เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1179

ในที่สุดก็มาถึงแล้ว ภูเขาลั่วพั่วในตำนาน

ในอดีตต่างก็พูดกันว่าเว่ยเยียนฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยน ที่ส่งคนให้ไปตามหาเซียนทั่วทุกหนแห่ง สุ่ยโย่วเปียนที่พกกระบี่บินทะยาน แต่กลับมีจุดจบที่น่าเศร้าเพราะร่างต้องเหลือแต่โครงกระดูก ในประวัติศาสตร์พวกเขาต่างก็เคย…ถูกบันทึกชื่อลงในทำเนียบ ติดอันดับ กลายเป็นเซียนอยู่ที่นี่

เรือเฟิงยวนจอดเทียบท่าที่ท่าเรือหนิวเจียว พวกเขาต่างลงจากเรือ คนที่มารอรับพวกเขาขึ้นภูเขาอยู่ที่นี่คือชายฉกรรจ์คนหนึ่งชื่อว่าเจิงต้าเฟิง กับเจ้าคนหน้าขาวที่ชื่อประหลาดว่าเวินจื่อซี

พวกเขาบอกว่าตัวเองคือครูสอนหมัดของยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋น คนหนึ่งคือครูฝึกอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกคนเป็นตัวสำรอง ครูฝึกชั่วคราว เวินจื่อซีที่ตรงเอวห้อยยันต์กระบี่ หยิบยันต์กระดาษพับแผ่นหนึ่งออกมาจากในชายแขนเสื้อ โยนขึ้นไปกลางอากาศง่ายๆ ปล่อยให้มันกลายเป็นเรือยนต์ตระกูลเซียนลำหนึ่ง ที่บนตัวเรือมีอักขระยันต์ส่องประกายแสง

ใต้ท้องเรือมีเมฆหมอกสีเขียวเป็นระลอกผุดลอยขึ้นมา ลอยแนบติดพื้นดินของท่าเรือ รอบด้านของเรือยนต์มีไอหมอกอบอวล ทุกคนพากันขึ้นเรือ

เวินจื่อซีที่เหมือนคนขับเรือโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เรือยนต์ลำหนึ่งที่แกะสลักมาจากหยกขาวก็พลันลอยขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าแลบ ลากลำแสงเส้นหนึ่งทิ้งไว้กลางอากาศ เรือยนต์อ้อมผ่านภูเขาฮุยเหมิง ลอดทะลุทะเลเมฆผืนหนึ่งที่อยู่ระหว่างภูเขาลั่วพั่วกับยอดเขาทียนตู ก่อนจะชะลอลงจอดบนเส้นทางหน้าประตูภูเขาช้าๆ

เวินจื่อซีบอกว่ามาถึงแล้ว รอกระทั่งทุกคนลุกขึ้นยืน รองเท้าแต่ละคู่ก็ลอดทะลุใต้ท้องเรือสัมผัสกับพื้นดินเบาๆ ไอหมอกสีเขียวพลันสลายหายไป เวินจื่อซีทำมุทรา เรือยนต์ก็เหมือนได้รับคำสั่ง กลับกลายไปเป็นกระดาษพับแผ่นหนึ่งอีกครั้ง แสงเรืองรองเปล่งวาบหนึ่งทีก็ผลุบหายเข้าไปในชายเสื้อของชุดคลุมอาคม

หากเป็นในอดีตก่อนที่จะมาเรียนวิชาหมัดบนภูเขา เวินจื่อซีจะชอบทำเรื่องที่เหมือนแปะคำว่า “เงิน” และคำว่า ‘เซียน” ไว้บนหน้าผากแบบนี้อย่างมาก ทว่าทุกวันนี้ความคิดแบบนี้กลับเจือจางลงมากแล้ว พอเห็นพวกสาวงามในโลกมนุษย์ก็ไม่รู้สึกหวั่นไหวอีกต่อไป การโอ้อวดสมบัติที่มีกลิ่นอายเซียนของคนบนภูเขาประเภทนี้ กลับทำให้เวินจื่อซีรู้สึกว่าน่าเบื่ออย่างถึงที่สุด

หากไม่เป็นเพราะเจิงต้าเฟิงดึงดันจะพาเขาไปรับรองแขกที่ท่าเรือหนิวเจียวด้วยกันให้ได้ บอกว่ายันต์กระบี่ไม่อาจแบ่งหรือให้กันยืมได้ จะให้พาแขกกลุ่มใหญ่เดินเท้าไปถึงหน้าประตูของภูเขาลั่วพั่วก็คงไม่ดี เวินจื่อซีคิดว่าตอนนี้ตนยังมีสถานะเป็น “ตัวสำรอง” อยู่ด้วย ก็ควรจะช่วยเหลือเท่าที่ความสามารถอันน้อยนิดของตนจะอำนวย ถึงจะได้ไปฟังคำสั่งสอนที่ยอดเขาฮว่าอิงและได้สอนหมัดที่ยอดเขาอิงอวี่ ภูเขาเที่ยวอวิ๋นต่อไปได้

