เข้าสู่ระบบผ่าน

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 1179

เดินไปดูไป เจียงเซ่อรู้สึกว่าซิวหูผู้นั้นพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง
น่าเสียดายที่เกิดมาข้างหมื่นปี น่าเสียดายจริงๆ หลังจากที่เขาออกมาจากฉู่โจวก็เดินเล่นไปกับคนรักตลอดทาง
จนกระทั่งมาถึงเมืองหลวงสำรองต้าหลี ไม่ได้เข้าไปในเมือง ไปเดินอยู่ริมตลิ่งของลำน้ำใหญ่เจียงเซ่อยิ้มพูดอย่างปลงอนิจจังว่า
“คุณสมบัติในการฝึกวรยุทธของเผยเฉียนดีจริงๆ มองออกเลย และการสอนหมัดของชุ่ยเฉิงที่เรือนไม้ไผ่ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
หากเปลี่ยนให้เฉินผิงอันที่เป็นอาจารย์มาสอนหมัดป้อนหมัด เหอะ ทุกวันนี้เผยเฉียนจะเป็นขอบเขตเดินทางไกลได้หรือไม่อีกก็ยังไม่น่าจะมีลุ้น”ใบหน้าอู๋เหยียนเต็มไปด้วยความเดือดดาล
“ไม่จบไม่สิ้นสักทีนะเจ้า? มโนธรรมในใจถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ?!”

เจียงเซ่อเอ่ย “ข้าก็แค่พูดความจริง ไม่ได้ใส่ร้ายเขาสักหน่อย”

พูดถึงแค่ปราณกระบี่สิบแปดหยุดที่เผยเฉียนได้เรียนในอดีตแล้ว ไปติดขัดอยู่ที่ปราณกระบี่สามหยุด
หากเป็นเฉินผิงอันก็ต้องหยุดชะงัก ไม่อาจเดินหน้าต่อได้แน่ ไหนเลยจะกล้าลงมืออย่างส่งเดช
แต่เผยเฉียนกลับไม่แยแสสักนิด สถานที่แห่งนี้ไม่รั้งนายท่านไว้ ก็ต้องมีที่อื่นที่รั้งนายท่านไว้
นางเกิดความคิดบรรเจิด บุกเบิกเส้นทางสายใหม่ในการโคจรปราณกระบี่ แล้วนางก็ทำสำเร็จได้จริงๆเจียงเซ่อคิดว่าจะเดินเล่นกันไปเรื่อยๆ จนถึงนครมังกรเฒ่าที่อยู่ทางใต้สุดของทวีป
ได้ยินมาว่าวันที่เก้าของเดือนหนึ่ง นครมังกรเฒ่ามีธรรมเนียมที่ว่า “วันเกิดเทียนกง”
จะจัดโต๊ะสูงต่ำสามตัว จุดธูปก้านยาว กราบไหว้ฟ้าขอพรแล้วค่อยนั่งโดยสารเกาะกุ้ยฮวาของที่นั่น เรือนหลังเล็กที่มีอีกชื่อว่า “ฉานกง” ได้ถูกเฉินผิงอันส่งต่อให้เผยเฉียนแล้ว
ส่วนกุ้ยฮูหยินอันที่จริงก็คือคนรู้จักเก่าของพวกเขาสามีภรรยา
ระหว่างนั้นยังสามารถแวะไปดูจวนวารีของสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพาได้อีกด้วย

อู๋เหยียนเอ่ย “พวกเราน่าจะทำอะไรบ้างนะ”

เจียงเซ่อกล่าว “ผู้ที่พิทักษ์ภูเขาลั่วพั่วก็คือเจ้าคนที่ปักปิ่นไม้นั้น ข้าไม่น่าจะทำอะไรเขาได้หรอกกระมัง”

อู๋เหยียนขมวดคิว “อย่าพูดจาเหลวไหล พูดเป็นการเป็นงานหน่อย”

เจียงเซ่อเอ่ย “ไม่ต้องพูดถึงจงเชียนนั่นแล้ว ข้ายังชี้แนะวิชาหมัดให้เฉินยวนจีไปด้วยไม่ใช่หรือ? แล้วยังมีเด็กหนุ่มที่ชื่อเฉาอินที่อยู่ภูเขาด้านหลังนั่นอีก”

