ในหอสูงของนครน้ำบ่อ
คืนนี้ชุยฉานได้รับกระบี่บินส่งข่าวถึงสามเล่มติด ทว่าเขาที่มีฐานะเป็นราชครูต้าหลีกลับไม่สนใจจะเปิดดูแม้แต่น้อย
ชุยตงซานยืนอยู่ริมขอบวงกลมของบ่อสายฟ้าสีทอง สองมือไพล่หลัง ก้าวเดินเนิบช้า ถามว่า “เนื้อหาที่จงขุยเขียนมีความหมายว่าอย่างไร? แล้วหร่วนซิ่วมองอะไรออกกันแน่?”
ชุยฉานย้อนถามสองประโยคตัดบทคำพูดของชุยตงซาน “เจ้าคิดว่าข้าเป็นมรรคาจารย์เต๋าหรือไง? ความจริงในท้ายที่สุดที่อนุมานมาได้ทั้งหมด ล้วนจำเป็นต้องนำข้อมูลจำนวนมากมารวมกัน ความรู้ทั่วไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ไม่มีงั้นหรือ?”
ชุยตงซานหมดคำพูด “น่าเบื่อ ก็แค่หาเรื่องชวนคุย เจ้าต้องคิดจริงจังด้วยหรือไง”
ชุยฉานได้รับกระบี่บินส่งข่าวอีกเล่มหนึ่งที่อำพรางตัวได้อย่างลึกล้ำ เหมือนกับกระบี่บินทุกเล่มก่อนหน้านี้ที่ไม่บินทะยานเหนือน่านฟ้าอันเป็นอาณาเขตของทะเลสาบซูเจี่ยน แต่ในหอเรือนสูงแห่งนี้จะมีตาน้ำพุเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นมา จากนั้นน้ำพุก็ไหลริน แล้วกระบี่บินก็พุ่งมาถึง ก่อนที่ตาน้ำพุจะสลายหายไป
นี่ย่อมเป็นกลไกลับที่สูงที่สุดของทางกองทัพต้าหลี เผาผลาญความคิดและจิตใจของผู้ฝึกตนสำนักโม่ต้าหลีไปเยอะมาก แน่นอนว่ารวมถึงเงินเทพเซียนในจำนวนที่น่าตะลึงด้วย
ชุยฉานยังไม่เปิดกระบี่บินอ่านเนื้อความในรายงานอยู่เหมือนเดิม เขาเอ่ยเนิบช้าว่า “มีมนุษย์เป็นรากฐาน ยังไม่ต้องพูดถึงพวกภูตผี เอาแค่อริยะสำนักศึกษาที่เฝ้าพิทักษ์พื้นที่หนึ่งที่จำเป็นต้องมีระดับขั้นสูง จากนั้นยังต้องคอยไปคิดถึงเรื่องของใต้หล้า เรื่องที่อยู่นอกเหนือจาก ‘มนุษย์’ นี่อยู่เหนือความรู้ของวิญญูชนไปแล้ว วิญญูชนแค่ต้องสร้างพระคุณต่อพื้นที่ของหนึ่งแคว้น แล้วค่อยไปวางแผนสำหรับหนึ่งทวีป จึงเป็นเหตุให้รากฐานในการหยัดยืนของวิญญูชนอยู่ที่ตัวของมนุษย์”
ชุยฉานกล่าวอีก “เฉินผิงอันคิดขอบเขตของวงกลมนี้ขึ้นมาได้ ไม่พูดถึงความรู้ที่มีก่อนหน้า พูดถึงแค่ความใหญ่เล็ก ส่วนอื่นๆ ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เหวยเลี่ยงผู้บัญชาการณ์ใหญ่แคว้นชิงหลวนเคยเสนอไว้ ซึ่งบอกว่ากฎหมายบนโลกจำเป็นต้องมีมนุษย์เป็นรากฐาน นี่หมายความว่าการใช้กฎหมายของคนกับภูตผีล้วนไม่เหมาะสมทั้งหมดทุกประการ”
ชุยตงซานเอ่ยถาม “ดังนั้นเจ้าถึงได้มองเหวยเลี่ยงลูกศิษย์สำนักนิติธรรมเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันครึ่งตัว?”
