เวลานี้เอง
วัตถุหยินเก้าตนที่ต้องตายอย่างอเนจอนาถ อีกทั้งเมื่อตายไปยังต้องเผชิญกับความทุกข์ตรมขมขื่น
มีทั้งความเดือดดาล ความกลัดกลุ้ม ความล่องลอย ความเศร้าโศก ความเคียดแค้น ความสงสัย ความตกตะลึงระคนดีใจ ความเย็นชา ความหวาดกลัว
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “พวกเจ้ามีความต้องการใดก่อนตายหรือไม่? มีเรื่องใดที่ยังทำไม่สำเร็จแต่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จหรือไม่? เพื่อตัวเอง เพื่อญาติ เพื่อสำนัก ล้วนสามารถพูดมาได้หมด ข้าจะพยายามช่วยทำตามความปรารถนาของพวกเจ้าให้เป็นจริง”
บนโต๊ะนอกจากสมุดบัญชีที่กองกันเป็นภูเขาแล้วยังมีน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่เอาไว้ดื่มเหล้าให้กระปรี้กระเปร่า รวมไปถึงยันต์กระดาษ ‘สาวงามหนังจิ้งจอก’ หกแผ่นที่สกุลสวี่นครลมเย็นตั้งใจสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน สามารถให้วัตถุหยินมาพักพิงอยู่ภายใน เดินท่องอยู่ในโลกคนเป็นด้วยลักษณะของหญิงสาวได้อย่างไร้อุปสรรค
เฉินผิงอันหยุดชะงักไปชั่วครู่ “หากสืบสาวกันไปถึงต้นตอแล้ว ข้าติดค้างพวกเจ้าจริง เพราะหนีชิวน้อยตัวนั้นของกู้ช่าน เป็นข้าที่มอบให้เขา ดังนั้นข้าถึงได้ตามหาตัวพวกเจ้า มาพูดคุยกับพวกเจ้า แต่อันที่จริงก็เหมือนว่าข้าไม่ได้ติดค้างอะไรพวกเจ้าเลย เพราะตำแหน่งที่พวกเราสองฝ่ายอยู่ในเวลานี้ก็คือทะเลสาบซูเจี่ยนแห่งนี้ พุทธศาสนามีเวรกรรม แน่นอนว่าข้าเองก็มี แต่กลับไม่มาก ชีวิตนี้ทุกข์ยากเพราะผลกรรมในอดีตชาติ นี่ก็คือคำเอ่ยดั้งเดิมของลัทธิพุทธ หากอิงตามหลักความรู้ของสำนักนิติธรรม นี่ก็ยิ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับข้าเลย อิงตามวิธีการฝึกตนของลัทธิเต๋า ขอแค่ตัดขาดเรื่องทางโลก ออกห่างจากโลกีย์เพื่อแสวงหามรรคาอย่างเงียบสงบ ก็ยิ่งไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ข้ากลับไม่รู้สึกว่าทำอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ดังนั้นข้าจึงจะพยายามอย่างเต็มที่”
ไม่มีใครเปิดปากพูดก่อน
ในห้อง ทั้งคนเป็นและคนตายพากันจมเข้าสู่ความเงียบอันยาวนาน
ไม่ว่าวัตถุหยินเหล่านั้นจะมีอารมณ์และความรู้สึกเช่นไร เมื่อพวกมันเห็นคนหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะผู้นั้น มองนักบัญชีในสายตาของพวกมันก็คล้ายว่าจะมองเห็นอารมณ์ที่แตกต่างไปจากเหล่าวัตถุหยินที่อยู่ข้างกาย
ประหนึ่งส่องกระจก
ทั้งสุขและทุกข์ผสมปนเปกัน
แม่นางเปิดสาบเสื้อคนหนึ่งพลันตวาดเสียงกร้าว “ข้าต้องการให้เจ้าชดใช้ด้วยชีวิต เจ้าทำได้หรือไม่?!”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “แน่นอนว่าทำไม่ได้”
นางหัวเราะเสียงเหี้ยม “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะแสร้งทำเป็นคนดี เป็นวิญญูชนจอมปลอมไปไย?! เจ้ามันสมควรตาย สมควรตายไปพร้อมกับเจ้าเศษสวะกู้ช่านผู้นั้น ตายอย่างไร้ที่ฝัง เหลือเพียงเถ้าธุลี!”
