หลิวเสียนหยางเริ่มถ่ายทอดเวทกระบี่
“ท่องฝัน” ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษบทนั้นให้กับเฉินผิงอัน
ทั้งยังไม่ถือสาที่เซียโก่วจะอยู่ด้วย
เฉินผิงอันมีคำถามเยอะมาก หลิวเสียนหยางบอกทุกอย่างที่ตัวเขารู้อย่างไม่มีปิดบัง
เซียโก่วเองก็ไม่รบกวนการถ่ายทอดมรรคา และถามมรรคาของพวกเขา
นางนั่งหาวอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอนกายนอน ยกขาไข่ห้างพลางแทะเมล็ดแตงไปด้วย
นอนตะแคงเอามือเท้าคางก็แล้ว กระนั้นก็ยังรู้สึกเบื่อหน่าย
จึงเปลี่ยนท่ามานอนคว่ำกับพื้นแล้วกวาดชายแขนเสื้อทำท่าเหมือนว่าว่ายน้ำ
เจ้าขุนเขาของตนมักจะขมวดคิวมุ่นอยู่บ่อยๆ
บางครั้งหัวคิ้วก็คลายออก ไม่ก็ก้มหน้าครุ่นคิดเนิ่นนาน
เห็นเพียงว่าบนใบหน้าของเขามีไอม่วงลอยกรุ่นขึ้นมา
ข้างหูก็เหมือนมีเมฆหมอกล้อมวน
ตามมาด้วยภาพตำหนักหอเรือนตระกูลเซียนขนาดจิ๋วหลายหลังที่ถูกจำแลงออกมา
รูจมูกสองข้างพ่นลมปราณแท้จริง เหมือนงูยาวห้อยตัว
บ้างก็สะบัดชายแขนเสื้อ นับนิ้วทำมุทรา
พริบตาเดียวแสงเรืองรอง ก็สาดส่องไปทั่วทั้งห้อง
รอบด้านของเบาะนั่งมีริ้วคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกเหมือนริ้วน้ำที่แผ่กระจายออกไป
บางครั้งก็ประกบสองนิ้วจิ้มๆ ชี้ๆ
สร้างแสงกระบี่ขนาดรุ่นกว่าที่ผ่านการหล่อหลอมถึงขีดสุดเป็นประกายแวววับไม่หยุดนิ่ง…
เซียโก่วทำท่าจะพูดไม่พูดอยู่หลายครั้ง แต่ก็อดทนข่มกลั้นเอาไว้
ในใจปลงอนิจจังอย่างถึงที่สุด นางเองก็เพิ่งรู้ว่าที่แท้การฝึกตนก็ยากลำบากถึงเพียงนี้
วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวนับนิ้ว
ได้เวลากินอาหารมื้อดึกแล้ว มองหลิวเสียนหยางแวบหนึ่ง
เขาส่ายหน้าเบาๆ พลางโบกมือ เซียโก่วไม่ลืมกุมหมัดแสดงความขอบคุณ
เพราะถึงอย่างไรนางก็มาฟังการถ่ายทอดมรรคาของคนอื่นอยู่ข้างๆ
หลิวเสียนหยางเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ไม่เก็บเอามาใส่ใจ
เซียโก่วเดินย่องออกไปจากห้องแล้วก็ยึดแขนบิดขี้เกียจ
ร่ายวิชาหดย่อพื้นที่เดินก้าวหนึ่งออกไป ไปถึงที่ยอดเขาจี๋หลิง
ก็บังเอิญเห็นกลุ่มคนที่เดินคาบไม้จิ้มฟันมาพอดี
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยกสองมือเท้าเอว เดือดดาลไม่พอใจ
“จงอันดับหนึ่ง ปรมาจารย์เวิน ไฉนพวกเจ้าถึงได้หน้าหนาไร้ยางอายกันอย่างนี้”
รอกระทั่งเข้ามาในเรือน มานั่งที่โต๊ะ แต่ละคนก็เหมือนผีโหยกลับชาติมาเกิด
