เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1176

ยามสนธยา เฉินผิงอันขอให้เว่ยป้อช่วยพากลับมายังอาณาเขตของภูเขาลั่วพั่ว ระหว่างนั้นเว่ยป้อยังเอ่ยสัพยอกมาประโยคหนึ่งว่า วันหน้าจะต้องไปขานชื่อทุกวันแล้วสินะ?

เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่พกป้ายผู้ถวายงานระดับสามไว้ตรงเอวและป้ายหยกจวนราชครูแผ่นใหม่ เก็บปณิธานกระบี่ กระโดดออกไปอยู่กลางอากาศเหนือเมืองหลวง หมื่นลี้ไร้เมฆ ทว่ากลับมีเสียงดังครืนครัน แสงกระบี่ลากเส้นยาวมุ่งหน้าไปยังภูเขาลั่วพั่ว

พื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวเนินฝูเหยา ท่ามกลางป่าไผ่เขียวขจีที่สาดสะท้อนคือห้องหนังสือหน้ากว้างสามห้อง ผิวน้ำของทะเลสาบขนาดเล็กเกิดริ้วแสงกระเพื่อมไหว

เฉินผิงอันไม่ได้ตรงดิ่งไปปิดด่านที่ห้องอ่านหนังสือซึ่งทั้งใช้อ่านหนังสือและทั้งบำรุงลมปราณ แต่เข้าไปในทะเลสาบ วินาทีที่รองเท้าผ้าสัมผัสกับพื้นผิวน้ำ ผิวน้ำก็พลันราบเรียบเหมือนกระจก เหมือนเกาะตัวกลายเป็นแก้วใสชิ้นหนึ่ง

หลังจากนั้นผิวน้ำก็เริ่มมีประกายแสงไหลริน เกิดเป็นตราผนึกค่ายกลที่จัดวางเต็มไปด้วยยันต์

เฉินผิงอันเพียงแค่ก้าวเดินเนิบช้า ภาพค่ายกลใต้ฝ่าเท้ากลับหมุนวนอย่างรวดเร็ว เมื่อเขายืนนิ่งก็ได้เปิดตราผนึกชั้นแรกออก เรือนกายชุดเขียวยืนนิ่งไม่ขยับ พื้นผิวกระจกทั้งผืนพลันพลิกกลับ

ขณะเดียวกันกลางอากาศก็มีภาพดวงดาวพร่างพราวลอยขึ้นมา แค่เอื้อมมือไปคว้าก็สัมผัสได้ เฉินผิงอันจึงเริ่มเอื้อมมือไปเด็ดดวงดาว ทยอยขยับเคลื่อนพวกมันไปยังตำแหน่งอื่น การมองเห็นพลันเปิดกว้าง กลายมาเป็นภาพปกติอีกครั้ง

ทว่าระหว่างทะเลสาบใต้ฝ่าเท้ากับห้องหนังสือที่อยู่บนฝั่งกลับมี “ประตูภูเขา” ที่ไอหมอกแผ่อวลปกคลุมบานหนึ่งโผล่มา คล้ายกับเข็มทิศขนาดใหญ่ยักษ์ที่นักฮวงจุ้ยใช้ตรวจสอบสภาพภูมิศาสตร์ จิตของเฉินผิงอันขยับไหวเล็กน้อย ตัวอักษรแต่ละวงก็เริ่มหมุนวน รอกระทั่งเข็มทิศนี้หยุดนิ่งเฉินผิงอันถึงได้ขึ้นมาบนฝั่ง เปิดประตูออก ในห้องมีนักพรตตงินั่งอยู่

ต่างก็พูดกันว่าในภูเขาผ่านไปหกสิบปี โลกมนุษย์กลับผ่านไปพันปีแล้ว ในฟ้าดินร่างกายมนุษย์ของนักพรตตงิกลับไม่ใช่เพียงเท่านั้น อยู่ไกลเกินกว่านั้นมากนัก

เซี่ยโก่วนั่งอยู่ตรงหน้าประตู
“ถูกเจ้าหวงเจินผู้นั้นทำร้ายไม่เบา”

เฉินผิงอันพยักหน้า การปกป้องมรรคายังคงเดิม แต่การพิศมรรคาเพื่อใช้พิสูจน์มรรคากลับไม่มีหวังแล้ว

เซี่ยโก่วเอ่ย
“ขาดทุนหนักเลย เจ้าขุนเขาไม่คิดจะให้เจียงเซ่อชดใช้คืนจริงๆ หรือไร?”

