หนิงเหยาเหยียบลงบนหลังเท้าของเฉินผิงอันแล้วบิดปลายเท้าขยี้หนึ่งที
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้ายอมแพ้ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะหุบปาก”
เจ้าเยี่ยนอ้วนรู้สึกว่าพี่น้องคนดีท่านนี้คือยอดฝีมือโดยแท้
เฉินซานชิวยิ้มเอ่ย “เอาล่ะๆ ให้เฉินผิงอันพักรักษาตัวดีๆ เถอะ ใช่แล้ว เฉินผิงอัน มีเวลาว่างก็ไปนั่งเล่นที่บ้านข้าสิ”
ต่งฮว่าฝูเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก เขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “บ้านข้าอย่าไปเลย หากไปจริงๆ พี่สาวและท่านแม่ข้าต้องทำให้เจ้ารำคาญตายแน่ ข้ารับรองว่าเหนื่อยใจไม่ไปน้อยกว่าตอนที่เจ้ารับมือกับผังหยวนจี้แน่นอน”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
คนทั้งสี่เพิ่งจะออกมาจากศาลาบนยอดเขา ป๋ายหมัวมัวที่ยืนอยู่ด้านล่างก็ยิ้มเอ่ยว่า “เมื่อครู่แม่หนูลวี่ตวนมาที่หน้าประตูใหญ่ บอกว่าจะกราบคุณชายเฉินเป็นอาจารย์ขอเล่าเรียนวิชา ต้องเรียนรู้เอาวิชาหมัดอันเลิศล้ำของคุณชายเฉินไปให้ได้นางถึงจะยอมเลิกรา ไม่อย่างนั้นนางก็จะนั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูจนกว่าคุณชายเฉินจะตอบตกลง ดูจากท่าทางแล้วมีความจริงใจอย่างมาก ระหว่างที่เดินทางมายังซื้อขนมมาด้วยหลายถุง ยังดีที่ถูกแม่นางต่งลากตัวไปแล้ว แต่ว่าด้วยความคิดในหัวสมองน้อยๆ ของแม่หนูลวี่ตวนนั่น คาดว่าวันหน้าจวนหนิงของพวกเราคงไม่สงบสุขแล้ว”
เยี่ยนจั๋วและเฉินซานชิวต่างก็ทำท่ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
นังหนูนั่นพวกเขาล้วนรู้จักดี นางก็คือผีขี้ตอแยที่ขึ้นชื่อนักล่ะ
หนิงเหยาเอ่ย “ลากเข้ามาซ้อมสักรอบก็ว่าง่ายขึ้นแล้ว”
เฉินผิงอันไม่เอ่ยอะไร
หลังจากพวกเฉินซานชิวออกจากประตูใหญ่ของจวนหนิงไปแล้วก็ไม่ได้แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน แต่ไปดื่มเหล้าที่ร้านตามความเคยชิน
ในศาลาจึงเหลือแค่เฉินผิงอันและหนิงเหยา
เฉินผิงอันเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เป็นไร เจ้าเองก็วางใจได้แล้ว”
หนิงเหยาแค่นเสียงหึในลำคอ
เฉินผิงอันเอนหลังพิงราวรั้ว แหงนหน้าขึ้น “ข้าชอบที่นี่มากจริงๆ นะ”
หนิงเหยายื่นสองนิ้วมาคีบชายแขนเสื้อข้างซ้ายของเฉินผิงอันขึ้นเบาๆ แล้วเหลือบตามามอง “วันหน้าอย่าอวดเก่งอีก คนเราคำนวณหมื่นครั้ง แต่ก็ยังไม่สู้ฟ้าลิขิตครั้งเดียว หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นล่ะ?”