จ้วงตะเกียบรวดเร็วราวกับบิน มีเพียงจูเหลียนที่นอนเอนกายโบกพัดใบลานอยู่บนเก้าอี้หวาย
กินดื่มอิ่มหนำกันแล้ว เซียโก่วก็หยิบไม้จิ้มฟันเอามาแคะฟัน
เดินออกมาจากเรือนพร้อมกับพวกเขา อิ่มจนส่งเสียงเรอ
บ่นจงอันดับหนึ่งว่าวันนี้สั่งอาหารผิดไปจากมาตรฐานอยู่บ้าง
จงเชียนรับคำตำหนิอย่างถ่อมตัว คาบไม้จิ้มฟันกุมหมัดเขย่า
บอกว่าตัวเองต้องสำนึกในความอับอายจนกลายเป็นแรงฮึดอย่างแน่นอน
เซียโก่วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะพาเขาไปยังเรือนส่วนตัวที่ค่อนข้างจะเงียบสงบ
ไปหาเจียงเซ่อ แรกเริ่มจงเชียนไม่เต็มใจ
บอกว่าตนต้องกลับไปนอนแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้ามากินอาหารเช้าให้ตรงเวลาอีก
เซียโก่วบอกกับเขาว่าแค่ตามมาก็พอ อย่าพูดมาก อิดออดเป็นสตรีไปได้
“เรือนกายขอบเขตร่างทองนี้ของเจ้าหยาบไปหน่อยแล้ว”
ตามเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวไปตลอดทาง จงเชียนมึนงงอย่างสิ้นเชิง
ไม่รู้ว่าผู้ฝึกยุทธแซ่เจียงที่เซียอันดับรองพูดถึงมีขอบเขตอะไรกันแน่
ได้ยินว่าเป็นญาติของเผยเฉียนที่แวะมาเยี่ยมเยียน
เดาว่าน่าจะเป็นขอบเขตเดินทางไกล ไม่น่าจะเป็นขอบเขตยอดเขาได้หรอกกระมัง?
จะดีจะชั่วจงเชียนก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธในใต้หล้าของพื้นที่มงคลรากบัว
รู้ซึ้งถึงน้ำหนักของปรมาจารย์ขอบเขตยอดเขาดีมาก เพียงแต่ว่าไม่แสดงออกมาตอนอยู่บนภูเขาลั่วพั่วบ้านตัวเองก็เท่านั้น
เจ้าขุนเขาเฉิน เผยเฉียน พ่อครัวเฒ่า พี่น้องต้าเพิ่ง… น้องเวินก็ช่างทนกับความยากลำบากได้เก่งจริงๆ
ได้ยินว่าก่อนจะลงจากภูเขาก็มีโอกาสจะเลื่อนเป็นขอบเขตยอดเขา
ในที่สุดจงเชียนก็ได้เจอเจียงเซ่อ อีกฝ่ายกำลังรับลมเย็นอยู่ในลานบ้าน
เรือนกายแกร่งกำยำ พลังอาจน่าครั่นคร้าม อยู่ที่บ้านเกิดหากเจอคนแบบนี้จะต้องเดินอ้อมไปอีกทาง
เจียงเซ่อแค่ปรายตามองจงเชียน เดาความคิดของเซียโก่วได้จึงเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาตรงๆ ว่า
“ข้าผู้อาวุโสไม่สอนเศษสวะ”
จงเชียนกลับไม่คิดอะไรมากจริงๆ ยังยิ้มหน้าทะเล้น ไม่โกรธเลยสักนิด
“ข้าคือเศษสวะยังต้องให้ท่านผู้อาวุโสเตือนด้วยหรือ? เกรงใจกันไปแล้ว”
เดิมทีเซียโก่วคิดว่าจะปล่อยไป แต่แกงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวาน
เพียงแต่นางเรอออกมาทีหนึ่งก็พูดกับอู๋เหยียนอย่างตรงไปตรงมาว่า
“เจ้าลองฟังดูสิ นี่ใช่ภาษาคนหรือไม่?”