เฉินผิงอันมองนาง
ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว ความโกรธแค้นถูกฝังลึกเข้าถึงกระดูก เพียงแต่ว่าขณะที่นางคิดจะพุ่งตัวออกไปจากแผ่นหินสีเขียวก็เหมือนชนเข้ากับกำแพง กระเด็นหวือกลับมาด้านหลังดังปัง นางที่ล้มลงพยายามจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่กำแพงไร้รูปลักษณ์นั่นอีกครั้ง กางนิ้วทั้งห้าออก ใช้เล็บกรีดครูดประตูที่มองไม่เห็นอย่างบ้าคลั่ง สีหน้าท่าทางเหมือนคนเสียสติ “ข้าตายแล้ว เจ้าก็ต้องไม่ได้ตายดี เจ้ามาทำตัวเสแสร้งอยู่ตรงนี้ สมควรตายที่สุด สมควรตายยิ่งกว่ากู้ช่านผู้นั้นเสียอีก…”
สุดท้ายนางทรุดลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน วัตถุหยินอีกแปดตนที่เหลือบนแผ่นหินสีเขียวต่างก็พากันถอยหลังก้าวหนึ่งแทบจะพร้อมเพรียงกัน
เฉินผิงอันเดินอ้อมโต๊ะหนังสือมาหยุดอยู่นอกแผ่นหิน ทรุดตัวลงนั่งยอง
นางเงยหน้าขึ้น “ข้าก็แค่ไม่อยากตาย ข้าอยากมีชีวิตอยู่ ข้าผิดหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ไม่ผิด”
เฉินผิงอันนั่งลงขัดสมาธิ เอ่ยเบาๆ ว่า “เจ้าชื่อไป๋หลีฉ่าว ชื่อเดิมคือไป๋เหมยเอ๋อร์ ตอนมีชีวิตอยู่คือผู้ฝึกตนขอบเขตสาม มีชาติกำเนิดมาจากตรอกผิงจื่อของเขตการปกครองกูซูแคว้นสือหาว มีสัญญาหมั้นหมายมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ปีที่เจ้าอายุสิบสี่ก็ถูกผู้ฝึกตนของห้องตกปลาเกาะชิงเสียค้นพบว่ามีคุณสมบัติในการฝึกตน จึงใช้เงินสามร้อยตำลึงซื้อตัวเจ้ามาจากพ่อแม่ สุดท้ายพ่อแม่ของเจ้าเปลี่ยนใจ ต้องการเงินเพิ่มอีกสามร้อยตำลึง ผลกลับถูกผู้ฝึกตนสังหารจนสิ้นต่อหน้าต่อตาเจ้า มาถึงเกาะชิงเสียก็ถูกผู้ถวายงานอันดับหนึ่งหมายตา รับตัวไปเป็นแม่นางเปิดสาบเสื้อ เจ้ารังเกียจที่ชื่อไป๋เหมยเอ๋อร์นี้ไม่ไพเราะ จึงเปลี่ยนเป็นไป๋หลีฉ่าว ด้วยเรื่องนี้ยังจ่ายเงินเกล็ดหิมะสิบสองเหรียญเพื่อเปลี่ยนชื่อที่ห้องควันธูป สุดท้ายตายด้วยน้ำมือของผู้ใต้บังคับบัญชากู้ช่านอย่างหนีชิวตัวนั้น สภาพศพอเนจอนาถน่าสังเวช เจ้ายังเหลือทิฐิและความยึดติดสูง สามจิตหกวิญญาณจึงสามารถรักษาไว้ได้เกินครึ่ง อีกทั้งยังถูกผู้ฝึกตนผีหม่าหย่วนจื้อของจวนจูเสียนพาตัวไปกักขังอยู่ในบ่อน้ำ คิดจะเลี้ยงเจ้าให้เป็นทหารผีตนหนึ่ง สุดท้ายข้าพาเจ้าออกมาจากบ่อน้ำ เข้ามาอยู่ในตำหนักพญายมราช”
นางเช็ดน้ำตา “เจ้าสามารถจัดการข้าได้ตามใจชอบ แต่หากกู้ช่านไม่ตาย ข้าก็ตายตาไม่หลับ! ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ข้าก็จะจดจำเขากู้ช่านเอาไว้…”
สายตาของนางเด็ดเดี่ยว “ยังมีเจ้าอีกคน! เจ้ามีวิชาอภินิหารยิ่งใหญ่นักไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าไม่ทำลายจิตวิญญาณของข้าให้แหลกสลายไปตรงๆ เสียเลยเล่า เมื่อตามองไม่เห็นจิตใจของเจ้าก็จะไม่ได้หงุดหงิด!”