เฉินผิงอันเงียบไม่ตอบ

หากความเป็นเทพยังคงบริสุทธิ์ดังเดิมก็สามารถดึงออกมาได้ แล้วก็จะบันทึกประสบการณ์การแสวงหามรรคาของนักพรตตงิ รวมไปถึงประสบการณ์บนเส้นทางหัวใจของเขาไปได้ตลอด นั่นจะเป็นมหามรรคามุ่งสู่ฟ้าที่สมบูรณ์แบบเส้นหนึ่ง นั่นจะเป็นเส้นสายที่สมบูรณ์ซึ่งมีครบทั้งมรรคา จิตใจ วิชาและคาถา ตอนนี้พิศกะผายลมอะไรเล่า ได้แต่อดทนรอคอยให้นักพรตตงิตื่นขึ้นมาเท่านั้น

ถ้ำสถิตหนึ่งพันห้าร้อยแห่งของร่างมนุษย์ก็เคยมีจิตวิญญาณอันแกร่งกล้า และปณิธานอันยิ่งใหญ่ของการหลอมใหญ่ให้กับหมื่นสรรพสิ่งเช่นกัน

เฉินผิงอันนั่งอยู่หน้าประตู เซี่ยโก่วถามชวนคุยว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าขุนเขาจะไม่เกลียดแค้นหวงเจินสักเท่าไร?”เฉินผิงอันใจลอย ตอบกลับง่ายๆ ว่า
“ก็ไม่เท่าไร”เซี่ยโก่วอัดอั้นแล้ว
“ทำไมล่ะ?”เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย
“เมื่อก่อนตอนอยู่ในเมืองเล็ก ไม่ว่าคำด่าอะไรข้าก็ล้วนโดนด่าหมด แต่ไม่มีใครด่าว่าข้าคือขโมย”เซี่ยโก่วกระจ่างแจ้ง เอนกายอยู่ในระเบียงที่ทำมาจากไม้ไผ่ ยกขาไขว่ห้าง แกว่งรองเท้าผ้าข้างหนึ่ง
“ความเป็นคนนี่นะ จิตใจคนนี่นะ”เฉินผิงอันกล่าว
“บางทีอาจต้องส่งกระบี่บินฉบับหนึ่งแจ้งข่าวไปที่ตำหนักพยัคฆ์เขียวให้จ้าวจู้รีบพาลูกศิษย์ของเขามาที่นี่ทันที”

ก่อนหน้านี้อยู่ที่ตำหนักพยัคฆ์เขียวของใบถงทวีป ได้ร่ายใช้ยันต์คำสั่งเหนือจิตใจของนักพรตน้อย แฝงไว้ด้วยปณิธานสามชนิดของภูเขา สายน้ำและสายฟ้า เป็นการ “ให้ยาถูกโรค” ค่อนข้างจะอ่อนโยน แต่การกระทำนี้คือการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่ต้นเหตุ แล้วนับประสาอะไรกับที่หลังจากต่อสู้กับเจียงเซ่อไปรอบหนึ่งก็ทิ้งภัยแฝงนับไม่ถ้วนไว้เบื้องหลังแล้ว ลู่เฉินยังตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้น ยันต์แผ่นนี้ต้องได้รับผลกระทบที่ไม่เล็กแน่นอน เฉินผิงอันเพิ่งจะนึกถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่พอจะถือว่ามั่นคงอย่างหนึ่งขึ้นมาได้