ไปถึงลานประลองยุทธของยอดเขาอิงอวี่ พวกเขาถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มาเรียนหมัดอยู่ที่นี่มีแค่แปดคนเท่านั้น แต่กลับมีอาจารย์สอนหมัดอยู่หลายคน อาจารย์ใหญ่คือเจิงต้าเฟิง อาจารย์รองเฉินยวนจี ผู้สอนสำรองเวินจื่อซี และยังมีเจ้าขุนเขาเฉิน เผยเฉียน พ่อครัวเฒ่า จงเชียน เด็กชายผมขาวคนหนึ่งที่รับหน้าที่เป็นขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่วที่บางครั้งก็จะมาชี้แนะวิชาหมัดที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้มาบ่อยๆ ก็เท่านั้น นี่ไม่ใช่ว่าคนสอนหมัดเกือบจะมีมากกว่าคนฝึกหมัดแล้วหรอกหรือ?

เวินจื่อซีรู้ดีว่าเจิงต้าเฟิงพูดจาเหลวไหล แต่ก็ไม่สะดวกจะแฉอีกฝ่าย

พวกหยวนหวงยังได้เห็นจงเชียนเดินแอ่นอกตบหน้าท้องอยู่ในลานประลองยุทธอย่างผ่อนคลาย บุคคลอันดับหนึ่งด้านวิถีวรยุทธของใต้หล้าบ้านเกิด คนบ้านเดียวกันที่ว่ากันว่าเป็นคนหลงใหลในวรยุทธที่เจ็บใจที่วันหนึ่งตัวเองฝึกวิชาหมัดอยู่ในภูเขาได้ไม่ครบสิบสองชั่วโมง?

อู๋เจียงนั่งยองที่ชายขอบของลานประลองยุทธ พึมพำว่า “ผู้มีพรสวรรค์ด้านการเรียนวรยุทธไม่มีค่าขนาดนี้เลยหรือ?”

ระหว่างที่เดินทางหาประสบการณ์ หากไม่ได้อยู่บนเรือข้ามฟากที่ลอดผ่านทะเลเมฆก็อยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนที่มีแต่เรื่องประหลาดน่าอัศจรรย์ใจเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ล้วนพบเจอแต่บุคคลที่เป็นดั่งเทพเซียน พอเห็นมากเข้าก็ไม่รู้สึกอะไร กลับเป็นปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธระดับหัวแถวของใบถงทวีปที่ได้เห็นอยู่แค่ไม่กี่คน ผลคือพอมาถึงภูเขาเที่ยวอวิ๋นแห่งนี้ ได้เห็นทีก็เห็นเป็นกลุ่มใหญ่

เด็กหนุ่มเด็กสาว แต่ละคนต่างก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่มีปณิธานหมัดล้อมรอบกาย พายุหมัดก่อตัวแข็งแกร่งกันทั้งนั้น

ซุนหว่านเหยียนไปที่ยอดเขาฮว่าอิงกับหลัวฟู่เม่ย ฝ่ายแรกยืนอยู่นอกหน้าต่างฟังนักพรตคนหนึ่งกำลังบรรยายถึงความรู้เรื่องสายยันต์พอดี ฝ่ายหลังไม่สนใจเรื่องนี้จึงไปเดินเล่นเองคนเดียว ได้เจอกับหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งซึ่งมีฉายาว่าเหม่ยเจิง นางสร้างกระท่อมอยู่ที่ลำธาร

หลัวฟู่เม่ยไม่ขลาดกลัว เป็นฝ่ายชวนนางคุย สาวงามสองคน เรือนกายอรชรอ้อนแอ้นพูดคุยเสียงเบาเหมือนเสียงนกท่ามกลางแมกไม้เขียว

โจวฮูถามคำถามคล้ายไม่ใส่ใจว่าอะไรคือ “คอยอุดปะรอยรั่วให้สมบูรณ์ ฟ้าห้า คนห้า?”

หลัวฟู่เม่ยหลุดหัวเราะพรืด คาถามใหญ่เทียมฟ้าประเภทนี้ สหายถามข้าทำไม ต้องไปถามอิ่นกวานถึงจะถูก กว่าจะรักษาตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่งไว้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เจียงซ่างเจินบอกว่าเขาจะไปที่สำนักเจินจิงสักรอบเพื่อผ่อนคลายจิตใจ พักผ่อนให้หายตึงเครียดสักหน่อย จูเหลียนจึงบอกให้เขาช่วยดูเจิงเย่ด้วยว่าเป็นอย่างไร เจียงซ่างเจินย่อมตอบตกลงอย่างว่องไว

ทะยานลมไปถึงท่าเรือหนิวเจียว เจียงซ่างเจินสังเกตเห็นสีขาวหิมะกองหนึ่งนั่งยองอยู่ใกล้กับป้ายไม้แผ่นหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างทาง ชุ่ยตงซานลุกขึ้นยืน หันหน้ามายิ้มเอ่ย
“จะไปทะเลสาบซูเจี้ยนกับเจ้าสักรอบ ขุนเขาสายน้ำยาวไกล จะได้ไม่เงียบเหงา”

เจียงซ่างเจินยิ้มถาม “เจ้าสำนักชุ่ย ข้าไปสำนักเจินจิงเพื่อโอ้อวดความร่ำรวย เจ้าไปทำอะไร?”