อู๋เหยียนเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน
“ช่างเป็นวาสนาที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน! เจ้าคนแซ่เจียง คิดว่าตัวเองยังเป็นปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหารอยู่จริงๆ หรือ?”เจียงเซ่อเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“เจ้าเด็กนั่นเป็นคนชอบทรัพย์สินเงินทอง ข้าก็จะไปทั่วทวีปไปเอาร่างจำแลงของบรรพบุรุษเงินเกล็ดหิมะมาจากคลังสมบัติของสกุลหลิวอย่างไรล่ะ
เรื่องดีมาเป็นคู่ แล้วค่อยลักพาตัวอีกคนมาด้วยกันเลย? ส่งไปให้ที่ภูเขาลั่วพั่ว ปัญหาคือข้ากล้าส่งไปให้เขาจะกล้ารับไว้ไหม?”ผู้คุ้มกฎฉางมิ่งของภูเขาลั่วพั่วมีฉายาว่าหลิงชุน และยังมีจิ่งชิงสาวใช้ข้างกายผู้ฝึกกระบี่ตู้ซานอิน
พวกนางต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ประเภทนี้สตรีเหมือนจะครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่ง ก่อนเอ่ยเบาๆ ว่า
“ข้าว่าสามารถทำได้นะ”เจียงเซ่อนวดคลึงหว่างคิว รู้สึกเสียใจภายหลังที่เสนอเรื่องนี้
สตรีซักถาม “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”เจียงเซ่อเอ่ยเยาะเย้ยตัวเอง
“หลิวจูเป่าไม่ได้ขาดอะไรสักหน่อย จะให้ข้ามาวาดขนมเปี๊ยะให้เขากินหรือ?”
สตรีปิดปากหัวเราะคิกคัก “ในที่สุดก็ยอมรับเสียที”กลุ่มคนของพื้นที่มงคลรากบัวออกมาหาประสบการณ์ข้างนอก มาขึ้นเรือที่ท่าเรืออวี๋หลิน
โดยสารเรือข้ามทวีปลำหนึ่งของสกุลหลิว ลำคลองหลวม่าแห่งอุตรกุรุทวีป
ข้ามผ่านน่านน้ำมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ในที่สุดก็มองเห็นพื้นดินไปถึงนครมังกรเฒ่าที่ถูกขนานนามว่าเป็นแหล่งผลาญเงิน สามารถลงจากเรือไปเดินเที่ยวได้สองชั่วโมง
ไปถึงร้านรวงต่างๆ ก็แค่บอกชื่อของสกุลหลิวไป จากนั้นแสดงป้ายหยกของเรือข้ามฟาก
ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะได้ส่วนลดสองส่วน เรือข้ามฟากรับประกันว่าหากพ่อค้าของนครมังกรเฒ่ากล้าขึ้นราคาก่อนแล้วค่อยลดราคา หากถูกจับได้จะต้องชดใช้ให้สกุลหลิวลำคลองหลวม่าหนึ่งต่อสิบพวกเขาจึงหาเหลาสุราแห่งหนึ่งที่ปักธงคำว่า “อาหารเลิศรสหายาก”
ในกระเป๋ามีเงินสั่งอาหารมากินดื่มก็ไม่ต้องกระวนกระวายใจ
นั่งลงแล้วได้ยินว่าฟ่านจวินเม่าแห่งมหาบรรพตทักษิณ ฉายาว่า “ชุ่ยเวย”
ฟ่านเสินจวินกำลังจะจัดงานเลี้ยงท่องราตรีพวกเขาพบว่าบุคคลที่มีมาดแห่งเซียนหลายคนซึ่งนั่งกันอยู่ที่โต๊ะเหล้า ต่างก็มีท่าทางเหมือนคนดื่มเหล้าดับทุกข์
แต่ละคนได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน แต่ไม่กล้าบ่นอะไร อย่างมากก็แค่พึมพำเบาๆ ว่าเสินจวินพวกนี้จะเอาชีวิตพวกเราแท้ๆ
นครมังกรเฒ่ามีเรือข้ามฟากและเรือยนต์ที่สามารถตรงไปยังท่าเรือของมหาบรรพตทักษิณได้โดยเฉพาะ
