แต่เด็กหนุ่มไม่ได้เอ่ยอะไร
บรรยากาศเยียบเย็นอย่างถึงที่สุด
ครู่หนึ่งต่อมา ผู้เฒ่ายังไม่ลุกขึ้นยืน เด็กหนุ่มก็ไม่ได้จากไปไหน
ชุยฉานรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย
ต่อให้คนที่ยืนอยู่ชั้นหนึ่งจะเป็นอาจารย์ของเขาอีกคนหนึ่งก็ตาม
แต่สำหรับเรื่องพวกนี้ ชุยฉานไม่รู้สึกสนใจจริงๆ หากไม่เป็นเพราะใครบางคนอาจจะกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง ในเมื่อจิตวิญญาณแยกจากกัน ร่างก็แบกออกเป็นสองร่างแล้ว ถ้าเช่นนั้นสำหรับเฉินผิงอันแห่งตรอกหนีผิงที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อตน ชุยฉานก็ไม่ถือสาที่จะส่งให้เด็กหนุ่มเดินทางไปปรโลก เพราะอีกฝ่ายไม่เพียงแต่ขัดหูขัดตา ยังอาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย นี่ทำให้ชุยฉานที่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือไม่ชอบใจอย่างยิ่ง ส่วนมหามรรคาของ ‘เด็กหนุ่มชุยฉาน’ ผู้นั้นจะเป็นอย่างไร จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ไม่มีหวังจะกลับคืนสู่จุดสูงสุดไปตลอดชีวิตหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเขาราชครูชุยฉานด้วย?
จะอย่างไรก็เป็นคนสองคนแล้ว
ผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไผ่ แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ทำไม เจ้ารังเกียจที่ข้าผู้อาวุโสฆ่าคนบริสุทธิ์พร่ำเพื่อ เลยอยากจะทวงความยุติธรรมจากข้าผู้อาวุโสคืนให้กับเจ้าหมอนั่นที่ตายตาไม่หลับอย่างนั้นหรือ?”
เฉินผิงอันเดินไปหยุดอยู่ข้างศพนั้น นั่งยองลงไปก็พบว่าอีกฝ่ายตายสนิทแน่แล้ว
เฉินผิงอันเอ่ยเบาๆ “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาทำไม แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงฆ่าเจ้า ดังนั้นสิ่งที่ข้าพอจะทำได้ก็คือช่วยฝังศพให้เจ้า วันหน้าหากรู้บ้านเกิดของเจ้าก็จะพยายามนำกระดูกของเจ้ากลับคืนสู่มาตุภูมิ”
แม้จะพูดให้คนตายฟัง แต่ก็ตั้งใจให้สองคนบนชั้นสองได้ยินด้วย แล้วก็คล้ายจะพูดให้ตัวเองฟังเช่นกัน
ผู้เฒ่าพลันแผดเสียงเกรี้ยวกราด ใบหน้าดุดันเผยความเดือดดาลสุดขีด กล่าวพร้อมปล่อยพลังอำนาจที่พุ่งปะทุเทียมฟ้า “บนโลกมีคนดีอยู่มากมาย แต่ผู้ฝึกยุทธ์เต็มตัวอย่างข้า ใต้หล้านี้กลับมีน้อยจนนับนิ้วได้! นักพรตบนโลกมากมายถึงเพียงนั้น เจ้าคิดว่าคนที่ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดจะมีการแบ่งแยกดีเลวงั้นหรือ?! เฉินผิงอัน เจ้าจะเรียนหมัดจากข้าผู้อาวุโสหรือจะเรียนรู้การเป็นคนกันแน่?!”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน กวักมือเรียกให้เด็กชายชุดเขียวมาช่วยกันจัดการฝังศพ เขามองไปยังชั้นสองแล้วเอ่ยว่า “แค่เรียนหมัดอย่างเดียว!”
ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน หัวเราะเสียงดังอย่างเบิกบาน “ดีๆๆ! แล้วเมื่อไหร่จะมาฝึกหมัดเล่า?”
เฉินผิงอันเดินไปทางเรือนไม้ไผ่เงียบๆ ขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
ผู้เฒ่าหมุนกายเดินกลับเข้าไปในห้อง “มีเรื่องอะไรก็มาเรียกข้าได้เสมอ”
“ท่านวางใจเถอะ”
ชุยฉานหมุนตัวเดินไปทางบันไดพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ไม่มีทาง!”
