กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! นิยาย บท 442

ต่อให้เป็นคนเก่าแก่ของทะเลสาบซูเจี่ยนอย่างจางเย่ก็ยังคิดไม่ถึงว่าหิมะครั้งนี้จะไม่เพียงแต่ตกหนัก ยังตกนานถึงเพียงนี้

พลังอำนาจที่พุ่งมาอย่างดุดันขุมนั้นราวกับจะชักดึงน้ำในทะเลสาบซูเจี่ยนให้สูงขึ้นไปอีกหนึ่งฉื่อ

หิมะตกหนักเป็นลางบอกว่าผลเก็บเกี่ยวจะอุดมสมบูรณ์

นี่ไม่เพียงแต่เป็นคำกล่าวในหมู่ชาวบ้านร้านตลาดเท่านั้น ในสายตาของผู้ฝึกตนอิสระหลายหมื่นคนของทะเลสาบซูเจี่ยนก็ใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน ฝนหิมะและน้ำค้าง น้ำที่ไร้ต้นตอเหล่านี้ สำหรับปราณวิญญาณและโชคชะตาน้ำของทะเลสาบซูเจี่ยนแล้วย่อมต้องมีแต่ผลประโยชน์ เกาะมากมายคงนึกอยากให้หิมะใหญ่นี้ตกลงมาใส่หัวตัวเองคนเดียวเท่านั้น เพราะที่ตกลงมาไม่ใช่เกล็ดหิมะ แต่เป็นเงินเกล็ดหิมะ เงินเทพเซียนกองใหญ่

ในความเป็นจริงแล้วได้มีผู้ฝึกตนเซียนดินจำนวนไม่น้อยที่ขึ้นไปร่ายเวทอภินิหารบนท้องฟ้า ใช้ความสามารถของใครของมันมาช่วงชิงผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงให้แก่เกาะของตัวเอง

วันตงจื้อนี้ (หรือวันเหมายัน เป็นวันที่ซีกโลกเหนือเส้นศูนย์สูตรมีกลางคืนยาวที่สุดและกลางวันสั้นที่สุด) ตามประเพณีท้องถิ่นแล้ว จวนชุนถิงจะต้องห่อเกี๊ยว

หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ในที่สุดหนีชิวน้อยก็สามารถระงับอากาศบาดเจ็บกลับขึ้นมาบนฝั่งได้อีกครั้ง และวันนี้ก็ถูกกู้ช่านใช้ให้มาตามเฉินผิงอันไปกินเกี๊ยวที่จวน ตอนที่สั่งความ กู้ช่านกำลังง่วนช่วยงานมารดาของตัวเองอยู่ในห้องครัว ตอนนี้ห้องครัวของจวนชุนถิงใหญ่กว่าบ้านบรรพบุรุษของทั้งกู้ช่านและเฉินผิงอันในตรอกหนีผิงสองหลังรวมกันเสียอีก

ระหว่างที่เดินอยู่บนทางภูเขา หนีชิวน้อยก็ประหลาดใจมากเหมือนกัน กู้ช่านบอกว่าเฉินผิงอันอาจจะมอบของสิ่งหนึ่งให้กับตน จะเป็นอะไรกันแน่นะ?

ได้ยินมาว่าช่วงสิบวันที่ผ่านมานี้เฉินผิงอันเก็บตัวเงียบ แทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือน บางครั้งที่ปรากฎตัวก็แค่เปิดประตูออกมองทัศนียภาพของทะเลสาบในวันที่หิมะตกหนักเท่านั้น ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วทะเลสาบซูเจี่ยน

นางยังคงหวาดกลัวเฉินผิงอันอยู่เล็กน้อย

ครั้งแรกที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในนครน้ำบ่อ เป็นความหวาดกลัวทางสัญชาตญาณที่เกี่ยวพันกับรากฐานมหามรรคาของตัวเอง หลังจากเฉินผิงอันเปิดศึกกับหลิวเหล่าเฉิง หนีชิวน้อยที่เฉินผิงอันตั้งชื่อให้ว่าถานเซวี่ยก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่