เซี่ยโก่วรีบลุกขึ้นนั่งทันที
“ข้าไป ข้าไปทำเอง ทุกวันนี้ข้าพากเพียรอยู่กับเรื่องของการเขียนพู่กันจีน พรสวรรค์ไม่ต่ำด้วย!”เฉินผิงอันเปลี่ยนคำพูด
“ช่างเถอะ กระบี่บินแจ้งข่าวค่อนข้างล่าช้า ข้าใช้ยันต์สามภูเขาไปตำหนักพยัคฆ์เขียวเองจะดีกว่า”

เซี่ยโก่วเอ่ย “ไปด้วยกันสิ”

เฉินผิงอันกล่าว
“ไม่ต้อง ข้าจะรีบไปรีบกลับ เจ้าอย่าสิ้นเปลืองยันต์สามภูเขาเลย จำนวนครั้งที่พวกเจ้าร่ายใช้ได้มีจำกัด”เซี่ยโก่วลังเลเล็กน้อย ขยำหมวกขนเตียว ถามหยั่งเชิงว่า
“เจ้าขุนเขา ข้าสามารถหลอมยันต์สามภูเขาที่เป็นของเลียนแบบได้นะ ระยะทางในการหดย่อพื้นที่อาจจะสั้นไปสักหน่อย แต่แค่ใช้หลายแผ่นหน่อยก็ได้แล้ว ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองบุญกุศลสักเท่าไร แต่ปราณวิญญาณกลับต้องเสียไปไม่น้อย กระดาษที่ใช้วาดอยันต์ก็ค่อนข้างแพงอยู่บ้าง”

เฉินผิงอันเอ่ยอย่างตกตะลึง “เจ้าแน่ใจหรือ?!”

เจ้าแน่ใจจริงๆ หรือว่าสามารถสร้างยันต์เลียนแบบยันต์สามภูเขาที่ไม่ต้องผลาญบุญกุศล แค่ค่อนข้างจะเปลืองเงินออกมาได้จริงๆ?!

เซี่ยโก่วถามอย่างสงสัย
“วาดยันต์สามภูเขาผิดกฎสวรรค์หรือ?”

ทำไมข้าถึงไม่รู้ว่าอาจารย์ซานซานจิวโหวมีความพิถีพิถันเช่นนี้อยู่ด้วย ก่อนหน้านี้ตนลองทำของเลียนแบบอยู่หลายครั้งก็ยังไม่ได้ชักนำสายตาของสหายยุคบรรพกาลคนนี้มานี่นา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมแค่นี้ แม้ว่านางกับอาจารย์ซานซานจิวโหวจะไม่สนิทกัน แต่นางกลับรู้เรื่องหนึ่งดี ในเรื่องของการถ่ายทอดมรรคาช่วงยุคบรรพกาล เขาก็ไม่ขี้เหนียวเลยจริงๆ ก่อนเกิดศึกเดินขึ้นฟ้า วิธีสมคบคิด เออ… วิธีบอกกล่าวแก่นักพรตของสถานที่ต่างๆ หลักๆ แล้วก็อาศัยการขึ้นเขาลงห้วย การวิ่งวุ่นเหน็ดเหนื่อยของเขากับลูกศิษย์ผู้สืบทอดกลุ่มนั้น

เฉินผิงอันทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง
“เจ้าวาดยันต์เป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เซี่ยโก่วเดาความคิดของเจ้าขุนเขาออก เสี่ยงตายพูดทัดทานว่า
“อย่าเผานะ เก็บไว้ดูก็ยังดี ไว้ให้เป็นที่ระลึก มองเห็นใครถูกชะตาเอาไปหลอกคนอื่น ทำลายตบะของเขาก็ยังได้…”

เซี่ยโก่วนั่งยองอยู่ข้างหีบ เอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า
“เงินทั้งนั้นเลยนะ ผลกลับเอามาเผาเหมือนกระดาษเงินแบบนี้ เอาไปขว้างบนผิวน้ำเล่นก็ยังดี”เฉินผิงอันถลึงตาดุสั่งสอน
“อย่าพูดจาเหลวไหล!”เซี่ยโก่วขยำหมวกขนเตียว สองมือพนมเข้าด้วยกัน หลับตาลง ท่องพึมพำว่า
“โปรดอภัย โปรดอภัย เด็กน้อยพูดจาไม่รู้ความ เซี่ยโก่วที่อยู่ที่นี่จริงใจอย่างถึงที่สุด ขอให้เจ้าลัทธิลู่สามารถมีชีวิตยืนยาวเป็นหมื่นๆ ปี”