ชุยฉานพยักหน้ารับ “ก่อนจะเดินไปถึงสุดปลายทาง ยังพอจะถือว่าเส้นทางแตกต่างแต่เป้าหมายเดียวกัน อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมทฤษฎีคุณความชอบได้อีกด้วย”
ชุยฉานหันหน้ามายิ้มกล่าว “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมเจ้าไม่ขอให้ข้าช่วยปิดบังภาพเหตุการณ์ที่ท่าเรือ? ไม่กลัวว่าจะดึงดูดความสนใจที่ไม่จำเป็นหรอกหรือ?”
ชุยตงซานเดินเลียบไปรอบวงบ่อสายฟ้า ตอบอย่างง่ายๆ ว่า “ไม่จำเป็น ถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่พวกเราครุ่นคิดจนเข้าใจดีแล้ว นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับความสูงอย่างงานโต้วาทีสามลัทธิที่ซิ่วไฉเฒ่าเข้าร่วมสองครั้งในปีนั้นเลย ความรู้นี้ของเฉินผิงอันไม่ได้ทำให้ใครตกใจตายได้ ส่วนที่ทำให้คนตกใจตายได้อย่างแท้จริงยังคงเป็นถ้อยคำของซิ่วไฉเฒ่าที่ทำให้ร่างทองของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลัทธิพุทธ และขอบเขตไร้มลทินของจิตวิญญาณลัทธิเต๋าขวัญหนีแตกกระเจิงนั่นต่างหาก”
ดูเหมือนชุยฉานจะเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ “นี่ถือว่าเฉินผิงอันเดินมาถึงกึ่งกลางภูเขาแล้ว ในมือเขาหิ้วโคมไฟหนึ่งดวงที่แสงไฟส่ายไหวส่องสว่างทางสายเล็กใต้ฝ่าเท้า เจ้าและข้าไม่นับ เพราะได้ผลประโยชน์ไม่มาก ถ้าอย่างนั้นก็น่าเสียดายที่คนที่พบเห็นมีเพียงแค่จงขุยกับหร่วนซิ่วสองคนเท่านั้น”
ชุยตงซานหยุดเดิน ชำเลืองตามองม้วนภาพภูเขาและแม่น้ำที่คลี่ปูอยู่บนพื้นตรงหน้าชุยฉานแล้วพูดเหน็บแนม “คนอื่นๆ เห็นแล้วก็มีแต่จะรู้สึกว่าเกะกะสายตาเท่านั้น หากเป็นคนที่เห็นแล้วไม่เข้าใจเลยกลับจะดีกว่าหน่อย แต่ถ้าเป็นพวกที่เห็นแล้วเข้าใจกึ่งครึ่ง หรือก็คือพวกที่อยู่ตรงซ้ายมือสุดของครึ่งวงกลมด้านบน เห็นแล้วก็จะยิ่งใจไม่ดี เรื่องราวและจิตใจคนที่เป็นเช่นนี้ เฉินผิงอันล้วนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง กู้ช่าน ผู้ฝึกตนที่เฝ้าหน้าประตูของเกาะชิงเสีย เจ้าคิดว่าหากพวกเขาได้เห็นแล้วจะเป็นอย่างไร? มีแต่จะยิ่งหงุดหงิดใจก็เท่านั้น ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าความสุขและความทุกข์ในชีวิตคนล้วนถูกกำหนดมาแล้ว อย่างน้อยก็พูดถูกครึ่งหนึ่ง มดที่ต้องเกลือกกลิ้งอยู่ในดินโคลนก็ย่อมจะเป็นเช่นนั้นไปชั่วชีวิต คนที่ควรจะได้เห็นแสงสว่างน้อยนิดแล้วปีนออกมาจากหลุมอาจมก็ย่อมได้ปีนออกมา สลัดของเน่าเสียบนร่างทิ้ง เปลี่ยนจากเด็กบ้านนอกที่ภายนอกขาเปื้อนโคลนมาเป็นคุณชายผู้มีจิตใจสง่างาม ยกตัวอย่างเช่นหลูป๋ายเซี่ยงผู้นั้น”
สีหน้าของชุยฉานผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ
การพูดคุยระหว่างจิ้งจอกเฒ่าและจิ้งจอกน้อยที่ ‘เดิมทีเป็นคนคนเดียวกัน แต่ภายหลังจิตวิญญาณแยกจาก’ คู่นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ มองดูเหมือนสอดคล้องเข้ากันเป็นอย่างดี ความหมายในคำพูดล้วนจงใจกดระดับความสูงและความหมายของวงกลมบนท่าเรือของเฉินผิงอันเหมือนตั้งใจแต่ก็คล้ายไม่เจตนา
จากนั้นคนทั้งสองก็เงียบงันกันไป
ชุยฉานเริ่มทยอยเปิดกระบี่บินส่งข่าวทั้งสี่เล่มออกอ่าน
เนื่องจากเงินเทพเซียนที่ต้องใช้ในการประคับประคองให้กระบี่บินเล่มหนึ่ง ‘เดินทางผ่านรอยแยกของแม่น้ำแห่งกาลเวลา’ มหาศาลเกินไป ดังนั้นเนื้อหาของรายงานทุกฉบับจึงมักจะไม่ยาว ส่วนใหญ่จะใช้ถ้อยคำที่สั้นกระชับได้ใจความ
นี่ก็เป็นหนึ่งในผลลัพธ์จากการที่ชุยฉานมุ่งเน้นแก้ไขระบบความยืดยาดของวงการขุนนางหลังจากได้กลายเป็นราชครูต้าหลี
เขาพยายามจะใช้ถ้อยคำที่ขุนนางบุ๋นบู๊ของต้าหลีล้วนสามารถ ‘ฟังเข้าใจ’
ดูเหมือนว่าชุยฉานจะกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการกิจธุระบ้านเมือง
ชุยตงซานพลันเกิดแรงบันดาลใจ เขาท่องประโยคหนึ่งซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจเงียบๆ นั่นคือ ‘ถ้อยคำยิ่งใหญ่’ ที่ซิ่วไฉเฒ่าเคยพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพระใหญ่ท่านหนึ่งที่เดินทางไกลมาถึงใต้หล้าไพศาล
‘ใจข้าส่องสว่าง แล้วยังต้องพูดอะไรอีก’
หลังจากที่ชุยฉานจัดการเรียบเรียงรายงานทางการทหารทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วก็ไล่ตอบจดหมายไปทีละฉบับ
จากนั้นชุยฉานก็นั่งเงียบๆ ใช้วิธีมองภายในจมจ่อมอยู่กับทารกก่อกำเนิด ‘ชุยฉาน’ ที่อยู่ในจิตวิญญาณ เขานั่งอยู่บนพื้นของช่องโพรงแห่งชะตาชีวิต ขยับบิดวงโคจรของเส้นตรงของวงกลมบนท่าเรือนั้น ดังนั้นมันจึงกลายมาเป็นภาพปลาคู่หยินหยางที่ปีนั้นมรรคาจารย์เต๋าวาดไว้บนโลกมนุษย์
ครั้นจึงโบกชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ผลักวงกลมนี้ไปด้านข้างเบาๆ จากนั้นจึงหันกลับมามองวงกลมเดิมใหม่อีกครั้ง มองภาพที่ถูกแบ่งเป็นหกส่วนใหญ่ หกส่วน ตอนนั้นเฉินผิงอันเอ่ยว่าไม่มองจากสูงลงไปต่ำ แต่ให้เดินวนไปรอบวงกลม ถ้าเช่นนั้นก็จะมีแค่การแบ่งซ้ายกับขวาเท่านั้น เคลื่อนภูเขาพลิกมหาสมุทร โยกย้ายใจคน นี่เรียกว่าสังสารวัฏไม่หยุดนิ่ง!
ยิ่งมองทารกก่อกำนิดในหัวใจของชุยฉานก็ยิ่งสีหน้าเยียบเย็น
ทันใดนั้นชุยฉานก็กระชากจิตวิญญาณออกมา ลืมตาขึ้น นิ้วมือสองข้างในชายแขนเสื้อใหญ่ข้างหนึ่งทำมุทราอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดเริ่มต้นเป็นตัวอักษร ‘เหยา’
ชั่วขณะหนึ่งหลังจากนั้น
“ชุยตงซาน!”
“ชุยฉาน!”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!