นางยังคงชื่นชอบเจ้านายอย่างกู้ช่านจากใจจริง แล้วก็รู้สึกโชคดีมาโดยตลอดที่ปีนั้นเฉินผิงอันมอบตนให้กับกู้ช่าน

หากอยู่ข้างกายเฉินผิงอัน ทุกวันนี้นางคงต้องสงบเสงี่ยมสำรวมตน

พอมาถึงเรือนหลังนั้น นางก็เคาะประตูเบาๆ

น้ำเสียงแหบพร่าของเฉินผิงอันดังมาจากข้างใน “ประตูไม่ได้ลงกลอน เข้ามาเถอะ ระวังอย่าเหยียบหินสีเขียวให้เสียหาย”

นางเปิดประตู ไอความเย็นที่สะสมมาจากหิมะซึ่งตกกระหน่ำอยู่นอกประตูพากันกรูเข้ามาในห้อง

แรกเริ่มนางยังไม่ทันสังเกต นางรู้สึกชื่นชอบและใกล้ชิดกับอากาศหนาวเย็นของในสี่ฤดูกาลมาตั้งแต่เกิด เพียงแต่เมื่อนางเห็นว่าเฉินผิงอันที่นั่งหน้าซีดขาวอยู่หลังโต๊ะเริ่มไอ นางก็รีบปิดประตูลง เดินอ้อมแผ่นหินสีเขียวที่ใหญ่เหมือนผืนพรมในห้องหนังสือของจวนกู้ช่าน ขยับเข้าไปยืนใกล้โต๊ะหนังสืออย่างขลาดกลัว “นายท่าน กู้ช่านให้ข้ามาเรียกท่านไปกินเกี๊ยวที่จวนชุนถิง”

เฉินผิงอันหยุดมือที่เขียนพู่กันลงแล้ว บนหัวเข่าวางเตาถ่านอุ่นมือที่ถักด้วยไม้ไผ่ล้อมอ่างทองแดงไว้ตรงกลางซึ่งเขาทำเอง ฝ่ามือของมือทั้งสองข้างล้วนต้องอาศัยไอร้อนจากถ่านมาขับไล่ความหนาว เอ่ยขออภัยว่า “ข้าคงไม่ไปแล้ว เจ้าช่วยขอโทษกู้ช่านกับท่านอาหญิงแทนข้าสักคำ”

นางเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน “หากท่านกังวลกับลมหิมะที่พัดอยู่ข้างนอก ถานเซวี่ยสามารถช่วยท่านได้”

เฉินผิงอันส่ายหน้า “ช่างเถิด”

นางยังอยากจะพูดอะไรต่อ เพียงแต่เมื่อนางมองดวงตาคู่นั้นของเฉินผิงอันก็ล้มเลิกความคิดทันที

เฉินผิงอันถามว่า “รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงตั้งชื่อเจ้าว่าถานเซวี่ย?”

นางส่ายหน้า

เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้า “น้ำแข็งและถ่านไม่อาจอยู่ร่วมเตา นี่คือหลักการที่แม้แต่เด็กน้อยก็ยังเข้าใจ ถูกไหม?”

นางพยักหน้า

เฉินผิงอันกล่าวต่อว่า “ดังนั้นน้ำแข็งและถ่าน (ถานเซวี่ย) อยู่ร่วมเตา ทั้งยังใกล้ชิดสนิทสนมกันจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างถึงที่สุด นี่คือเหตุผลข้อหนึ่ง และยังมีอีกเหตุผลที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวของข้า เพราะเมื่อพบเจอเจ้าก็จะเป็นการเตือนตัวข้าว่า การมอบเจ้าให้กับกู้ช่านในอดีตนั้นถือเป็นการกระทำที่เรียกว่าส่งถ่านท่ามกลางหิมะจริงๆ ถ้าหาก…”

เฉินผิงอันหยุดพูด ยกมือข้างหนึ่งที่วางไว้บนเตาอุ่นมือขึ้นมาหยิบมีดแกะสลักที่วางไว้บนโต๊ะ

