กู้ช่านบอกให้นางทำเรื่องที่เป็นการส่งถ่านท่ามกลางหิมะเรื่องสองเรื่อง อย่าทำเรื่องอย่างการปักบุปผาลงบนผ้าแพร แล้วยังบอกอีกว่าข้างกายเจิงเย่มีคนคอยช่วยเตือนอยู่แล้วนางไม่ต้องวาดงูเติมขา
เถียนหูจวินรู้ตัวเองดีว่าชีวิตนี้ตนไม่เคยเข้าใจกู้ช่านเลย อย่างเช่นเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงต้องต่อสู้กับเฉาสื่อที่อยู่ในขั้นเทพมาเยือนแล้ว ด้วยเหตุนี้ยังบาดเจ็บไม่เบา ดูจากบุคลิกและรูปโฉมของหวงฮวาเสินแล้ว ไม่ต่างจากเงินเหรินพสุธาในตำราเรื่องเล่าประหลาดสักเท่าไร เหมือนกับบุคคลในม้วนภาพที่โขลกออกมาจากตัวอักษร
ศีรษะสวมกวานหยกสีเขียวมรกต ดวงตาทั้งคู่ใสกระจ่าง สวมชุดเต๋า สวมรองเท้าสาน ในมือถือแส้หางกวาง บุคลิกนิ่งขรึมเยือกเย็น
“เจ้าสำนักรู้ดีถึงคุณสมบัติและความฉลาดเฉลียวของเจ้า บวกกับที่หลิวจื่อเม่าไม่ยินดีจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เจ้าอย่างหมดหน้าตักเสียที ภายในสามสิบห้าสิบปีย่อมไม่อาจเลื่อนเป็นขอบเขตก่อกำเนิดได้ เขากังวลว่าขอบเขตของเจ้าต่ำเกินไปแล้วจะถ่วงรั้งสัญญาของสองฝ่าย จึงเป็นสาเหตุที่ให้ข้ามาเยือนเกาะซู่หลินในครั้งนี้”
หวงฮวาเสินหยิบตำราลับเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ โยนให้แก่เถียนหูจวินที่นั่งอยู่บนเบาะฝั่งตรงข้ามเบาๆเถียนหูจวินฟังจนชาไปทั้งหนังศีรษะ สองมือรับตำราลับเอาไว้ กวาดตามองตัวอักษรสีทองบนหน้าปกอย่างรวดเร็ว ไม่มองยังดี พอมีเหตุพลิกผัน จิตวิญญาณคล้ายถูกตัวอักษรสีทองพวกนั้นกุมเอาไว้อย่างแน่นหนา พาให้ล่องลอยไปหาหน้าปกนั่นอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ทำเอาเถียนหูจวินตกใจจนต้องรีบโคจรลมปราณ พยายามทำให้จิตแห่งมรรตามั่นคง กว่าจะถอนสายตาออกมาจากตัวอักษรสีทองได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ใบหน้าของหวงฮวาเสินเผยสีหน้าเยาะเย้ย จิตแห่งมรรคาของสตรีผู้นี้เหมือนไม้เหี่ยวแห้งที่ไม่อาจทนรับการขัดเกลาได้เลยจริงๆ ไฉนกู้ช่านถึงได้มาเจอกับ ‘ศิษย์พี่หญิงใหญ่’ ที่คุณสมบัติห่วยแตกแบบนี้ได้นะ?
เถียนหูจวินได้แต่มองข้ามสายตามีเลศนัยของเขา ถามหยั่งเชิงว่า“แน่นอนว่าไม่ได้”
หวงฮวาเสินยื่นมือออกมา เห็นนางมีสีหน้าคลางแคลงก็หดมือกลับ ได้แต่อธิบายอย่างอดทนว่านอกจากเจ้าสำนักกู้ช่านแล้ว ก็ยังมีจิ้งเซียวบรรพจารย์ผู้คุ้มกฎที่บ้างก็ตัดคำสามคำทิ้งให้กลายเป็นคำต้องห้าม หรือไม่ก็เหมือนการแปะกระดาษเหลืองทับเอาไว้ ยิ่งปกปิดก็ยิ่งประจักษ์ชัด เถียนหูจวินหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไร
……
ยาซาน หลินเจียงเซียนพูดคุยเรื่องในอดีตบางอย่างกับซูเตี้ยน จูโหมวเหรินบิดหมุนข้อมือเสกเหล้ากาหนึ่งออกมาแล้วดื่มของตัวเองไป เรื่องราวในอดีตแกล้มกับสุรา ก็จะได้รสชาติที่แตกต่างออกไป
ปีนั้นจีกวานแยนกั๋วออกไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างลับๆ ไปเยือนภูเขาห้อยหัว เข้าพักที่โรงเตี๊ยมกว้านเชวียที่เพิ่งเปิดใหม่ๆ แยนกั๋วเคยดื่มเหล้ามื้อหนึ่งกับเถ้าแก่หนุ่มที่ใช้นามแฝงว่า ป๋ายถัว โรงเตี๊ยมแห่งนี้ตั้งแต่เถ้าแก่มาจนถึงลูกจ้างร้านต่างก็เป็นผู้ฝึกตนที่ต่อสู้ได้เก่งที่สุดของตำหนักลุ่ยฉู
“ภายนอก” พวกเขามาเพื่อตามหาเทวบุตรมารนอกโลกที่หลบซ่อนตัวไปทั่วทุกหนแห่งตนนั้น เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวก็คือดาบแคบพิฆาต ภายหลังแยนกั๋วได้ต่อสู้กับจางเถียวเสียบุคคลอันดับหนึ่งบนวิถีวรยุทธแห่งไพศาลในเวลานั้นบนทะเล เคยไปเยือนใบถงทวีป บันทึกสิ่งที่พบเจอไปตลอดเส้นทาง เขียนบันทึกการเดินทางแห่งภูเขาสายน้ำที่บรรยายเนื้อหาไว้อย่างลวกๆ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