โดยสารเรือพวกนี้ไม่ต้องจ่ายเงินเกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญพวกซุนหว่านเหยียนมักจะได้เห็นสีหน้าประหลาดของคนทั้งหลายที่เหมือนรู้ทั้งรู้ว่าลงเรือโจร แต่กลับจำเป็นต้องก้าวลงไป
ตอนที่จ่ายเงินเหลาอาหารเลิศรสที่มีทั่วแจกันสมบัติทวีปราวกว่าบุปผาผลิบาน ถึงกับลดราคาถึงห้าส่วน
ซุนหว่านเหยียนรู้สึกว่าน่าสนใจ สอบถามเถ้าแก่ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้?เถ้าแก่อธิบายว่าเป็นกฎที่เจ้าของร้านเป็นคนตั้งไว้
ขอแค่เป็นแขกผู้สูงศักดิ์ที่มาจากอุตรกุรุทวีปที่มากินข้าวที่ร้านจะได้ลดห้าส่วน เหมือนกันหมดทุกคน
ผู้ฝึกตนทำเนียบที่เพิ่งได้ออกมาหาประสบการณ์ครั้งแรกอย่างหลัวฟู่เม่ยไร้เดียงสาไม่เข้าใจเรื่องทางโลก
ถามเถ้าแก่ไปประโยคหนึ่งว่า ลดห้าส่วนแบบนี้เหลาสุราจะยังได้กำไรหรือ?เถ้าแก่ยิ้มไม่ตอบ ในใจของหลัวฟู่เม่ยพอจะมั่นใจได้บ้างแล้ว
กำไรของร้านอาหารเลิศรสแห่งนี้สูงจนน่ากลัว ที่แท้พวกลูกค้าจากแจกันสมบัติทวีปก็ล้วนเป็นเหมือนหมูอ้วนพีที่วิ่งเข้ามาให้เชือดถึงที่ก่อนหน้านี้พวกเขา “คุ้มครอง” เหล่าทายาทของตระกูลเซียน และตระกูลขุนนางเก่าที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่มงคลรากบัวมานานหลายปี
ไปส่งให้พวกเขาได้หวนกลับไปยังใบถงทวีปที่เป็นบ้านเกิดอีกครั้งโจวอันดับหนึ่งพูดได้ดี ชายหญิงจับคู่กันออกเดินทางหาประสบการณ์ก็สามารถช่วยเพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพรให้กับภูเขาสายน้ำที่ยิ่งใหญ่งดงามได้
ผู้ฝึกตนหญิงซุนหว่านเหยียนมีฉายาว่าหลิงฝู คือผู้ฝึกตนสายยันต์คนแรกในประวัติศาสตร์ของพื้นที่มงคล
ช่วงนี้นางกำลังศึกษาตำรายันต์เซียนสองเล่มพอดี เล่มหนึ่งเป็นตำราส่วนตัวที่เจ้าสำนักชุ่ยแห่งสำนักกระบี่ชิงผิงมอบให้
อีกเล่มหนึ่งซื้อมาจากโจวเฝยโดยเชื่อเงินไว้ก่อนด่านในการฝึกตนหลายด่านที่คิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้า รวมถึงอุปสรรคบนเส้นทางของการฝึกตน
แค่อ่านตำราก็เหมือนสมองได้เปิดกว้าง ซุนหว่านเหยียนอดทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังไม่ได้ว่า
ตนอยู่ในพื้นที่มงคลมานานก็ไม่ต่างจากกบใต้บ่อ หากมีโอกาสวันหน้าจะต้องไปเปิดโลกกว้างที่ภูเขาเถาฝูของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางให้จงได้
ต่อให้จะรู้ว่าธรณีประตูของอีกฝ่ายสูงเกินครึ่งก็น่าจะต้องกินน้ำแกงประตูปิด แต่นางก็จะต้องไปยืนแหงนมองที่หน้าประตูภูเขาสักพักแล้วค่อยกลับ ถึงจะถือว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวหลัวฟู่เม่ยแห่งแคว้นหู นางแค่หาข้ออ้างมาร่วมวงความสนุกเท่านั้น อยู่ในแคว้นหูที่ปิดภูเขานานเข้าก็เบื่อจริงๆ
เวลานี้หลัวฟู่เม่ยยังไม่รู้ว่าตนกำลังจะได้เข้าไปฝึกประสบการณ์ที่กรมอาญาของต้าหลี
อีกเดี๋ยวจะได้ครอบครองป้ายผู้ถวายงานที่ผู้ฝึกตนทั้งทวีปปรารถนาแม้ในยามหลับฝันแล้วคนอื่นๆ ที่เหลือล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ
