ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ภูเขาลั่วพั่วในตำนาน
ในอดีตต่างก็พูดกันว่าเว่ยเยียนฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยน ที่ส่งคนให้ไปตามหาเซียนทั่วทุกหนแห่ง สุ่ยโย่วเปียนที่พกกระบี่บินทะยาน แต่กลับมีจุดจบที่น่าเศร้าเพราะร่างต้องเหลือแต่โครงกระดูก ในประวัติศาสตร์พวกเขาต่างก็เคย…ถูกบันทึกชื่อลงในทำเนียบ ติดอันดับ กลายเป็นเซียนอยู่ที่นี่
เรือเฟิงยวนจอดเทียบท่าที่ท่าเรือหนิวเจียว พวกเขาต่างลงจากเรือ คนที่มารอรับพวกเขาขึ้นภูเขาอยู่ที่นี่คือชายฉกรรจ์คนหนึ่งชื่อว่าเจิงต้าเฟิง กับเจ้าคนหน้าขาวที่ชื่อประหลาดว่าเวินจื่อซี
พวกเขาบอกว่าตัวเองคือครูสอนหมัดของยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋น คนหนึ่งคือครูฝึกอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกคนเป็นตัวสำรอง ครูฝึกชั่วคราว เวินจื่อซีที่ตรงเอวห้อยยันต์กระบี่ หยิบยันต์กระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมาจากในชายแขนเสื้อ โยนขึ้นไปกลางอากาศง่ายๆ ปล่อยให้มันกลายเป็นเรือยนต์ตระกูลเซียนลำหนึ่ง ที่บนตัวเรือมีอักขระยันต์ส่องประกายแสง
ใต้ท้องเรือมีเมฆหมอกสีเขียวเป็นระลอกผุดลอยขึ้นมา ลอยแนบติดพื้นดินของท่าเรือ รอบด้านของเรือยนต์มีไอหมอกอบอวล ทุกคนพากันขึ้นเรือ
เวินจื่อซีที่เหมือนคนขับเรือโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เรือยนต์ลำหนึ่งที่แกะสลักมาจากหยกขาวก็พลันลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าแลบ ลากลำแสงเส้นหนึ่งทิ้งไว้กลางอากาศ เรือยนต์อ้อมผ่านภูเขาฮุยเหมิง ลอดทะลุทะเลเมฆผืนหนึ่งที่อยู่ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับยอดเขาทียนตู ก่อนจะชะลอลงจอดบนเส้นทางหน้าประตูภูเขาช้าๆ
เวินจื่อซีบอกว่ามาถึงแล้ว รอกระทั่งทุกคนลุกขึ้นยืน รองเท้าแต่ละคู่ก็ลอดทะลุใต้ท้องเรือสัมผัสกับพื้นดินเบาๆ ไอหมอกสีเขียวพลันสลายหายไป เวินจื่อซีทำมุทรา เรือยนต์ก็เหมือนได้รับคำสั่ง กลับกลายไปเป็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งอีกครั้ง แสงเรืองรองเปล่งวาบหนึ่งทีก็ผลุบหายเข้าไปในชายเสื้อของชุดคลุมอาคม
หากเป็นในอดีตก่อนที่จะมาเรียนวิชาหมัดบนภูเขา เวินจื่อซีจะชอบทำเรื่องที่เหมือนแปะคำว่า “เงิน” และคำว่า ‘เซียน” ไว้บนหน้าผากแบบนี้อย่างมาก ทว่าทุกวันนี้ความคิดแบบนี้กลับเจือจางลงมากแล้ว พอเห็นพวกสาวงามในโลกมนุษย์ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวอีกต่อไป การโอ้อวดสมบัติที่มีกลิ่นอายเซียนของคนบนภูเขาประเภทนี้ กลับทำให้เวินจื่อซีรู้สึกว่าน่าเบื่ออย่างถึงที่สุด
หากไม่เป็นเพราะเจิงต้าเฟิงดึงดันจะพาเขาไปรับรองแขกที่ท่าเรือหนิวเจียวด้วยกันให้ได้ บอกว่ายันต์กระบี่ไม่อาจแบ่งหรือให้กันยืมได้ จะให้พาแขกกลุ่มใหญ่เดินเท้าไปถึงหน้าประตูของภูเขาลั่วพั่วก็คงไม่ดี เวินจื่อซีคิดว่าตอนนี้ตนยังมีสถานะเป็น “ตัวสำรอง” อยู่ด้วย ก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดของตนจะอำนวย ถึงจะได้ไปฟังคำสั่งสอนที่ยอดเขาฮว่าอิงและได้สอนหมัดที่ยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋นต่อไปได้
ไปถึงลานประลองยุทธของยอดเขาอิงอวี่ พวกเขาถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มาเรียนหมัดอยู่ที่นี่มีแค่แปดคนเท่านั้น แต่กลับมีอาจารย์สอนหมัดอยู่หลายคน อาจารย์ใหญ่คือเจิงต้าเฟิง อาจารย์รองเฉินยวนจี ผู้สอนสำรองเวินจื่อซี และยังมีเจ้าขุนเขาเฉิน เผยเฉียน พ่อครัวเฒ่า จงเชียน เด็กชายผมขาวคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วที่บางครั้งก็จะมาชี้แนะวิชาหมัดที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้มาบ่อยๆ ก็เท่านั้น นี่ไม่ใช่ว่าคนสอนหมัดเกือบจะมีมากกว่าคนฝึกหมัดแล้วหรอกหรือ?