เฉินผิงอันส่ายหน้า
ลุกขึ้นยืน
วัตถุหยินอายุน้อยที่มีสถานะเป็นแม่นางเปิดสาบเสื้อเช่นเดียวกันอีกตนหนึ่งเปิดปากเอ่ยขึ้นอย่างขลาดๆ “ต่อให้ต้องอยู่บนโลกด้วยร่างของวัตถุหยิน ข้าก็ยินดี อีกอย่างวันหน้าขอให้ไม่ต้องทนรับความเจ็บปวดทรมานทางจิตวิญญาณอีกแล้วได้ไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ “ได้สิ หากยังมีความปรารถนาอะไรอีก เมื่อคิดได้แล้วก็มาบอกข้า”
นางพลันลิงโลด นางที่รูปโฉมงดงามละมุนละไมยอบกายคารวะเฉินผิงอัน
สตรีวัตถุหยินตนหนึ่งที่เดิมทีมีสีหน้าเย็นชาชี้ไปยังตำหนักพญายมราชที่วางอยู่บนโต๊ะ “ข้าอยากไปเกิดใหม่ ไม่ต้องมาถูกกักขังอยู่ในสถานที่บ้าๆ แบบนี้อีก เจ้าทำได้ไหม?”
เฉินผิงอันกล่าว “ปล่อยให้เจ้าไปจุติใหม่ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ข้าไม่อาจรับรองได้ว่าเจ้าจะได้ไปเกิดเป็นคนอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติหน้าจะได้เสวยสุขหรือไม่ ข้าก็ยิ่งไม่อาจรับรองได้ ข้าได้แต่รับปากเจ้าว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะประกอบพิธีกรรมใหญ่ของลัทธิพุทธและลัทธิเต๋าให้เจ้าพร้อมกับวัตถุหยินที่เลือกแบบเดียวกับเจ้า ช่วยขอพรให้แก่พวกเจ้า นอกจากนี้ข้ายังจะพยายามเพิ่มคุณความดีของพวกเจ้าตามกฎเกณฑ์ของบนภูเขา ยกตัวอย่างเช่นข้าจะใช้ชื่อของพวกเจ้าไปตั้งโรงทานแจกอาหารช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากไร้ของแคว้นสือหาวที่เวลานี้เต็มไปด้วยสงครามวุ่นวาย เรื่องที่ข้าสามารถทำได้มีไม่น้อย”
นางอึ้งตะลึงไปเล็กน้อย แล้วก็คล้ายจะเปลี่ยนความคิด “ขอข้าคิดดูอีกหน่อย ได้ไหม?”
เฉินผิงอันอืมรับหนึ่งที “แน่นอน”
นางพลันถามว่า “เจ้าก็รู้ด้วยหรือว่าข้าชื่ออะไร?”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!