หนิงเหยาปล่อยชายแขนเสื้อของเขาลง เอ่ยว่า “จะไม่ไปพบจั่วโย่วที่อยู่บนหัวกำแพงเมืองจริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “ไปพบผู้เฒ่าเซียนกระบี่ใหญ่ก่อนค่อยว่ากันเถอะ แล้วนับประสาอะไรกับที่ผู้อาวุโสจั่วจะยินดีพบหน้าข้าหรือไม่ก็ยังไม่แน่”
หนิงเหยาพลันเอ่ยว่า “ครั้งนี้ไปพบท่านปู่เฉิน จึงจะเป็นการถามกระบี่ที่อันตรายมากที่สุด ง่ายที่จะเป็นการวาดงูเติมขา นี่เป็นเรื่องที่เจ้าต้องระวังแล้วระวังอีก”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ
หนิงเหยาถาม “เมื่อไหร่ถึงจะไปกำแพงเมืองปราณกระบี่?”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ไม่รีบร้อน หากไปเร็วเกิน ผังหยวนจี้กับฉีโซ่ว โดยเฉพาะพวกผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาจะเสียหน้าอย่างมาก”
หนิงเหยาขมวดคิ้ว “คิดมากขนาดนั้นไปทำไม เจ้าเองก็บอกแล้วว่า ที่นี่คือกำแพงเมืองปราณกระบี่ ไม่มีอะไรวกวนอ้อมค้อมขนาดนั้น เสียหน้า ก็ล้วนเป็นพวกเขาที่รนหาที่เอง มีหน้ามีตา ก็เป็นสิ่งที่เจ้าช่วงชิงมาด้วยความสามารถของตัวเอง”
เฉินผิงอันเอ่ย “ชินแล้วล่ะ หากเจ้าคิดว่าไม่ดี วันหน้าข้าก็จะปรับปรุงตัวเอง นอกจากเรื่องบางเรื่อง ก็ไม่มีอะไรที่ข้าเปลี่ยนไม่ได้ เรื่องที่ไม่มีทางเปลี่ยน กับความเคยชินที่ไม่ว่าอะไรก็เปลี่ยนได้นี้ ก็คือเหตุผลที่ทำให้ข้าเดินทีละก้าวจนมาถึงที่นี่ได้”
หนิงเหยามองเฉินผิงอันที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือของตัวเอง
เฉินผิงอันจึงรีบลุกขึ้นยืน ขยับมานั่งฝั่งขวามือของหนิงเหยาทันที
หนิงเหยาไม่ได้เอ่ยอะไร เฉินผิงอันกุมมือของนางไว้เบาๆ หลับตาลง เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
……
สามวันต่อมา
หัวกำแพงของกำแพงเมืองปราณกระบี่และในนครแห่งนี้ล้วนพูดคุยเรื่องของคนหนุ่มแห่งจวนหนิงกันมาสามวันเต็มแล้ว
ท่ามกลางม่านราตรี เฉินผิงอันไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่เพียงลำพัง ได้เห็นกระท่อมน้อยใหญ่สองหลังที่คุ้นเคยนั้น เฉินผิงอันก็เก็บเรือยันต์ใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ ยิ้มกล่าวว่า “ผู้น้อยคารวะผู้เฒ่าเซียนกระบี่ใหญ่”
เฉินชิงตูที่ยืนอยู่บนหัวกำแพงพยักหน้าเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะปลาบปลื้ม “ไม่ละโมบในผลประโยชน์เล็กๆ จากฟ้าดิน ก็คือเงื่อนไขใหญ่ที่จะทำให้ผู้ฝึกตนเดินขึ้นสู่ที่สูงไปได้ไกลมากขึ้น แม่หนูหนิงไม่ได้มาด้วย ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงจะมาคุยเรื่องเป็นการเป็นงานกับข้าสินะ?”
เฉินผิงอันกำลังสองจิตสองใจว่า สองเรื่องใหญ่นี้ เขาควรจะพูดเรื่องไหนก่อนดี
เฉินชิงตูยิ้มกล่าว “เดินไปคุยกันไป มีอะไรก็พูดมาตามตรง”
เฉินผิงอันลังเลอยู่อีกครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงเบาว่า “ผู้อาวุโส ท่านมองเห็นจุดจบนั้นแล้วใช่ไหม?”
