เฉินผิงอันมีสีหน้ากลัดกลุ้ม รู้สึกเพียงว่าฟ้าดินกว้างใหญ่ ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับได้แต่เก็บกลั้นอยู่ในท้อง ไม่มีใครรับฟัง
จิตของเฉินผิงอันกระตุกเล็กน้อย
ครุ่นคิด
แล้วก็เอาถ่านดำก้อนหนึ่งออกมาจากวัตถุจื่อชื่อ
เขาวาดวงกลมวงใหญ่ไว้บนท่าเรือ
จากนั้นก็ค้อมตัวยืนอยู่กลางวงกลม ค่อยๆ วาดเส้นตรงเส้นหนึ่ง เท่ากับว่าแบ่งวงกลมวงหนึ่งออกเป็นสองส่วน
เฉินผิงอันนั่งยองอยู่ข้างเส้นนั้น หัวคิ้วขมวดแน่น หยุดนิ่งอยู่นานไม่ได้ขีดเขียนต่อ
นักบัญชีที่สีหน้าอิดโรยได้แต่ปลดน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ตรงเอวลงมาดื่มเหล้าวิหคครวญหนึ่งอึกเพื่อให้ตัวเองสดชื่นขึ้น
แล้วถึงได้เขียนคำว่าดีและเลวลงไปยังด้านบนและด้านล่างของเส้นนั้น
คืนนี้ บนตัวอักษรคำว่า ‘หนึ่ง’ ของเส้นทางหัวใจที่เคยหยุดเดิน ไม่ยินดีคิดลึก แล้วก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะไปสืบเสาะค้นหา เฉินผิงอันจะเดินก้าวออกไป
เหมือนกับปีนั้นที่เด็กหนุ่มสวมรองเท้าแตะของตรอกหนีผิงก้าวเดินไปบนสะพาน
เฉินผิงอันนั่งยองอยู่บนพื้น เขียนสี่คำว่า ‘ใช้ผู้คนเป็นหลัก’ ลงไปเบาๆ ระหว่างสองตัวอักษรดีและเลว ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า “ตอนนี้คงคิดได้แค่นี้ก่อน”
เฉินผิงอันหลับตาลง ดื่มเหล้าอีกหนึ่งอึก พอลืมตาขึ้นก็ลุกขึ้นยืน ก้าวใหญ่ๆ ไปถึงริมขอบครึ่งหนึ่งของวงกลมที่มีคำว่า ‘ดี’ แล้ววาดเส้นเฉียงเส้นหนึ่งให้ไปถึงอีกฝั่งของครึ่งวงกลมที่มีคำว่าเลวจนเสร็จในรวดเดียว แล้วจึงขยับเท้า วาดเส้นเฉียงจากล่างขึ้นบนอีกเส้นหนึ่ง
สุดท้ายวงกลมหนึ่งวงก็ถูกเฉินผิงอันแบ่งออกเป็นหกส่วน จุดตัดมีเพียงจุดที่อยู่ใจกลางวงกลมเท่านั้น
หลังจากนั้นก็เหมือนสติปัญญาของเฉินผิงอันถูกเปิดโล่ง เขาเดินเร็วๆ ไปยังแถบครึ่งวงกลมที่มีตัวอักษร ‘ดี’ อยู่บนแนวเส้นตรง ในพื้นที่ที่แบ่งออกเป็นสามส่วนนี้ เฉินผิงอันใช้ถ่านในมือตวัดเขียนตัวอักษรอย่างว่องไวพลางพึมพำกับตัวเองว่า “หากจะบอกว่านี่คือจิตใจดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ที่แสวงหาความดี อีกทั้งยังเป็นจิตใจที่หนักแน่นที่สุด สติปัญญายากที่จะแปรเปลี่ยน ถ้าอย่างนั้นคนบนโลกที่อยู่ในพื้นที่แถบนี้ ความรู้ของสามลัทธิและเมธีร้อยสำนัก หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยเรียนหนังสือไม่รู้ตัวอักษรมาก่อน หากสอนว่า ‘เรือนทองมีอยู่ในตำรา ธัญพืชนานาหาได้จากหนังสือ’ ‘ปลูกฝังคุณธรรมให้แก่ตนเอง ครอบครัวจึงแข็งแกร่ง ครอบครัวแข็งแกร่งจึงสามารถปกครองใต้หล้า’ นั่นก็คือความรู้ที่ดีที่สุด เพราะฟังเข้าหู ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องให้อริยะท่านใดคอยใช้หลักการเหตุผลมาพูดเกลี้ยกล่อม เพราะคนประเภทนี้ยินดีฟัง แล้วก็ยินดีนั่งลงรับฟัง เมื่อลุกขึ้นก็พร้อมปฏิบัติตาม ไม่ว่าวิถีทางโลกจะทุกข์ยากขมขื่นแค่ไหนก็ยังสามารถรักษาจิตใจอันดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้!”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ถอยกลับไปยังพื้นที่ตรงกลางของแถบครึ่งวงกลมคำว่าเลวซึ่ง ‘เป็นปฏิปักษ์’ กับพื้นที่อีกฝั่งที่มีตัวอักษรซึ่งถูกเขียนด้วยถ่านจนเต็ม