เฮ้อฉีโจวปรมาจารย์หญิงด้านวิถีวรยุทธของเจียงโจวแคว้นซงไล่
เฉานี่มือกระบี่ที่เชี่ยวชาญทั้งด้านบุ๋นและด้านบู๊ได้เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองแล้ว
จอมยุทธพเนจรหยวนหวงที่มีความรู้สึกเหมือน “ยิ่งใกล้บ้านเกิดก็ยิ่งขลาดกลัว”
และอู๋เจียงมือดาบที่เอ้อระเหยลอยชายหยวนหวงไปภูเขาลั่วพั่วครั้งนี้ด้วยความจริงใจอย่างถึงที่สุด มีแค่ความคิดเดียวเท่านั้น
นั่นคืออยากจะขอกราบอาจารย์เล่าเรียนวิชาจากเซียนกระบี่เฉินที่เคยถ่ายทอดมรรคาที่อารามต้ามู่
หากมีฐานะเป็นอาจารย์และศิษย์กันย่อมดีที่สุด แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
เขาเองก็ไม่กล้าคาดหวังไปมากกว่านี้ หวังเพียงแค่วิชาหมัดที่เซียนกระบี่เฉินถ่ายทอดให้เป็นของจริง แค่นี้ก็เพียงพอส่วนผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นอีกสองคนที่ถือกำเนิดขึ้นมาตามโชคชะตาของพื้นที่มงคลรากบัว
ม่ายชิงคุณหนูที่รอการแต่งงานอยู่ในเรือน แต่กลับอ่านนิยายเรื่องราวในยุทธภพมาจนชิน
และเกอซูหลงซ่างชายฉกรรจ์เคราดกที่ขี่ลาค้นหาบทกวีจากนอกด่านเดิมทีควรติดตามพวกเขาเดินทางขึ้นเหนือไปยังแจกันสมบัติทวีป ไปที่ภูเขาลั่วพั่วด้วยกัน
แต่พวกเขาถูกจดหมายลับฉบับหนึ่งมาสกัดขวางทางไว้ ส่งตรงมาจากท่าเรืออวี๋หลิน เมืองหลวงแคว้นอวิ๋นเหยียน
ลากตัวพวกเขาไปที่สำนักกระบี่ชิงผิงโดยตรง เจ้าสำนักเขียนด้วยลายมือตัวเอง บอกมาในจดหมายอย่างน่าเชื่อถือ
ความหมายคร่าวๆ ก็คือ ถึงแม้พวกเราจะเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่ว
รากฐานวิชาแห่งมรรคาและลำดับอาวุโสในสำนักย่อมเทียบไม่ได้สักอย่าง แต่มีเพียงอย่างเดียวที่มากพอจะให้ภาคภูมิใจในตัวเอง นั่นก็คือจำนวนเซียนกระบี่ของพวกเรามีเยอะมาก…เกอซูหลงซ่างกับชิงม่ายที่เป็นผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ซึ่งเพิ่งจะฟูมฟักกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมาได้
พอได้เห็นเนื้อหาในจดหมายลับก็ย่อมหวั่นไหว
ดังนั้นสวีเจี่ยวเชียนที่รับผิดชอบช่วยปกป้องมรรคาจึงเดินทางไปกราบภูเขาที่สำนักกระบี่ชิงผิงซึ่งมีเซียนกระบี่มากมายดุจก้อนเมฆพร้อมกับพวกเขาเรือข้ามทวีปมาหยุดพักอยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนภูเขาไฉ่จือ ภูเขาทายาทของมหาบรรพตทักษิณครู่หนึ่ง
บังเอิญเจอกับเรือข้ามฟากเฟิงยวนที่เดินทางขึ้นเหนือซึ่งก็มาเทียบท่าที่ท่าเรือแห่งนี้พอดี
พวกเขาจึงคืนป้ายหยกให้ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรือข้ามทวีปที่ถือว่าเป็นของ “บ้านตัวเอง”ผู้ดูแลของเรือข้ามฟากสกุลหลิว ลำคลองหลวม่า ได้ยินว่าพวกเขาจะเปลี่ยนไปนั่งเรือเฟิงยวนก็ถึงกับคืนค่าโดยสารมาให้ครึ่งหนึ่ง
ซุนหว่านเหยียนรู้สึกว่าน่าสนใจอีกครั้ง ผู้ดูแลแค่ยิ้มเอ่ยประโยคเดียวว่า