รอกระทั่งเซี่ยโก่วเก็บงานแล้ว เฉินผิงอันถึงได้ตบลงไปบนหมวกขนเตียว เอ่ยสัพยอกไปว่า
“เจ้านี่เชี่ยวชาญเรื่องการขโมยเรียนจริงๆ”

เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า
“เจ้าขุนเขามีวิชาอภินิหารไร้เทียมทานจริงๆ เลยนะ”เฉินผิงอันมีท่าทางกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
“ไปถึงที่นั่นถึงเพิ่งรู้ว่าจ้าวจู้อยู่ระหว่างพากานซิงเดินทางมายังแจกันสมบัติทวีปแล้ว เจินเหรินผู้เฒ่าลู่อกว้าตอนนี้ยังไม่เป็นไรมาก ให้ข้าพวางใจได้เลย”

เซี่ยโก่วกุมท้องหัวเราะก๊าก เฉินผิงอันก็ปล่อยให้นางสมน้ำหน้าตนไป

ได้รับคำเตือนจากเว่ยเย่โหยว หลิวเสียนหยางก็มาที่นี่ทันที ช่วยหดย่อพื้นที่ให้? ไม่จำเป็น ความเร็วในการขี่กระบี่ของเซียนกระบี่หลิวนั้นสุดยอดอยู่แล้ว!

เฉินผิงอันเปิดตราผนึกแต่ละชั้นออก หลิวเสียนหยางชื่นชมไม่หยุด
“สถานที่นี้ทัศนียภาพไม่เลว แม้ว่าอาณาเขตจะเล็กไปบ้าง แต่ก็เหมือนการสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่ดีไว้ในเปลือกหอย”เข้ามาในห้อง เห็นนักพรตที่นั่งเป็นศพอยู่บนเบาะรองนั่ง หลิวเสียนหยางนั่งยองกับพื้น ถามอย่างสงสัยว่า
“สหายท่านนี้กำลังทำอะไร?”เฉินผิงอันอธิบายคร่าวๆ หลิวเสียนหยางฟังไปแล้วก็นวดคลึงปลายคาง
“ในเมื่อเป็นนายท่านน้อยที่เป็นใหญ่ในบ้าน มหามรรคาของฟ้าดินในร่างกายโคจรไม่หยุดนิ่ง ถ้าอย่างนั้นนักพรตตงิท่านนี้ ลำพังแค่นอนหลับอย่างตายตัวอย่างเดียวจะได้อย่างไร ต้องมีการกิน ดื่ม อึ ฉี่ ผายลม เรอบ้างสิ”เฉินผิงอันกับเซี่ยโก่วมองอีกฝ่ายพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ใช้ได้! ควรต้องเป็นเช่นนี้! เซี่ยโก่วมีสีหน้าสดใสแช่มชื่น ยกนิ้วโป้งสองมือ
“พี่ใหญ่หลิว ท่านสุดยอดจริงๆ!”หลิวเสียนหยางหัวเราะร่า
“ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ข้าที่ต้องเป็นคนเก็บอีเช็ดฉี่เสียหน่อย บังเอิญที่ว่าเจ้าขุนเขาของเจ้าชำนาญในเรื่องนี้พอดี”เซี่ยโก่วขยับสายตามาช้าๆ
เจ้าขุนเขาท่านมองข้าทำไม ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน ข้าคือคุณหนูใหญ่ แล้วยังต้องเข้าหอห้องกับเสี่ยวโม่อด้วยนะเฉินผิงอันถาม
“ทางฝั่งของเจ้าต้องการหินลับกระบี่ของภูเขาหลงจีหรือไม่?”หลิวเสียนหยางกลอกตามองบน
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ เจ้าขุนเขาเฉิน?”เฉินผิงอันยิ้มกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็แบ่งภูเขาเจียลิ่วกันคนละครึ่ง ถือเสียว่าเป็นเงินใส่ซองในส่วนของข้า ”หลิวเสียนหยางโบกมือ
“รอประโยคนี้ของเจ้าอยู่นี่แหละ แค่มีประโยคนี้ก็พอแล้ว ของนั่นเจ้าเก็บไว้เองเถอะ”