การกระทำนี้ทำให้ถานเซวี่ยที่เป็นผู้ฝึกตนก่อกำเนิดซึ่งแม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่อูฐที่ผอมตายก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า ยังอดหนังตากระตุกไม่ได้

บนโต๊ะวางดาบไม้ไผ่และฝักไม้ไผ่ที่เพิ่งจะทำเสร็จเมื่อคืนวาน เดิมทีคิดจะให้เจิงเย่ที่ชอบทัศนียภาพยามหิมะตกไปที่เกาะไม้ไผ่ม่วงเพื่อขอหรือซื้อไม้ไผ่มาเพิ่มสักลำ เพียงแต่พอคิดว่าดาบไม้ไผ่ต้องใช้ไผ่เขียวถึงจะดูดีกว่า หากห้อยดาบและฝักที่ทำจากไม้ไผ่ม่วงไว้ตรงเอวสีสันจะดูฉูดฉาดไปสักหน่อย เลยเปลี่ยนความคิด ให้เจิงเย่ไปฟันไม้ไผ่เขียวลำหนึ่งของเกาะชิงเสียกลับมา เฉินผิงอันทำดาบและฝักดาบทั้งคืน เศษชิ้นส่วนไม้ไผ่ที่เหลืออีกมากก็ถูกเฉินผิงอันนำมาเหลาเป็นแผ่นไม้ไผ่เล็กๆ หนึ่งกอง บนโต๊ะจึงวางแผ่นไม้ไผ่ว่างเปล่าที่ไม่ได้สลักตัวอักษรใดๆ ลงไปอยู่หลายแผ่น เพียงแต่ว่าไม่เหมือนกับแผ่นไม้ไผ่ก่อนหน้านี้ที่สลักตัวอักษรเอาไว้ แผ่นไม้ไผ่ที่ทำขึ้นใหม่บนเกาะชิงเสียเหล่านี้ไม่ได้มีขนาดเท่ากันทั้งหมด แต่สั้นยาวไม่เท่ากัน หนาบางแตกต่างกันไป

เวลานี้เฉินผิงอันหยิบมีดแกะสลักเล่มที่เจ้าของร้านในเมืองหลวงต้าสุยแถมให้ขึ้นมา แล้วเลือกเอาแผ่นไม้ไผ่ที่ยาวที่สุดแผ่นหนึ่งมา ใช้มีดปาดตรงกลางแผ่นไม้ไผ่เบาๆ แบ่งแผ่นไม้ไผ่ออกเป็นสองท่อนที่สั้นและยาวต่างกัน จากนั้นก็บั่นแผ่นไม้ไผ่ส่วนที่ยาวครั้งแล้วครั้งเล่า ช่องว่างระหว่างรอยบั่นจึงมองดูเหมือนปล้องของลำไม้ไผ่เขียว

ในตรอกเล็กที่ควันจากการหุงหาอาหารลอยอบอวล ข้างคันนาที่แสงแดดเหนือศีรษะแผดแรงสูง ระหว่างบ้านบรรพบุรุษสองหลังของตรอกหนีผิง จวนชุนถิงที่โอ่อ่ามลังเมลือง ทะเลสาบซูเจี่ยนสถานที่ที่ไร้กฎเกณฑ์

แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าเฉินผิงอันกำลังทำอะไรหรือกำลังคิดอะไรส่งเดชอยู่ แต่พอเห็นภาพนี้ถานเซวี่ยก็ยังอดอกสั่นขวัญผวาไม่ได้

ทายาทของมังกรที่แท้จริงที่ต่อให้จะเผชิญหน้ากับหลิวเหล่าเฉิงก็ยังไร้ซึ่งความหวาดกลัวตนนี้เหมือนเด็กทำผิดที่กำลังจะถูกลงโทษ เผชิญหน้ากับอาจารย์ในโรงเรียนที่กำลังคิดบัญชีย้อนหลังกับตน รอจะโดนไม้เรียวฟาดลงบนฝ่ามือ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!