อู๋เหยียนหยิบพัดกลมอันหนึ่งออกมา พูดโน้มน้าวด้วยใบหน้าอ่อนโยน
“ถือว่าเป็นการซ้อมมือก็แล้วกัน”
เจียงเซ่อขมวดคิวมุ่น ยังไม่ใคร่จะเต็มใจนัก
เซียโก่วยื่นมือมาป้องข้างปาก มอบยาสงบใจเม็ดหนึ่งให้กับจงเชียน
“อย่าไปกลัวเขา เขาคือแม่ทัพผู้พ่ายใต้เงื้อมมือของเจ้าขุนเขาพวกเรา แพ่อนาถมากเลยล่ะ
ใช้วิชาที่สูงส่งเลิศล้ำอะไรไม่ได้แล้ว ขอบเขตบนวิถีวรยุทธลดขั้นไประดับใหญ่”
จงเชียนพยักหน้า พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้ว
ต้องเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนคนหนึ่งควบกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขาแน่นอน
อู๋เหยียนยิ้มตาหยี
เจียงเซ่อร้องเหอะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ
อาศัยแค่ลางสังหรณ์ จงเชียนถอยแล้วถอยอีก
แต่กลับไม่ใช่การถอยเพื่อความปลอดภัยอะไร แต่ตั้งท่าหมัดในชั่วพริบตา
พายุหมัดก่อตัว ปณิธานหมัดแข็งแกร่ง จิตสังหารบังเกิด!
ดุจเมฆคล้อยน้ำไหล สำเร็จในรวดเดียว ตอนอยู่ในยุทธภพของบ้านเกิดตน จงเชียนไม่เคยหาเรื่องใครมาก่อน
ใครมาหาเรื่องเขา กลับง่ายเลย เขาก็แค่ฆ่าคนผู้นั้น
จงเชียนขอกำลังหนุนจากเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
“เซียอันดับรอง ก็แค่คืนนี้สั่งอาหารผิดจากมาตรฐานไปหน่อย เป็นความแค้นยิ่งใหญ่แค่ไหนกันเชียว
ไม่น่าจะถึงขั้นต้องเอาชีวิตข้ากระมัง?!”
เซียโก่วยื่นมือมาตบลงบนใบหน้า เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็พอแค่นี้เถอะ ถึงอย่างไรข้าก็แสดงน้ำใจจนถึงที่สุดแล้ว เป็นเจ้าที่คว้าโอกาสไว้ไม่ได้เอง
วันหน้าก็อย่ามาบ่นว่าข้าไม่มีคุณธรรมน้ำใจล่ะ”
จงเชียนนั่งลงบนพื้น สองมือกำหมัดยันไว้บนหัวเข่า
พยายามที่จะดึงลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์ซึ่งกระจายตัวล่องลอยเหมือนเส้นใยนับร้อยนับพันเส้นขึ้นมาแต่ไม่สำเร็จ
เจียงเซ่อกระทืบเท้าเบาๆ ร่างของจงเชียนลอยขึ้นไปกลางอากาศ เจียงเซ่อมาอยู่ข้างกายเขา
ยื่นมือมาคว้าไหล่เขาแล้วสะบัดเบาๆ โครงกระดูกของจงเชียนสะเทือนอีกรอบ
ฝีมือนี้ของเจียงเซ่อเหมือนคนจับงูบนภูเขาที่จับงูได้แล้วตีตรงจุดเจ็ดรุ่นของงู จากนั้นสะบัดอีกที งูตัวนั้นก็ว่าง่ายขึ้นแล้ว
จงเชียนตัวอ่อนยวบบนพื้น แต่กลับถลึงตากว้าง
“ไฉนท่านปู่จงอย่างข้า ถึงได้รู้สึกว่าเลือดลมไหลคล่อง จิตใจสดชื่นปลอดโปร่งได้ล่ะ?”
เจียงเซ่อหัวเราะร่า “ท่านปู่จงนอนเสวยสุขอยู่บนพื้นหรือ?”
