเทพเซียนก่อกำเนิด หึ ตอนนั้นก่อกำเนิดของแจกันสมบัติทวีปก็คือเทพเซียนผู้อาวุโสบนยอดเขาอย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว ข้าก็โมโหอีก ในเมื่อเป็นราชครูแล้ว ยังสร้างกองทัพชายแดนต้าหลีขึ้นมาเองกับมือ สงครามเหล่านั้นต่อสู้กันดุเดือดมากแค่ไหน ทำไมไม่ลงมือ? ดังนั้นถึงได้บอกอย่างไรล่ะว่า หากข้าอายุน้อยกว่านี้สักสามสิบสี่สิบปี การประชุมเล็กในวันนี้ก็คงจะถามคำถามสองข้อก่อนหน้านั้นต่อหน้าไปแล้ว” “แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นแบบนั้นแล้ว”
อยู่ในวงการขุนนาง นอกจากจะฝึกปรือฝีมือในการเป็นขุนนาง ทำเรื่องที่จับต้องได้จริงแล้ว ความเจ้าเล่ห์ ความอดทน ความอำมหิต ล้วนขาดไม่ได้สักอย่างเดียว แน่นอนว่ายังต้องมีโชคในการเป็นขุนนางด้วย
เสิ่นเฉินเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “การขัดเกลาตัวเองในเส้นทางราชการช่างยากเหลือเกิน ลอยและจมอยู่ท่ามกลางกระแสคลื่นเชี่ยวกราก”
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “การล่องลอยและจมจ่อมอยู่ในวงการขุนนาง เมฆและคลื่นผันผวนแปรปรวน จนได้เห็นยอดเขาผุดขึ้นกะทันหัน ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่นิ่งสงบไม่เคลื่อนไหวนั้นจึงจะเป็นภูเขาที่แท้จริง”
เสิ่นเฉินหยุดเดิน สะบัดแขนให้อู๋หวงเฉิงปล่อยมือ เจ้ากรมผู้เฒ่ายิ้มเอ่ย “ราชครู ให้รองเจ้ากรมอู๋ไปประชุมเถอะ ข้าคงไม่เดินไกลไปถึงที่ว่าการราชครูแล้ว ต้องกลับไปนอนกลางวันสักหน่อย”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “หลังจากนี้ที่ว่าการต้าหลีแห่งแรกที่ข้าจะไปเยือนต้องเป็นห้องโถงใหญ่ของกรมกลาโหมแน่นอน”
เสิ่นเฉินเอ่ยเสียงเบา “เรื่องของสมัญญานาม ราชครูช่วยพูดดีๆ ให้ฮ่องเต้ฟังสักหน่อย ประเมินไปในทางที่ยิ่งใหญ่หน่อย”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ต้องทำตามหลักความถูกต้องไม่ลำเอียง”
เสิ่นเฉินใช้ไม้เท้าหวายตีไปที่อู๋หวงเฉิงหนักๆ “ยังไม่ไปอีก นำทางให้ราชครูสิ? ควรออกเดินทางได้แล้ว !”
อู๋หวงเฉิงจึงพาเฉินผิงอันไปยังที่ว่าการพิเศษซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อราชครูโดยเฉพาะ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับระเบียงพันก้าวเช่นกัน ที่ว่าการที่สำคัญที่สุดของเมืองหลวงล้วนมารวมกันอยู่ที่ย่านหนันซวินและตรอกเคอเจียสองฟากฝั่งของระเบียงพันก้าว นอกจากนี้ก็ถือเป็นเตาเย็น เก้าอี้เย็น (เปรียบเปรยถึงตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ ไม่มีใครเหลียวแล) ในวงการขุนนาง แน่นอนว่าคนที่กล้าคิดเช่นนี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากตรอกอีฉือ ตรอกฉือเอ๋อร์กันทั้งนั้น
ฮ่องเต้มีธุระจริงๆ แต่กลับไปหาฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนที่ตำหนักฝ่ายใน เรื่องในบ้าน แต่หากเป็นเรื่องในบ้านของโอรสสวรรค์ก็คือเรื่องของบ้านเมือง ราชครูซิวหูอาจารย์ชุยฉานเคยพาซ่งเหอองค์รัชทายาทที่ชื่อจริงคือซ่งมู่ไปเดินอยู่ในตลาดเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองด้วยกัน เล่าให้เด็กหนุ่มฟังว่าคำกล่าวที่ว่า “จิตใจของจักรพรรดิ” ที่ในตำราประวัติศาสตร์มักจะเขียนถึงบ่อยๆ และพวกขุนนางมักจะพูดคุยกันในทางส่วนตัวบ่อยๆ สรุปแล้วคือสิ่งใดกันแน่
ไม่ใช่ว่าแกล้งทำเป็นมีนิสัยประหลาด โหดเหี้ยมแล้งน้ำใจ ความคิดทุกอย่างล้วนทำให้พวกขุนนางคาดเดาได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใจกว้างอ่อนโยนอภัยให้คนอื่นได้ทุกเมื่อ แก่นแท้นั้นอยู่แค่ที่คำว่า “ลึก” เท่านั้น สามารถบรรจุสิ่งของได้มากมาย รวมเอาความโกรธเกรี้ยว ความน้อยเนื้อต่ำใจ วางไว้ในส่วนลึกของหัวใจ จากนั้นก็…ฆ่าพวกมันทิ้ง!