“การค้านี้นะ นอกจากจะต้องได้ทุนคืนแล้วก็ควรต้องมอบความสะดวกสบายให้ผู้อื่นมากๆ หน่อย”อุตรกุรุทวีป สถานที่ที่ดี! มิน่าเล่าทุกวันนี้ผู้ฝึกตนของแจกันสมบัติทวีปถึงทนฟังคำว่าใบถงทวีปไม่ได้
แต่ทุกครั้งที่พูดถึงอุตรกุรุทวีปกลับมีรอยยิ้มบนใบหน้า บอกว่าความสัมพันธ์ของสองทวีปปรองดองกันเหมือน “ญาติเกี่ยวดอง”
ที่ผ่านการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองหมู่บ้านชนบทล่างภูเขา ควรมีน้ำใจไมตรีตอบแทนให้กันและกันอันที่จริงพวกซุนหว่านเหยียนไม่ได้ขาดเงิน ในมือมีเงินใช้เหลือเฟือ
เพราะโจวเฝยที่บอกว่าตัวเองเป็นศัตรูซึ่งไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากับโจวเฝยแห่งตำหนักคลื่นวสันต์ผู้นั้น
ก่อนจะจากกันได้มอบเงินเทพเซียนไว้ให้พวกเขาถุงหนึ่ง บอกเป็นค่าเดินทาง
ออกจากบ้านมาหาประสบการณ์จะปล่อยให้คำว่าเงินมาทำให้ตัวเองน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้
เขาโจวเฝยพอจะมีทรัพย์สินอยู่บ้างเล็กน้อย ชีวิตนี้ชอบผูกมิตรกับคนมหัศจรรย์และสหายในยุทธภพมากที่สุด
ทนเห็นวีรบุรุษต้องอับจนเพราะเงินเหวินเดียวไม่ได้มากที่สุด เงินเทพเซียนถุงนั้นมีชื่อว่า เงินฝัญธัญพืชก่อนหน้านี้ให้ตายอย่างไรอู๋เจียงก็ไม่เชื่อว่าเงินฝัญธัญพืชหนึ่งเหรียญ จะสามารถเอามาแลกเป็นเงินขาวและทองคำได้มากมายขนาดนั้นจริงๆ
กระทั่งตอนอยู่ที่โรงเตี๊ยมตระกูลเซียนของท่าเรืออวี๋หลิน เอาเงินฝัญธัญพืชหนึ่งเหรียญไปแลกเป็นเงินร้อนน้อยสิบเหรียญ
แล้วจึงไปแลกเป็นเงินเกล็ดหิมะร้อยเหรียญซึ่งใส่ได้ห้าถุง
แล้วนับประสาอะไรกับที่ทุกวันนี้เงินเทพเซียนบนภูเขาก็ยิ่งมีมูลค่ามากขึ้นแล้วยกตัวอย่างเช่นเงินเกล็ดหิมะหนึ่งเหรียญที่ไม่มีรอยบิ่นความเสียหาย ไม่เพียงแต่สามารถแลกเป็นเงินหนึ่งพันตำลึงได้อย่างง่ายดาย
ได้ยินมาว่ายังมีมูลค่าเพิ่มมาถึงสิบยี่สิบตำลึงด้วย จอมยุทธเด็กหนุ่มอู๋เจียงที่ชีวิตนี้ไม่เคยใช้เงินมือเติบมาก่อนพลันเบิกตากว้าง
รู้สึกเสียใจภายหลังยิ่งนัก ไม่ควรด่าพี่น้องโจวเฝยมาตลอดทางเลย
เขาแอบมองซุนหว่านเหยียนแค่ไม่กี่ทีจะเป็นไรไป เขายังไม่ได้แต่งภรรยา นางเองก็ยังไม่ได้ออกเรือน
ต่างก็เป็นชายโสดหญิงโสดที่ยังไม่มีคนรัก ยังไม่มีคู่หมั้น ไฉนตนต้องยุ่งไม่เข้าเรื่องไปแยกคู่ยวนยางที่ชายมีรักหญิงมีใจออกจากกันด้วย
คราวหน้าที่ได้เจอกันอีกครั้ง อย่าว่าแต่ให้เรียกว่าพี่ใหญ่โจวอย่างกระตือรือร้นเลย จะให้รับเขาเป็นบรรพบุรุษก็ยังได้ขึ้นเรือเฟิงยวนมาอย่างราบรื่น อู๋เจียงก็ขยับไปใกล้ซุนหว่านเหยียนแล้วเริ่มพูดชดเชยความผิด
“พี่หญิงหลิงฝู ข้ารู้สึกว่าอันที่จริงโจวเฝยเป็นคนดีมากเลยนะ แม้ปากจะพูดคำหวานพร่ำเพรื่อ แต่ก็เป็นคนที่จิตใจเที่ยงตรง
พวกท่านต่างก็เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนที่ฝึกวิชาเซียนอยู่บนภูเขา ต้องมองข้ามคำพูด มองให้ทะลุไปให้เห็นถึงจิตแห่งมรรคาที่ใสสะอาดซึ่งมีเนื้อหนังมังสารกั้นขวางอยู่ถึงจะถูก”