เจ้าเฉินผิงอันจะมอบให้หรือไม่ ข้าหลิวเสียนหยางจะรับไว้หรือไม่ ล้วนเป็นเรื่องที่แค่ต้องแสดงน้ำใจให้กันเห็นก็พอ

หลิวเสียนหยางถาม
“เจ้าไม่ยอมเล่าเรื่องการต่อสู้ครั้งนั้นให้ฟังอย่างละเอียดเสียที ทำไม มีกระบี่บินสามเล่มแล้วไม่อาจบอกกล่าวใครได้หรือ?”ไม่รอให้เฉินผิงอันพูดอะไร หลิวเสียนหยางก็ชิงเอ่ยก่อนว่า
“คนเปรียบเทียบกับคนชวนให้คนโมโหตาย เจ้าถึงกับมีกระบี่บินถึงสามเล่มเชียวหรือ!”

“ทั้งกลัวว่าพี่น้องจะลำบากเกินไป แล้วก็กลัวว่าพี่น้องจะเสวยสุขเต็มที่เกินไปจริงๆ”

เฉินผิงอันกล่าว
“อันที่จริงมีสี่เล่ม”หลิวเสียนหยางสีหน้าเป็นปกติ ร้องอ้อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยสบายๆ เซี่ยโก่วเริ่มนับเงียบๆ นางยังไม่ทันนับถึงสาม หลิวเสียนหยางก็รัดคอเฉินผิงอัน เดือดดาลสุดขีด ไฟโทสะพุ่งสูงสามจั้ง กล่าวอย่างขุ่นเคือง
“เท่าไรนะ”

ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่ง จำนวนของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตไม่ได้มีความเกี่ยวข้องที่ “ตายตัว” กับขอบเขตสูงต่ำและพลังพิฆาตมากน้อย แต่ใครเล่าจะรังเกียจว่ามีมาก

ทุกครั้งที่คิดถึงเผยหมินที่ถามกระบี่กันท่ามกลางม่านฝนของวัดเทียนกงในใบถงทวีป นอกจากที่จะใคร่ครวญถึงเวทกระบี่ของเขา แล้วพอคิดถึงจำนวนกระบี่บินของอีกฝ่าย เฉินผิงอันก็มักจะคิดไปถึงสุภาษิตคำว่า “น่าตะลึงพรึงเพริด”

คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ตนจะมีกระบี่บินสี่เล่มเหมือนกัน… นกในกรง, จันทร์ปากบ่อ, เป่ยโตว่, ชิงผิง

นั่งเอนพิงผนังด้วยกัน หลิวเสียนหยางยกสองแขนกอดอก เงียบงันไปนาน ถามว่า
“เจ้าคนผอมแห้งราวลำไม้ไผ่ รู้สึกอย่างไร?”

พวกเขาเดินมาด้วยกันตลอดทางจากตอนที่เป็นเด็กหนุ่ม แน่นอนว่าดูเหมือนหลายคนจะไม่มีวัยเด็ก

เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างจริงจังว่า
“สถานที่แห่งนี้ในเวลาอย่างนี้ หวนกลับไปมองอดีต ความทรงจำมีทั้งหวานทั้งขม ต้องแต่งกลอนต่าโหยวสักบทไหม?”เฉินผิงอันตั้งใจคิดแล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า
“อยากจะไปขออาหารมื้อดึกกินสักมื้อ ให้พ่อครัวฆ่าทำหม้อไฟ ต้องใส่น้ำมันใส่พริกเยอะๆ แล้วต้องมีเหล้าด้วย!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!