เดินอยู่บนเส้นทาง ฟังขันทีผู้คุมตราประทับของซือหลี่เจี้ยนเล่าให้ฟังเรื่องบันทึกการเดินทาง ฮ่องเต้ก็ยิ้มเอ่ย “พูดคุยกับแม่นางเซียผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วทั่งถูกชะตามากหรือ?”
ขันทีเฒ่ารีบตอบทันใดว่า “เป็นบ่าวที่ละเมิดกฎระเบียบแล้ว”
ฮ่องเต้โบกมือ ถามอย่างประหลาดใจ “จงใจมาพูดคุยผูกมิตรกับเจ้า คือกลยุทธ์การเจรจาของนางหรือว่าเป็นความจริงใจ?” แม้ว่าในใจของขันทีเฒ่าจะมีข้อสรุปแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยว่า “บ่าวก็ยังไม่แน่ใจ”
ฮ่องเต้ยกสองแขนขึ้นยืดสองสามที โคลงศีรษะ ยืดหน้าอก อันที่จริงเขาอารมณ์ไม่ดีอย่างมาก
อันที่จริงจวนราชครูต้าหลีก็คือบ้านพักขุนนางแห่งหนึ่ง แต่ชุยฉานไม่เคยพักอยู่ที่นี่ ทุกคืนจะต้องกลับไปที่ตรอกเล็กแห่งนั้น ตามหลักแล้วการประเมินขุนนางเมืองหลวงและขุนนางท้องถิ่นคือความสำคัญในสำคัญอีกทีซึ่งเป็นการรับประกันว่าการบริหารบ้านเมืองจะดำเนินไปอย่างมีระบบแบบแผน แต่นอกจากเมื่อสิบปีก่อนที่ราชครูชุยฉานมีอำนาจรับผิดชอบอย่างเต็มที่แล้ว ภายหลังก็มอบให้สองกรมอย่างกรมขุนนางและกรมพิธีการผลัดกันดูแล ส่วนที่ว่าการอีกสองแห่งที่เหลือก็ให้คอยช่วยเหลือสนับสนุน มีเพียงการตรวจสอบตนเองของขุนนางฝ่ายตรวจสอบซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจตราของราชสำนักเท่านั้นที่เมื่ออยู่บนมือของชุยฉานก็ไม่เคยเป็นแค่เครื่องประดับ แต่ไหนแต่ไรมาก็เป็นจวนราชครูที่จับตามองด้วยตัวเองมาโดยตลอด
และทางฝั่งบ้านพักที่เป็นเรือนสามชั้นแห่งนี้ ห้องข้างซ้ายขวาของเรือนพักชั้นที่สองก็มีเลขานุการฝ่ายบุ๋นสามสิบกว่าคนที่มาคอยช่วยงานอยู่ที่นี่ ดังนั้นจึงถูกเรียกขานเป็นสำนักฮั่นหลินเล็กของราชสำนักต้าหลี
“คนเฝ้าประตู” คือสตรีอายุยี่สิบต้นๆ สองคน พวกนางต่างก็เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว ว่ากันว่าเป็นลูกกำพร้าของแม่ทัพปู่สองท่าน
เฉินผิงอันและอู๋หวังเฉิงเดินตรงไปประชุมในหอโถงใหญ่ ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป ขุนนางทุกคนที่อยู่ในหอโถงก็แยกย้ายกันกลับไป
เรือกระบี่หกลำได้ออกเดินทางไปยังชายแดนของแคว้นชิวที่อยู่ในหานโจวแล้ว พวกมันเหมือนทะเลเมฆหกผืนที่ทิ้งเงามืดขนาดยักษ์ไว้บนพื้นดิน ทหารม้าฝีมือดีสองกองที่สวมเสื้อเกราะยันต์ก็กรีธาทัพแล้ว บนทางหลวงของหานโจว เกราะเหล็กเงาวับ ฝุ่นตลบคละคลุ้ง
หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กที่ถูกศาลหงหลูเชิญมาที่นี่ มารออยู่ที่หน้าประตูที่ว่าการนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม ตลอดทางไม่เห็นทหารสวมเสื้อเกราะที่จัดการกำลังแน่นหนาเข้มงวด ยืนอยู่ตรงหน้าประตูนี้ก็ไม่มีใครมาสนใจพวกเขา

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!