เวินจื่อซีรู้ดีว่าเจิงต้าเฟิงพูดจาเหลวไหล แต่ก็ไม่สะดวกจะแฉอีกฝ่าย
พวกหยวนหวงยังได้เห็นจงเชียนเดินแอ่นอกตบหน้าท้องอยู่ในลานประลองยุทธอย่างผ่อนคลาย บุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของใต้หล้าบ้านเกิด คนบ้านเดียวกันที่ว่ากันว่าเป็นคนหลงใหลในวรยุทธที่เจ็บใจที่วันหนึ่งตัวเองฝึกวิชาหมัดอยู่ในภูเขาได้ไม่ครบสิบสองชั่วโมง?
อู๋เจียงนั่งยองที่ชายขอบของลานประลองยุทธ พึมพำว่า “ผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่มีค่าขนาดนี้เลยหรือ?”
ระหว่างที่เดินทางหาประสบการณ์ หากไม่ได้อยู่บนเรือข้ามฟากที่ลอดผ่านทะเลเมฆก็อยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนที่มีแต่เรื่องประหลาดน่าอัศจรรย์ใจเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ล้วนพบเจอแต่บุคคลที่เป็นดั่งเทพเซียน พอเห็นมากเข้าก็ไม่รู้สึกอะไร กลับเป็นปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธระดับหัวแถวของใบถงทวีปที่ได้เห็นอยู่แค่ไม่กี่คน ผลคือพอมาถึงภูเขาเที่ยวอวิ๋นแห่งนี้ ได้เห็นทีก็เห็นเป็นกลุ่มใหญ่
เด็กหนุ่มเด็กสาว แต่ละคนต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีปณิธานหมัดล้อมรอบกาย พายุหมัดก่อตัวแข็งแกร่งกันทั้งนั้น
ซุนหว่านเหยียนไปที่ยอดเขาฮว่าอิงกับหลัวฟู่เม่ย ฝ่ายแรกยืนอยู่นอกหน้าต่างฟังนักพรตคนหนึ่งกำลังบรรยายถึงความรู้เรื่องสายยันต์พอดี ฝ่ายหลังไม่สนใจเรื่องนี้จึงไปเดินเล่นเองคนเดียว ได้เจอกับหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งซึ่งมีฉายาว่าเหม่ยเจิง นางสร้างกระท่อมอยู่ที่ลำธาร
หลัวฟู่เม่ยไม่ขลาดกลัว เป็นฝ่ายชวนนางคุย สาวงามสองคน เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นพูดคุยเสียงเบาเหมือนเสียงนกท่ามกลางแมกไม้เขียว
โจวฮูถามคำถามคล้ายไม่ใส่ใจว่าอะไรคือ “คอยอุดปะรอยรั่วให้สมบูรณ์ ฟ้าห้า คนห้า?”
หลัวฟู่เม่ยหลุดหัวเราะพรืด คาถามใหญ่เทียมฟ้าประเภทนี้ สหายถามข้าทำไม ต้องไปถามอิ่นกวานถึงจะถูก กว่าจะรักษาตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
เจียงซ่างเจินบอกว่าเขาจะไปที่สำนักเจินจิงสักรอบเพื่อผ่อนคลายจิตใจ พักผ่อนให้หายตึงเครียดสักหน่อย จูเหลียนจึงบอกให้เขาช่วยดูเจิงเย่ด้วยว่าเป็นอย่างไร เจียงซ่างเจินย่อมตอบตกลงอย่างว่องไว
ทะยานลมไปถึงท่าเรือหนิวเจียว เจียงซ่างเจินสังเกตเห็นสีขาวหิมะกองหนึ่งนั่งยองอยู่ใกล้กับป้ายไม้แผ่นหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างทาง ชุ่ยตงซานลุกขึ้นยืน หันหน้ามายิ้มเอ่ยเจียงซ่างเจินยิ้มถาม “เจ้าสำนักชุ่ย ข้าไปสำนักเจินจิงเพื่อโอ้อวดความร่ำรวย เจ้าไปทำอะไร?”
เจียงซ่างเจินที่เกือบจะได้เป็นรองเจ้าขุนเขาหัวเราะหึๆ ชุ่ยตงซานเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองทำไม่ถูก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันใด

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!