“นี่เป็นแค่หนึ่งในมาตรการมากมายในการเก็บกวาดเรื่องเละเทะ ช่วงนี้ข้าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่าควรจะ “เก็บกวาดเรื่องเละเทะ” อย่างไรไว้ให้ฉบับหนึ่ง แล้วคัดลอกส่งไปให้ขุนนางที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมเล็ก หวังว่าถึงเวลานั้นทุกท่านจะตอบกลับอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรไม่จำกัด ยิ่งมากยิ่งมีประโยชน์ ทางที่ดีที่สุดคือให้กลายเป็นระเบียบราชสำนักที่มีข้อบังคับให้ยึดถือเป็นแบบแผน วันหน้าหากต้องจัดการเรื่องทำนองนี้อีกครั้งก็แค่ทำไปตามแบบแผนก็พอ”
เฉินผิงอันขยับสายตาไปอีกทาง ถามว่า “ฝ่าบาท ข้าจะไปที่ระเบียงพันก้าว ปรึกษาเรื่องรายละเอียดต่อจากนี้กับขุนนางกรมกลาโหมและกรมอาญาสักหน่อย”
ซ่งเหอกล่าว “ท่านราชครูไม่ต้องไปไหน พูดคุยกันที่นี่ได้เลย แต่หากท่านราชครูคิดว่าไปที่นั่นได้ผลกว่า ข้าก็สามารถตามไปที่นั่นได้”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไปจัดการเรื่องนี้ในที่ว่าการราชครูแล้วกัน ”
ซ่งเหอลุกขึ้นยืน ยิ้มเอ่ย “กวารเหรินสามารถพาท่านราชครูไปดูที่นั่นได้พอดี”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน พลันถามว่า “ทางฝั่งที่ว่าการราชครูก็น่าจะมีการจัดวางที่คล้ายคลึงกันนี้กระมัง?”
ซ่งเหอหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “มี แล้วยังกว้างขวางกว่าห้องทรงพระอักษรด้วย”
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “ศิษย์พี่ของข้าไม่กลัวว่าจะล้ำเส้นเลยนะ”
พวกขุนนางคนสำคัญทั้งหลายที่เดิมทีหากฮ่องเต้เป็นคนเปิดปากพูดก็จะไม่ค่อยกล้าหัวเราะออกเสียง พอได้ยินว่าราชครูเป็นคนแฉเองก็พากันหัวเราะเสียงดังลั่น เฉินผิงอันมองไปยังผู้เฒ่าหน้าดุที่เงียบขรึมพูดน้อยอย่างเยี่ยนหย่งเฟิงแห่งศาลหงหลู แล้วเอ่ยว่า “เดี๋ยวส่งคนไปบอกให้หานเอ้อและหลิวเหวินจินไปรอที่นอกประตูที่ว่าการราชครูแล้วให้เยี่ยนเจียวหร่านไปที่นั่นด้วย ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษากับเขา”
เยี่ยนหย่งเฟิงพยักหน้ารับ เฉินผิงอันเอ่ยว่า “ให้เฉาเกิงซินกับจ้าวเหยาไปที่นั่นด้วย”
จ้าวเหยาแห่งกรมอาญา เฉาเกิงซินแห่งกรมขุนนาง รองเจ้ากรมที่อายุน้อยมีความสามารถทั้งสองคนนี้ แน่นอนว่าต่างก็มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมประชุมเล็ก เพียงแต่ว่าวันนี้มีธุระให้ต้องไปเจอกัน การประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร ตามระเบียบแล้วจะมีเก้ามนตรีใหญ่ ซึ่งมีเจ้ากรมของหกกรมเป็นหนึ่งในนั้น และยังมีเก้ามนตรีเล็ก บวกกับรองเจ้ากรมของอีกหกกรม ผู้รับผิดชอบสำนักกิจการราชวงศ์ แม่ทัพที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวง ฯลฯ ล้วนสามารถมาเข้าร่วมได้ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเข้าประชุมทุกครั้ง การประชุมเล็กในบางครั้ง เจ้ากรมของกรมหนึ่งสามารถ “ลาหยุด” ขาดการประชุมได้