ฝีเท้าของผู้เฒ่าชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ก้าวใหญ่ๆ ข้ามผ่านธรณีประตู ปิดประตูตามหลังดังปัง
ชุยฉานหยุดอยู่บนบันไดขั้นบน เฉินผิงอันเดินมาได้ครึ่งหนึ่งแล้วเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีจะหลีกทางให้จึงหยุดเดิน
ผู้เฒ่าสวมชุดขงจื๊อท่านนี้ก้มหน้าลงมองเด็กหนุ่มจากมุมสูง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้เมื่ออยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูที่ยังไม่ปริแตกและร่วงลงมา เจ้าเฉินผิงอันถือว่าเป็นคนที่น่าสงสารมากที่สุด โชควาสนาบางเบาจนแทบจะไม่มี ดังนั้นโชคและโอกาสทุกอย่างจึงผ่านเลยเจ้าไป ส่วนตัวเจ้าก็กลายเป็นเหยื่อล่อของคนอื่น
ตอนนี้ไม่มีตราผนึกที่ลี้ลับเหล่านั้นอยู่อีกแล้ว ซ้ำยังมีแววว่าจะเจอเรื่องดีหลังจากต้องผ่านเรื่องร้ายมามาก ขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ขนาดนี้ตกลงมาจากฟ้าก็จงรับไว้ให้ดี คว้าจับให้แน่น มือขาดขาหักก็ใช้ปากคาบเอาไว้ แม้จะต้องกัดจนฟันแหลกก็ต้องใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายไปช่วงชิงมันมา คว้าเอาไว้ให้มั่นอย่าให้หลุดมือเด็ดขาด!”
ชุยฉานเดินลงด้านล่างพลางกล่าวไปด้วย “คำพูดเหล่านี้ข้าช่วยพูดแทนตาเฒ่าคนนั้น เขาเป็นคนไม่ชอบพูดคุยกับคนอื่นดีๆ ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็ล้วนยึดมั่นในหลักของความถูกต้องสมเหตุสมผลเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันน่ารำคาญมาก หากเป็นตัวข้าเอง คราวนี้คงไม่คิดจะมาพบเจ้า เจ้าจะเป็นหรือตายไม่สำคัญอีกแล้ว ข้อนี้เจ้าต้องขอบคุณฉีจิ้งชุน ศิษย์น้องของข้า แน่นอนว่าหากเจ้าเฉินผิงอันไม่เอาถ่าน ฉีจิ้งชุนย่อมตายไปอย่างเปล่าประโยชน์”
กล่าวมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มของชุยฉานก็ซับซ้อนเล็กน้อย “จำต้องยอมรับว่า ข้อนี้ สายตาข้าดีกว่าหยางเหล่าโถว แต่แย่กว่าฉีจิ้งชุน”
สุดท้ายคนทั้งสองเดินสวนไหล่กัน ต่างคนต่างก็เบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดทางให้อีกฝ่าย
และเวลานี้เอง ชุยฉานหยุดชะงักเล็กน้อย พูดเสียงค่อย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดในชีวิตนี้ของเจ้าคือครั้งไหน?”
เด็กหนุ่มหยุดเดินแทบจะในเวลาเดียวกัน
ชุยฉานกดเสียงลงต่ำ “คือตอนที่ ‘ผู้หวังดี’ บางคนจะมอบถังหูลู่ให้เจ้า หากตอนนั้นเจ้ารับเอาไว้ ทุกอย่างก็เหลือเพียงความว่างเปล่า”
ในใจเฉินผิงอันตื่นตะลึงจนไม่อาจตะลึงไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เรื่องราวหลายอย่างในอดีตแล่นผ่านไป แต่ละเรื่องค่อยๆ ปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า
ราชครูชุยฉานเดินลงไปด้านล่างต่อ วินาทีที่เขาก้าวออกไปจากบันไดขั้นสุดท้าย ร่างของเขาก็หายวับไปทันที
การฝึกวิชาหมัดครั้งนี้ทั้งหล่อหลอมเรือนกายและชำระล้างจิตใจ เทียบกับความทรมานของเมื่อวานแล้วมีแต่จะร้ายแรงหนักข้อยิ่งกว่า
ไม่ว่าเฉินผิงอันจะกัดฟันอดทนอย่างไรก็ยังหมดสติไปหลายครั้ง แต่กลับถูกผู้เฒ่าอัดให้คืนสติเสียทุกครั้ง เป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา เรียกได้ว่าอยู่ไม่สู้ตายอย่างแท้จริง
ตอนที่เด็กชายชุดเขียวแบกเฉินผิงอันออกมาจากห้อง เกือบจะเข้าใจไปว่าเป็นการเก็บศพครั้งที่สองของวันเสียแล้ว เขาตกใจขวัญผวา เพราะลมหายใจของเฉินผิงอันตอนนั้นรวยรินบางเบาเหมือนเส้นด้าย ลมหายใจแผ่วเบายิ่งกว่าคนแก่ใกล้ตายเสียอีก
เป็นเหตุให้เว่ยป้อจำต้องขึ้นไปเคาะประตูบนชั้นสองเพื่อเตือนผู้เฒ่าว่าอย่าทำเกินขอบเขต
ผู้เฒ่าพูดผ่านบานประตูด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ข้าผู้อาวุโสสอนใครฝึกวิชาหมัด ใต้หล้านี้จะมีสักกี่คนที่มีคุณสมบัติมาชี้มือชี้ไม้ใส่ข้า!”
เว่ยป้อเดินกลับลงมาชั้นล่างอย่างขุ่นเคือง เพราะวางใจไม่ลงจึงได้แต่นั่งจ้องลมหายใจของเฉินผิงอันที่อยู่ในถังยา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน
ม่านราตรีเยื้องกรายลงมา เฉินผิงอันที่อ่อนระโหยโรยแรงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเดินออกมานอกประตูใหญ่
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!