สุดท้ายขึ้นเหนือไปเยือนแจกันสมบัติทวีป เข้าไปในถ้ำสวรรค์หลีจี๋ ไปหาชงถงเทียนจวินที่ร้านยาตระกูลหยาง กราบเขาเป็นอาจารย์ ขอบเขตปลายทางของวิถีวรยุทธที่เดิมทีก็ชำนาญเข้าขั้นแล้ว ยังสามารถพัฒนารุดหน้าไปได้อีกก้าว ไปถึงใต้หล้ามืดสลัวก็สะบัดร่างเปลี่ยนตัวตน กลายมาเป็น “หลินซือ” แห่งยาซานของราชวงศ์ซื่อจิ้น ผู้ฝึกยุทธซินขู่แห่งยอดเขารุ่ยเยว่ไม่ชอบเขา นี่ก็คือการผลักไสตามธรรมชาติที่เทพเทวดาในท้องถิ่นมีต่อคนที่มาจากต่างถิ่นอย่างหนึ่ง
ภายหลังลู่ไถเองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ว่าหลินเจียงเซียนมีขอบเขตสูงกว่า แม้ว่าซินขู่จะรู้สึกว่าบุคคลอันดับหนึ่งด้านการเรียนวรยุทธในใต้หล้าผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดการกระทำ บุคลิกหรือการอบรมบ่มเพาะตัวเองล้วนไร้ข้อบกพร่อง แต่กระนั้นส่วนลึกในใจก็ยังรู้สึกรังเกียจคนผู้นี้อยู่ดี
ต้นตอของปัญหาก็เพราะเขา “รู้” ว่ามังกรข้ามแม่น้ำอย่างหลินเจียงเซียนผู้นี้ ไม่ว่าจะปิดบังพลังอำนาจซุกซ่อนศักยภาพที่แท้จริงไว้แค่ไหน กระนั้นก็ยังคงทรงพลังอำนาจมากอยู่ดี ลางสังหรณ์บอกกับเขาซินขู่ว่าหลินเจียงเซียนจะต้องส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ใต้หล้ามืดสลัว ไม่สะดวกที่จะปะทะซึ่งๆ หน้ากับศาลบรรพจารย์ของสำนักการทหารในใต้หล้าไพศาลก็เลยมาบุกเบิกเส้นทางใหม่ในใต้หล้ามืดสลัว ดังนั้นจึงมียาซานแห่งหรูโจว มี “หลินซือ” รับลูกศิษย์ผู้สืบทอดมาสี่คนอย่าง จ้าวเฮ้อชง มีฮวาเจียน จงเซวียเฉวียน ซ่งเยว่ ขอบเขตปลายทางสองคน ยอดเขาสองคน
ตัวเองเป็นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าก็ช่างเถอะ รับลูกศิษย์สอนหมัด ยังเป็นสภาพการณ์เช่นนี้ แล้วคนอื่นจะไปหาความยุติธรรมจากใครได้ล่ะ?
หลินเจียงเซียนกล่าวซูเตี้ยนพยักหน้า นึกถึงท่าหมัดของเรือนอวิ๋นฉ่าวผูซานของใบถงทวีปที่ต่างก็มาจากภาพวาดทั้งสิ้น ในประวัติศาสตร์ก็เคยมี “สองทอง” ปรากฏขึ้นมาไม่น้อย เป็นทั้งเซียนดินโอสถทอง แล้วก็เป็นทั้งผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง แต่ผลสำเร็จในท้ายที่สุดกลับไม่ค่อยสูงนัก
จูโหมวเหรนิยิ้มเอ่ย “ดังนั้นผู้ฝึกยุทธก็สามารถอาศัยลมปราณแท้จริงที่บริสุทธิ์มาวาดยันต์ได้”
ซูเตี้ยนพยักหน้า “เคยได้ยินศิษย์พี่เจิงพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าขุนเขาเฉินก็เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากเหมือนกัน”
จูโหมวเหรินผงกปลายคางไปทางหลินซือ “เขาเชี่ยวชาญยิ่งกว่า ข้าเดานะ”
หลินเจียงเซียนยิ้มกล่าว “คิดอยากจะให้แม่น้ำสองสายไหลไปรวมกันเหมือนการ “ผสานมังกร” ก็ต้องเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดภายในสองสามร้อยปีให้ได้เสียก่อน”
จูโหมวเหรินกลอกตามองบน เป็นเรื่องที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด คิดว่าต่อให้กล้าคิดก็ต้องรู้สึกหมดกำลังใจสิ้นหวัง ทำอย่างไรถึงจะสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตสิบเอ็ดบนวิถีวรยุทธภายในอายุสองสามร้อยปีได้? หรือจะให้บอกกับตัวเองว่าหมื่นปีที่ผ่านมานี้ ทุกคนต่างทำไม่ได้แล้ว ข้าจะทำได้หรือ? การเดิมพันนี้สูงเกินไปแล้ว

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!