เฉินชิงตูอืมรับหนึ่งที “กำลังคำนวณเวลา”
เฉินผิงอันถามอีก “ผู้อาวุโส ท่านเคยคิดจะพาผู้ฝึกกระบี่ทั้งหมดย้อนกลับไปที่ใต้หล้าไพศาลบ้างหรือไม่?”
เฉินชิงตูยิ้มตอบ “แน่นอนว่าเคย”
เฉินผิงอันสีหน้าซีดเผือด
เฉินชิงตูสืบเท้าเดินเนิบนาบ เอ่ยเนิบช้า “กาลเวลายาวนานเป็นหมื่นปี ข้าเคยเจอคนต่างถิ่น คนหนุ่มที่น่าสนใจมากมาส่วนหนึ่ง ช่วงไม่นานมานี้ก็คือจั่วโย่วที่วิชากระบี่ดีมาก เมื่อหลายปีก่อนก็คือเด็กหนุ่มเฉาสือคนนั้น ก่อนหน้านั้นอีกหน่อยก็คืออาเหลียง ขยับไปอีกหน่อยก็คือเฉินฉุนอันผู้รอบรู้แห่งทักษินาตยทวีป ขยับไปอีกก็คือบัณฑิตคนหนึ่งของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ตอนนั้นยังเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและปณิธานอันฮึกเหิม ไม่มีท่าทางทอดอาลัยแม้แต่น้อย ก่อนหน้านั้นก็ยังพอมีอีกส่วนหนึ่ง รวมๆ กันแล้วก็ประมาณสิบคนกระมัง ทุกครั้งที่ได้พบพวกเขา ข้าก็จะไม่รู้สึกผิดหวังต่อใต้หล้าไพศาลมากขนาดนั้นอีกแล้ว แต่อาศัยแค่คนหนุ่มที่ถือว่าเป็นคนต่างถิ่นมาตั้งนานแล้วพวกนี้ จะได้อย่างไร? คนและเรื่องราวที่ทำให้คนผิดหวัง มีมากมายเกินไปจริงๆ”
เฉินชิงตูยกสองมือขึ้น แบฝ่ามือออกประหนึ่งสองด้านของตาชั่ง เขาพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ที่ใต้หล้าไพศาล บรรพบุรุษผู้บุกเบิกภูเขาของสำนักอาคมเคยมาพบข้า ถือเป็นการใช้เต๋าถามกระบี่ได้อยู่กระมัง คนหนุ่มนี่นะ ล้วนมีปณิธานสูงส่งยาวไกล ยินดีจะเอ่ยถ้อยคำยิ่งใหญ่ทรงพลังอยู่เสมอ”
แล้วเฉินชิงตูก็หัวเราะ “บางเรื่องเขาก็รู้สึกว่าหลักการเหตุผลที่ใหญ่ที่สุดสามารถกลายมาเป็นไม้ใหญ่ กลายมาเป็นรากฐานที่จะไม่ถูกวิถีทางโลก ธรรมเนียมปฏิบัติของคนบนโลกผลักดันให้สั่นคลอน แต่ในสายตาข้า อันที่จริงกลับไร้เดียงสานัก แต่คำพูดที่ไม่ตั้งใจบางอย่างก็ถือว่าไม่เลว เมื่อวิถีทางโลกแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา น้ำหนักก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ หยั่งรากลงในโลกมนุษย์ลึกขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าเขาในเวลานั้นยังตระหนักไม่ถึงก็เท่านั้น ก็ดีเหมือนกัน ถึงได้มีพื้นที่เหลือให้แตกกิ่งก้านสาขาในภายหลังอย่างไรเล่า”
เฉินชิงตูชี้ไปยังใต้หล้าเปลี่ยวร้างที่อยู่ทางทิศใต้ “ที่นั่นเคยมีบรรพบุรุษใหญ่ของเผ่าปีศาจเสนอความคิดหนึ่ง ให้ข้ามาลองพิจารณาดู เฉินผิงอัน เจ้าลองเดาดูสิ”
เฉินผิงอันเอ่ย “ใต้หล้าเปลี่ยวร้างเป็นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ใต้หล้าไพศาลเป็นของพวกเขาเผ่าปีศาจ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!