เจียงซ่างเจินที่เกือบจะได้เป็นรองเจ้าขุนเขาหัวเราะหึๆ ชุ่ยตงซานเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ตัวเองทำไม่ถูก จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันใด
“คิดไปคิดมา สิ้นเปลืองความคิดจิตใจข้าไปไม่น้อย ในที่สุดก็พอจะคาดเดาได้แล้ว ข้ารู้สึกว่าหากเจียงเซ่อไม่ได้พูดความจริง ก็เป็นเขาที่มองพลาดไปเอง อันที่จริงเจ้าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งจิตวิญญาณของบรรพจารย์รองสำนักการทหารจริงๆ เพียงแต่ว่านางร่ายเวทอำพรางตาที่ค่อนข้างสูงส่งเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น วิญญาณหนึ่งดวงถูกผ่าออกเป็นสองส่วน เจียงซ่างเจินแห่งพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาได้ครอบครองไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นค่อยมอบให้ “จลู่” แห่งตรอกฝูลู่ถ้ำสวรรค์หลีจี๋ต้าหลีครึ่งหนึ่ง แบบนี้ก็ปิดแผ่นฟ้าข้ามมหาสมุทรได้แล้วไม่ใช่หรือ?”

บทที่ 1179.2 ฟ้าห้า คนห้า 1

บทที่ 1179.2 ฟ้าห้า คนห้า 2

เจียงซ่างเจินยิ่งฟังยิ่งอกสั่นขวัญผวา ไหนเลยจะกล้าถือสาตำแหน่งรองเจ้าขุนเขาไม่รองเจ้าขุนเขาอะไรอีก ใบหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย รีบใช้เสียงในใจเอ่ยอย่างตระหนกลน
“น้องชุ่ย อย่าทำให้ข้าตกใจสิ! หากยังคุยกันแบบนี้ต่อไป ถึงข้าไม่ใช่ก็คงใช่แล้ว! ล้วนเป็นพี่น้องคนเดียวกันที่เคยแลกชีวิตกันมาก่อน เจ้าพูดมาให้ชัดเจนไปเลย!”

เจียงซ่างเจินถอนหายใจโล่งอก คิดไม่ถึงว่าชุ่ยตงซานจะชี้ไปที่หัว
“ในนี้เป็นพวกเราที่ดูแลกันเอง ล้วนอาศัย ‘ความทรงจำก็คือความจริง’ เป็นเหตุให้สามารถครุ่นคิดได้”จากนั้นชุ่ยตงซานก็ชี้ไปที่หัวใจ
“แต่ตรงนี้ใครเป็นคนควบคุม กลับไม่แน่เสมอไปแล้ว คำโบราณบอกไว้ว่าผีดลใจ หากสงสัยก็ย่อมไม่เชื่อ แต่หากเชื่อก็ย่อมเป็นจริง”

ชุ่ยตงซานพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงต้องหลอกให้เจ้าไปสำนักกระบี่ชิงผิง? นอกจากที่ข้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องจิตวิญญาณแล้ว ใครที่คิดจะเล่นกับข้าในเรื่องนี้ก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าตบะของตัวเองสูงเทียมฟ้าพอหรือไม่ อีกอย่างก็คือ…”

ชุ่ยตงซานตีหน้าเคร่ง บีบลำคอดัดเสียงพูดว่า
“อีกอย่างก็คือ โจวอันดับหนึ่งพูดเองว่า ‘เจ้าทำร้ายจิตใจข้า ข้าก็จะทำลายมหามรรคาของเจ้า’ ”

ชุ่ยตงซานพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ได้จงใจทำให้เจ้าตกใจ แต่มิความเป็นไปได้หนึ่งในหมื่นจริงๆ แต่เจ้าวางใจได้เลยว่าต่อให้เป็นหนึ่งในหมื่น แต่ขอแค่มีข้าอยู่ เจียงซ่างเจินที่เป็นโจวอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วแล้ว วันหน้าจะเลือกอย่างไร อย่างน้อยก็มีอิสระในการเลือกของตัวเอง”เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ
“ที่ได้ฟังมาก่อนหน้านี้ ข้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่คิดเป็นจริงเป็นจัง แต่ประโยคสุดท้ายนี้ เจียงซ่างเจินคิดจริงจังจริงๆ แล้ว”ชุ่ยตงซานยกฝ่ามือขึ้นแตะกับมือของเจียงซ่างเจินเบาๆ แล้วชุ่ยตงซานก็พลันยื่นมือมาป้องข้างปาก
“อันที่จริง ล้วนโกหก เจ้ามีแค่ข้าคนเดียวที่ต้องลำบากอยู่ที่ใบถงทวีป ในใจรู้สึกแย่นัก…”

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!