ทรุดตัวลงนั่งยอง แล้วก็ใช้ถ่านตวัดวาดพรวดๆ พลางพึมพำเบาๆ เหมือนเดิม “สันดานมนุษย์เดิมนั้นชั่วร้าย คำว่าชั่วร้ายนี้ไม่ใช่คำในเชิงลบไปเสียทั้งหมด แต่เป็นการบรรยายถึงนิสัยสันดานอีกแบบหนึ่งในใจคน นั่นก็คือเมื่อเกิดมาก็สามารถสัมผัสถึงหนึ่งนั้นของโลกมนุษย์ได้แล้ว จึงไปแย่งชิงมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่เหมือนฝ่ายแรก ส่วนในเรื่องของความเป็นความตาย นอกเหนือจากที่จะฝากฝังไว้กับสามอมตะของลัทธิขงจื๊อหรือการสืบทอดควันธูปของลูกหลานแล้ว เมื่ออยู่ที่นี่ ‘ข้า’ ก็คือฟ้าดินทั้งแห่ง ข้าตายฟ้าดินก็ตาย ข้าอยู่ฟ้าดินก็มีชีวิต ข้าที่เป็นส่วนเฉพาะบุคคลนี้ น้ำหนักของ ‘หนึ่ง’ เล็กนี้ไม่ด้อยกว่า ‘หนึ่ง’ ใหญ่ของตลอดทั้งฟ้าดินเลย ตอนนั้นจูเหลี่ยนอธิบายว่าเหตุใดถึงไม่ยอมสังหารคนคนเดียวเพื่อช่วยคนทั้งใต้หล้า ก็คือหลักการนี้! และนี่ก็ไม่ใช่ความหมายในเชิงลบ เป็นเพียงแค่นิสัยสันดานของมนุษย์เท่านั้น แม้ว่าข้าจะไม่เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อน แต่ข้าก็เชื่อว่ามันเคยผลักดันให้วิถีทางโลกเดินไปเบื้องหน้าได้เช่นกัน”
“คนที่สภาพจิตใจร่วงลงมาตรงพื้นที่นี้แล้ว ‘ผลิดอกออกผล’ ในช่วงเวลาที่คับขันบางอย่างถึงจะสามารถพูดประโยคทำนองว่า ‘ข้าตายไปแล้วยังต้องสนใจไปไยว่าน้ำจะท่วมเทียมฟ้า’ ‘ข้ายอมทำผิดต่อคนใต้หล้า’ ‘ฟ้ามืดแต่หนทางยาวไกล ข้าก็ได้แต่เดินถอยหลังกลับ’ ออกมาจากปากได้ แต่สันดานที่ดูเหมือนว่าหมื่นสรรพสิ่งในฟ้าดินล้วนมีกันนี้ มีความเป็นไปได้มากว่าจะกลับกลายมาเป็นรากฐานในการหยัดยืนของ ‘มนุษย์’ อย่างพวกเรา อย่างน้อยก็เป็นหนึ่งในนั้น นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดคน ‘ไม่ดี’ มากมายเพียงนั้นถึงสามารถฝึกตนเป็นเทพเซียนได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ถึงขั้นยังมีชีวิตที่ดีกว่าคนดี เพราะฟ้าดินให้กำเนิดหมื่นสรรพสิ่งโดยไม่มีความลำเอียง จึงไม่อาจใช้ความดีเลวของ ‘มนุษย์’ มาตัดสินความเป็นความตายได้เสมอไป”
หลังจากดื่มเหล้าไปอีกอึกใหญ่
เฉินผิงอันก็ลุกขึ้นเดินไปยังมุมขวาสุดของครึ่งวงกลมด้านบน “จิตใจของพื้นที่นี้ไม่หนักแน่นมั่นคงเหมือนคนทางฝั่งขวามือที่เป็นเพื่อนบ้าน จิตใจของพวกเขาค่อนข้างจะเอนเอียงไม่หยุดนิ่ง แต่กระนั้นก็ยังโอนเอียงเข้าหาความดี ทว่าก็ยังเปลี่ยนแปลงไปได้เพราะคน สถานที่ เวลา และการเปลี่ยนแปลงสารพัดหลากหลาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้อริยะสามลัทธิและเมธีร้อยสำนักคอยพร่ำสอนว่า ‘หยกไม่เกลาไม่เป็นรูปร่าง คนไม่เรียนรู้ไม่รู้ความ’ คอยตักเตือนว่า ‘คนกระทำสวรรค์มองดู’ คอยเกลี้ยกล่อมว่า ‘ชาตินี้ทำกรรมดีชาติหน้าได้ดีตอบแทน ชาตินี้ทุกข์ชาติหน้าสุข’”
เฉินผิงอันเขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้อีก เขาเดินมาหยุดอยู่ใกล้กับสองตัวอักษร ‘ดีเลว’ ที่อยู่ใกล้กันตรงใจกลางของวงกลม แล้วใช้ถ่านเขียนเพิ่มไปอีกสองประโยค ด้านบนเขาเขียนคำว่า ‘เต็มใจเชื่อว่าคนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้ ‘ใช้สิ่งของแลกสิ่งของ’ ไปเสียทุกคน’ ส่วนด้านล่างเขียนคำว่า ‘ไม่ว่าการทุ่มเทใด หากไม่ได้รับการตอบแทนกลับมาด้วยสิ่งที่จับต้องได้จริง นั่นก็เท่ากับว่าสูญเสียผลประโยชน์ของหนึ่งอย่างคำว่า ‘ข้า’ แล้ว’
เฉินผิงอันเก็บถ่าน พึมพำว่า “หากสัมผัสได้ถึงความเสียหาย จุดลึกในใจของคนผู้นี้ก็จะเกิดข้อกังขาและร้อนใจอย่างยิ่ง แล้วก็จะเริ่มเหลียวซ้ายแลขวา คิดว่าจะต้องทวงคืนมาจากเรื่องอื่นให้จงได้ แล้วก็ต้องช่วงชิงมาให้ได้มากกว่าเดิมด้วย นี่จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดทะเลสาบซูเจี่ยนถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ ทุกคนต่างก็กำลังดิ้นรนกันอย่างยากลำบาก นอกจากนี้ก็มีเรื่องที่ข้าคิดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทำไมเมื่อคนมากมายขนาดนั้นถูกจุดใดจุดหนึ่งของวิถีทางโลกต่อยหนึ่งหมัด แล้วจะต้องต่อยเตะใส่วิถีทางโลกให้ได้มากกว่า โดยที่ไม่สนใจสักนิดว่าคนอื่นจะเป็นหรือตาย แล้วก็ไม่ได้ทำไปเพียงเพราะต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้น ก็เหมือนกู้ช่าน ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าเขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ดีแล้ว แต่ก็ยังเดินตามเส้นทางสายนี้จนกลายมาเป็นคนที่สามารถพูดคำว่า ‘ข้าชอบฆ่าคน’ ออกมาจากปากได้ ไม่เพียงแต่สภาพแวดล้อมของทะเลสาบซูเจี่ยนที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ แต่ยังเป็นเพราะร่องคันดินในผืนนาหัวใจของกู้ช่านที่ตัดสลับกันได้ถูกแยกออกจากกันเพราะทางสายนี้ เมื่อเขามีโอกาสได้ไปสัมผัสกับฟ้าดินที่ใหญ่มากกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่นหลังจากที่ข้ามอบหนีชิวน้อยให้เขา เขาได้มาเยือนทะเลสาบซูเจี่ยน กู้ช่านก็จะไปฉกชิงเอาหนึ่งที่เป็นของคนอื่นมาให้ได้มากกว่า หนึ่งที่ว่านี้อาจจะเป็นเงินทองหรือชีวิตก็ได้หมด ไม่เลือกเลยแม้แต่น้อย”
เฉินผิงอันเดินมาหยุดตรงฝั่งซ้ายมือสุดของวงกลมครึ่งบน “จิตใจของคนในพื้นที่นี้ไร้ระเบียบมากที่สดุ อยากจะทำดีแต่กลับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร มีใจอยากทำชั่วแต่ก็ไม่กล้าพอ ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะรู้สึกว่า ‘อ่านตำราไปก็ไร้ประโยชน์’ ‘หลักการเหตุผลทำให้ข้าเสียหาย’ แม้ว่าจะอยู่ในครึ่งวงกลมนี้ แต่กลับง่ายที่จะหันมากระทำชั่ว ด้วยเหตุนี้บนโลกถึงได้มี ‘วิญญูชนจอมปลอมที่แสร้งวางท่าภูมิฐาน’ มากมายถึงเพียงนั้น แม้แต่ศาสดาพุทธในพระคัมภีร์ก็ยังเป็นกังวลกับการมาถึงของยุคธรรมปลาย คนที่อยู่ตรงนี้จะไหลไปตามกระแส มีชีวิตอย่างยากลำบาก หรืออาจถึงขั้นยากลำบากมากที่สุด ก่อนหน้านี้ที่ข้าพูดถึงความดีของหลักการเหตุผลบนโลกกับกู้ช่าน อิสระเสรีที่แท้จริงของผู้แข็งแกร่งอยู่ที่ว่าสามารถปกป้องคนกลุ่มนี้ได้ ให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าคนกลุ่มที่อยู่ในวงกลมครึ่งล่างจะทำตัวกำเริบเสิบสานไร้ยำเกรง