อู๋หวงเฉิงแห่งกรมกลาโหมก็คือผู้สูงศักดิ์คนใหม่ของราชสำนักที่เป็นคนดังในวงการขุนนาง บวกกับที่เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นอายุมากแล้ว ถูกเฉาผิงเอ่ยสัพยอกว่าเป็นตาเฒ่าที่ “มีแต่ลมเข้าไม่มีลมออก” ดังนั้นรองเจ้ากรมกลาโหมซ้ายขวาสองคน สวอี้อู๋รองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายที่รับผิดชอบประสานงานด้านรายละเอียดกิจธุระทางการทหารกับเปลี่ยวร้างก็ได้ม้วนเสื่อหอบออกไปจากที่ว่าการโดยตรงแล้ว ส่วนอู๋หวงเฉิงที่รับผิดชอบกิจทางการทหารในแคว้นกลับต้องเข้าร่วมการประชุมเล็กทุกวันอย่างไม่มีเว้นว่าง
ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ สวอี้อู๋ก็จำเป็นต้องปรึกษาเรื่องงานด้านความมั่นคงทางการทหารกับเยี่ยนเจียวหร่านแห่งสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวในที่ว่าการ แล้วก็อย่าได้รู้สึกว่าอู๋หวงเฉิงที่มาจากสนามรบจะเป็นคนหยาบกระด้างอะไร นี่ก็คือคนมีชีวิตที่เดินออกมาจากภูเขาศพทะเลเลือด
ในบรรดาแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วที่มีน้อยจนนับนิ้วได้ของราชสำนักต้าหลี สกุลกวนแห่งเขตอวินไจ้มณฑลอีโจว กวนอี้หร่านหลานชายคนโตทายาทสายตรงของกวนอิงเซี่ยเจ้ากรมผู้เฒ่าทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางยังต่ำ เป็นแค่ซือหลางในกองชิงลีกรมคลังเท่านั้น ห่างจากการได้เข้าประชุมขนาดเล็กโดยยังมีบันไดอีกหลายขั้นที่ต้องก้าวข้ามไป ผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนต่างก็เป็นแค่ขุนนางชั้นล่างไร้อำนาจของที่ว่าการน้ำใสบางแห่งในกลุ่มเก้ามนตรีเล็ก
ตระกูลซ่างจู้กั๋ว (เสาค้ำยันแคว้น ขุนศึกระดับสูง) ของฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนถูกราชสำนักสัพยอกว่าเป็น “สกุลอวี๋เฝิ่นหม่า” (ขี่ม้า) ไม่มีขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ทว่าในกองทัพชายแดนต้าหลีกลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ซ่างจู้กั๋วหยวนฉง นามอวิ๋นสุ่ย รูปร่างผอมสูงโปร่ง มีกลิ่นอายตำราอบอวล คือบิดาของหยวนเจิงติ้งขุนนางผู้ตรวจการของหงโจว ซ่างจู้กั๋วเฉาเฉียว เรือนกายใหญ่โถกำยำ คือพี่ชายของเฉาผิงทูตผู้ตรวจการ เฉาเฉียวยังเป็นบิดาของเฉาเกิงซิน รองเจ้ากรมขุนนางด้วย
ในวงการขุนนางต้าหลีมีคำกล่าวที่ว่า “เฉาหยวนไม่ร่วมทาง’ มาโดยตลอด แม่ทัพบู๊ที่ได้รับสถานะเป็นทูตผู้ตรวจการรวมทั้งสิ้นหกคนของต้าหลีในเวลานี้ซึ่งรวมซูเกาซานและเฉาผิงเป็นหนึ่งในนั้น คนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกมีแค่สี่คน สถานะซ่างจู้กั๋วสามารถสืบทอดต่อไปในตระกูลได้ ทว่าทูตผู้ตรวจการกลับสืบทอดต่อไม่ได้