จงเชียนยิ้มสดใส กุมหมัดขอบคุณ “จงเชียนขอบคุณผู้อาวุโสที่ป้อนหมัด”
เจียงเซ่อถาม
“เจ้าขุนเขาของเจ้าคือปรมาจารย์วิถีวรยุทธที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ วิชาหมัดนี้ของข้าเปรียบเทียบกับเขาแล้วเป็นอย่างไร?”
จงเชียนกล่าว “ผู้เยาว์ตาถั่ว ขอบเขตต่ำเกินไป คิดดูแล้วต่างคนก็น่าจะมีความพิเศษเฉพาะตัวกระมัง”
เจียงเซ่อโบกมือ จงเชียนแยกเขี้ยวเดินขากะเผลกจากไป
ผ่านไปไม่นาน ตรงหน้าประตูก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งโผล่มา
เซียโก่วยิ้มเอ่ยเรียกทันใด “จอมยุทธใหญ่สวี!”
เจียงเซ่อมองคนรัก สตรีจึงเดินไปหยิบเหล้ามา
สวีหย่วนเสียยิ้มอธิบายว่า
“นอนไม่หลับก็เลยออกมาเดินเล่นชมจันทร์ ไม่ทันระวังเดินมาถึงที่นี่ เกิดอะไรขึ้น ความเคลื่อนไหวไม่น้อยเลย”
นับตั้งแต่วันที่ถูกลักพาตัวมาที่นี่ สวีหย่วนเสียก็พักอยู่ในภูเขาชั่วคราว
ภูเขาเขียวน้ำใส กระดาษขาวตัวอักษรดำ ล้วนมีศาสตร์คงความเยาว์อยู่เสมอ
ไม่รู้อิจฉาวีรบุรุษกี่มากน้อยที่นับแต่โบราณตราบจนปัจจุบัน ทนฟังคำว่าแก่ชราไม่ได้ ทนเห็นสาวงามที่มีเส้นผมหงอกขาวไม่ได้
เจียงเซ่อ สวีหย่วนเสีย บุรุษสองคนที่อายุห่างกันหมื่นกว่าปี แค่พบเจอหน้ากันก็ถูกชะตา ไร้เหตุผลให้อธิบาย
อยู่กับจูเหลียน เนื่องจากเจียงเซ่อรูรากฐานของเขา ดังนั้นต่อให้จะถูกชะตาแค่ไหน คำพูดผูกมิตรก็ยังมีส่วนที่ยังกักออมไว้อยู่บ้าง
มีเพียงกับสวีหย่วนเสียที่บอกว่าตอนเป็นเด็กหนุ่มเคยเป็นพลทหารในกองทัพชายแดน
ตอนเป็นชายหนุ่มได้ออกท่องยุทธภพ อายุมากหน่อยก็กลับไปเปิดศูนย์ฝึกยุทธที่บ้านเกิด
ช่วงนี้กำลังเรียบเรียงบันทึกการเดินทางแห่งภูเขาสายน้ำเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำให้เจียงเซ่อรู้สึกถูกชะตาอย่างมาก พูดคุยกันถูกคอยิ่ง
อยู่กับ “ผู้เฒ่า” คนนี้ เจียงเซ่อลดเกราะป้องกันในใจลงอย่างแท้จริง
แต่อู๋เหยียนกลับไม่รู้สึกประหลาดใจเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ หรือยามที่คุยเล่นกันเรื่อยเปื่อย รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตของสวีหย่วนเสีย ล้วนถูกใจเจียงเซ่ออย่างมาก!
เจียงเซ่อยิ้มเอ่ย
“ปีนั้นน้องสวีคือจอมยุทธผู้กล้าถึงเพียงใด มีชีวิตรอดออกมาจากสนามรบ เคราดกพบดาบ กำจัดปีศาจปราบมารเพียงลำพัง สง่างามถึงเพียงนั้น ถูกใจนักพรตน้อยที่บังเอิญเจอกันในยุทธภพก็ยังพอทำเนา ไฉนตอนนั้นถึงได้รับเฉินผิงอันเป็นน้องชายคนเล็กด้วยเล่า ลดเกียรติน้องสวีแล้ว”
สวีหย่วนเสียหัวเราะเสียงดัง “ก็นั่นน่ะสิ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!