อะไรที่บอกว่ามีแค้นเลือดลึกล้ำกับโจวเฝยแห่งตำหนักคลื่นวสันต์ ก็เลยจงใจใช้นามแฝงว่าโจวเฝยยามออกท่องยุทธภพ
คิดอยากจะขุดบ่อล่อปลา ทุกวันอยากจะถลกหนังดึงเส้นเอ็น กินเนื้อดื่มเลือด… หลอกคนโง่หรือไร?
หลอกอู๋เจียงที่เห็นเงินแล้วตาโต หลอกม่ายชงิที่ไร้เดียงสาไม่รู้ความอาจยังพอได้ แต่มิอาจหลอกเหล่าเหนียงน่ะหรือ? ฝันไปเถอะอู๋เจียงไม่กล้าพูดส่งเดชว่าตัวเองไม่ชอบเงิน จึงได้แต่เอ่ยว่า
“พี่หญิงหลิงฝู ข่าวลือในยุทธภพบ้างจริงบ้างเท็จเชื่อถือไม่ได้ เหมือนอย่างข้าที่ถูกเรียกว่าเป็นคนของวิถีมาร
แต่เวลาปกติก็ชอบผดุงคุณธรรม ไม่เคยหลอกลวงใครไม่ใช่หรือ เมื่อหลายปีก่อนลำพังแค่โจรเด็ดบุปผาที่ถูกข้าตัดขาที่สามทิ้งไปก็มีมากถึงสองมือนับ
ครึ่งหนึ่งในนั้นยังเป็นศิษย์เอกของคนที่เที่ยงตรงด้วย ผลล่ะเป็นอย่างไร
พวกเขาคลานกลับไปที่สำนัก ร้องไห้คร่ำครวญให้อาจารย์และผู้อาวุโสในสำนักฟังแล้วก็เริ่มสาดโคลนใส่คนอื่น
พูดไปทั่วว่าข้าต่างหากถึงจะเป็นโจรปีนข้ามกำแพงที่ไปทำร้ายให้สตรีผู้บริสุทธิ์จากครอบครัวดีๆ ไปเดือดร้อน ทำให้ทางการต้องออกหมายจับ ”แม้ปากของอู๋เจียงจะพูดเช่นนี้ แต่ในใจกลับดีดลูกคิดไปด้วยว่า โจวเฝยเศรษฐีบ้านนอกที่มีศัตรูอยู่ไม่น้อยจะต้องการองค์รักษ์ประจำตัวหรือคนงานเฝ้าบ้านที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้การคุ้มกันดูแลความปลอดภัยหรือไม่
ซุนหว่านเหยียนพยักหน้า คำกล่าวนี้ของอู๋เจียงกล่าวได้ไม่ผิด

เฉานี่ยิ้มเอ่ย
“ถึงอย่างไรข้าก็ยังต้องกลับบ้านเกิดแน่นอน แต่ก่อนหน้านั้นอยากจะลองถามหมัดกับจงเชียนที่ว่ากันว่าอยู่ในภูเขา
พยายามฝึกหมัดสุดชีวิตไม่เคยหยุดพักทั้งกลางวันกลางคืนเพราะหวังฝ่าทะลุขอบเขตผู้นั้นดูสักครั้งก่อน
ลองประลองฝีมือกันดูสิว่า ระยะห่างระหว่างตัวเองกับบุคคลอันดับหนึ่งของใต้หล้าบ้านเกิดจะขยับเข้าใกล้หรือว่ายิ่งห่างออกไป”

บทที่ 1179.1 ฟ้าห้า คนห้า 1

Verify captcha to read the content.VERIFYCAPTCHA_LABEL

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!