เล่าลือกันว่าปัจจุบันราชสำนักต้าหลีมีภาพเลื่อนขั้นขุนนางเก็บอยู่แปดภาพ อันที่จริงก็คือเส้นทางในการเลื่อนขั้นขุนนางแปดเส้นที่บ้างก็อยู่ในที่แจ้งบ้างก็อยู่ในที่ลับ สกุลเยี่ยนจื่อจ้าวที่เป็นแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วเหมือนกัน แม้ว่าเจ้าประมุขคนปัจจุบันจะคือเยี่ยนหย่งเฟิง ทว่าคนที่ดูแลกิจธุระต่างๆ อย่างแท้จริงกลับเป็นเยี่ยนเจียวหร่านที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดทั้งราชสำนักต้าหลีต่างก็มีเขาเป็นผู้รับผิดชอบในการโยกย้าย ตรวจสอบ และตัดสินใจเรื่องการเลื่อนขั้นลดขั้นของผู้ฝึกตนติดตามกองทัพทุกคนของราชสำนักต้าหลี
เพียงแต่น่าเสียดายซูเกาซานแม่ทัพใหญ่ที่ชาติกำเนิดยากจนผู้นั้น คนแรกที่ได้รับสถานะทูตผู้ตรวจการแห่งราชสำนักต้าหลีท่านนี้ รบตายไปในสนามรบแล้ว ต่างก็พูดกันว่าในฐานะทหารสนิทคนรู้ใจของลั่วอ๋องซ่งมู่ การที่อู๋หวงเฉิงรองเจ้ากรมสามารถเลื่อนขั้นมาตลอดทางจนมาถึงกรมกลาโหมของเมืองหลวงได้นั้น ก็อยู่ที่ว่าเขาเองก็มีชาติกำเนิดต่ำต้อยไม่ต่างจากผู้ตรวจการซู ศูนย์กลางของราชสำนักต้าหลีจำเป็นต้องมีบุคคลที่เป็นเสาค้ำยันซึ่งมีชาติกำเนิดเช่นนี้อยู่สักสี่ห้าคน
ในบ้านมีคนแก่ก็เหมือนมีสมบัติ ในราชสำนักของแคว้นก็ใช้หลักการเหตุผลเดียวกันนี้
เฉินผิงอันประคองเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นให้ลุกขึ้นยืน เดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปด้วยกัน ห่างจากระเบียงพันก้าวไม่ถือว่าไกลแต่ก็ไม่ใกล้เช่นกัน ฮ่องเต้ซ่งเหอมีธุระด่วนจึงพาขันทีผู้ถือตราประทับแห่งซือหลี่เจี้ยนไปยังที่อื่นแล้ว ในฐานะผู้หลงใหลในการเป็นขุนนางตัวเป้งของภูเขาลั่วพั่ว เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวจุ๊ปากไม่หยุด คนพวกนี้ล้วนเป็นกลุ่มคนที่หมวกขุนนางใหญ่ที่สุดในแจกันสมบัติทวีปแล้ว
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เรื่องจัดพิมพ์ตำรา พูดคุยกันเป็นอย่างไรบ้าง?”
เซียโก่วเอ่ยอย่างมีโทสะ “ทราบข้อมูลมาจากอาจารย์ผู้เฒ่า ถึงได้รู้ว่าในกระเป๋าต้องมีเงินอยู่บ้างถึงจะพิมพ์ตำราวางขายได้ น่าเบื่อจริงๆ” เฉินผิงอันเพียงคลี่ยิ้มรับ
เสิ่นเฉินถาม “ราชครูต้องการชุดขุนนางที่เอาไว้สวมใส่ในวันปกติหรือไม่?” เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว มันแปลกๆ น่ะ เอาเหมือนราชครูชุยก็แล้วกัน”
เสิ่นเฉินถามอีก “ไม่ต้องการชุดราชการ แล้วชุดราชสำนักที่ต้องสวมในงานพิธีเฉลิมฉลองหรืองานบวงสรวงใหญ่ล่ะ?”
เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มรับ “ชุดราชสำนักต้องมีสองชุด ทำไม นี่ก็ต้องให้ข้าควักเงินจ่ายเองด้วยหรือ?”
เสิ่นเฉินยิ้มเอ่ย “กรมคลังไม่ถึงขั้นขี้เหนียวขนาดนี้หรอก”



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!