แล้วตนเองจะต้องเผชิญกับหายนะที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ ไม่ต้องกลัวว่าทรัพย์สมบัติที่ต้องขยันเหนื่อยยากกว่าจะเก็บหอมรอมริบมาได้จะถูกเผาผลาญจนสิ้นภายในค่ำคืนเดียว ต่อให้ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่จำเป็นต้องรู้เหตุผลอะไรมากมาย หรือแม้กระทั่งไม่ต้องมีเหตุผลในบางครั้ง เพียงแค่สั่นคลอนเก้าอี้ไม้ตัวที่ลัทธิขงจื๊อสร้างขึ้นซึ่งเดิมทีได้รูปได้ทรง สี่ด้านแปดทิศล้วนมั่นคง ก็ล้วนสามารถทำให้คนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีได้”
เฉินผิงอันลุกขึ้นขยับเท้ามาหยุดอยู่ตรงฝั่งขวามือสุดของวงกลมครึ่งล่างที่อยู่ตรงข้ามกัน แล้วจรดก้อนถ่านเขียนลงไปอย่างเชื่องช้าว่า “‘จิตใจของคนที่อยู่ที่นี่ เจ้าพูดว่าวางมีดลงก็บรรลุธรรม รู้ผิดแล้วแก้ไขจึงจะประเสริฐกับกลุ่มคนที่เป็นเพื่อนบ้านอยู่ติดกันนั้น ก็มีแต่จะเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่าเท่านั้น’
แม้ว่าวงกลมครึ่งล่างยังเหลือพื้นที่ว่างอีกแถบใหญ่ทางซ้ายมือสุด แต่เฉินผิงอันกลับหน้าซีดขาวแล้ว เขาถึงกับมีลางว่าจะหมดเรี่ยวหมดแรง หลังจากดื่มเหล้าไปอึกใหญ่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงน ถ่านไม้ที่ถืออยู่ในมือถูกเสียดสีจนเหลือแค่ขนาดเท่าเล็บมือแล้ว เฉินผิงอันสงบจิตใจให้มั่นคง ปลายนิ้วของเขาสั่นสะท้าน เขียนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เขาฝืนดึงแรงเฮือกหนึ่งขึ้นมา ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก อยากจะทรุดตัวลงไปนั่งเขียนต่อ ต่อให้เขียนได้แค่ตัวเดียวก็ยังดี แต่เพิ่งจะก้มตัวลง ขาก็อ่อนยวบจนลงนั่งแปะอยู่บนพื้นแล้ว
มือข้างหนึ่งของเฉินผิงอันวางน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ไว้บนพื้นอย่างไม่มีพิธีรีตอง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกางนิ้วออก ถ่านไม้ที่เหลืออยู่อีกไม่มากกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น ส่วนเขาก็ทิ้งตัวนอนหงายอยู่ตรงท่าเรือทั้งอย่างนั้น
“ลัทธิขงจื๊อเสนอคำว่าความเห็นอกเห็นใจ ลัทธิพุทธเลื่อมใสคำว่าจิตใจเมตตาปราณี แต่โลกที่พวกเราอยู่ใบนี้ คิดจะทำเช่นนั้นกลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้ตลอดเวลาเลย กลับกันคำกล่าวว่า ‘จิตใจอันบริสุทธิ์’ ที่หย่าเซิ่งเป็นผู้กล่าวขึ้นมาก่อน กับคำว่า ‘ย้อนกลับคืนสู่รากฐาน หวนกลับไปเป็นทารกอีกครั้ง’ ของมรรคาจารย์เต๋า กลับดูเหมือนว่าจะยิ่ง…”
เฉินผิงอันฝืนลุกขึ้นยืน ก้าวถอยออกมาจากวงกลมที่ยังเขียนตัวอักษรด้วยถ่านได้ไม่เต็มวง จ้องเขม็งไปยังวงกลมวงใหญ่ สุดท้ายเส้นสายตาหยุดนิ่งที่ใจกลางของวงกลม หยุดนิ่งอยู่บนสองคำว่า ‘ดีเลว’ ที่ตนเขียนไปแรกเริ่มสุด
เฉินผิงอันที่ร่างโงนเงนยื่นมือออกมาข้างหนึ่ง ราวกับว่าจะคว้าจับทั้งวงกลมอย่างไรอย่างนั้น
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแทบไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่
สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ เรียกได้ว่าลืมตนไปอย่างสิ้นเชิง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!