หนานกงเย่เปลี่ยนน้ำเช็ดตัวหลายหน สั่งให้ข้ารับใช้เตรียมยาสมุนไพรลดไข้ให้ฉีเฟยอวิ๋น
ฉีเฟยอวิ๋นดื่มยาแล้ว ทว่าไข้ยังไม่ลด หนานกงเย่อุ้มนางไปยังเตียง ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งคืน ทายที่สุดไข้ของฉีเฟยอวิ๋นก็ลดลง
ทว่าตื่นขึ้นมายามเช้าพลันเห็นสีหน้าหนานกงเย่บูดเบี้ยว ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของพวกทังเหอแน่นอน
ดังคาด หนานกงเย่เอ่ยถามยามรับประทานอาหารเช้า "ข้ายังไม่เคยเจอมู่หรง ทั้งยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้ในเมืองหลวงและนอกเมืองหลวงเลย พระชายาแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อย"
มือของฉีเฟยอวิ๋นสั่นเทา เกือบกินข้าวไม่ลง เงยหน้ามองหนานกงเย่ที่ใบหน้าเย็นยะเยือก กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า "หากข้าพูด ท่านอ๋องจะเชื่อไหม?"
"พระชายาไม่พูด จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เชื่อ?"
ครั้งแรกที่ฉีเฟยอวิ๋นเจอคนที่รับมือยากปานนี้ ครุ่นคิดดูแล้วก็รู้สึกว่าควรทานข้าวก่อน จากนั้นก็ค่อยว่ากัน
"พระชายาไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาจริงๆ" หนานกงเย่วางตะเกียบลง ไม่กินข้าวแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นกลับกินอิ่มแปล้แล้วจึงจะลุกขึ้น
"ท่านอ๋องพวกเราออกไปเดินเล่นกันเพคะ" ฉีเฟยอวิ๋นไม่เป็นกระไรแล้ว ทว่าพึ่งหายดี เห็นนางอยากออกไปเดินเล่น หนานกงเย่จึงรู้สึกเป็นห่วงเล็กน้อย
จากใบหน้าที่มืดครึ้มของเขา บัดนี้ทุเลาลงมากแล้ว "ไม่ใช่พึ่งหายดีหรอกหรือ ออกไปทำไม?"
"ท่านอ๋อง เป็นหวัดแล้วก็ต้องออกไปเดินเล่นให้พองามนะเพคะ" ฉีเฟยอวิ๋นมองหงเถา หงเถาหยิบผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์มาสวมให้ฉีเฟยอวิ๋น
อากาศเริ่มอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องสวมใส่อาภรณ์หนา ทว่าคนป่วยออดๆแอดๆอย่างนางยังต้องใส่เยอะหน่อย
หนานกงเย่ก็คลุมเสื้อคลุมแล้วตามไปด้วย พอถึงประตู ฉีเฟยอวิ๋นเป็นฝ่ายจูงมือหนานกงเย่เอง อยากเดินกับเขาด้วยกัน
หนานกงเย่พลิกมือกลับมาจับมือของนาง ก่อนจะปล่อยแขนเสื้อบดบังมือของทั้งคู่
แม้อากาศยังคงเย็นอยู่ ทว่าแขนเสื้อของเขาก็เย็บมาจากขนสัตว์ พอปล่อยลงก็ให้ความอบอุ่นได้พอดี
ฉีเฟยอวิ๋นก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าแขนเสื้อของเขาทำมาจากขนสัตว์อะไร พอปล่อยก็รู้สึกอบอุ่นทันที บวกกับมือของหนานกงเย่ที่อุ่นอยู่แล้ว ทำให้นางไม่รู้สึกหนาวเลย
หลังจากจวนอ๋องเย่มาแล้ว ทั้งสองก็เดินไปยังทิศทางจวนแม่ทัพ เพราะฉีเฟยอวิ๋นคิดอยากกลับไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย
พอร่างกายอ่อนแอ ความสามารถในร่างกายก็ด้อยลงไปด้วย ตอนนี้แค่นางเดินก็รู้สึกกินแรงมาก
หนานกงเย่ถาม "ไม่นั่งรถม้าหรือ?"
"ไม่นั่งเพคะ อยากเดินสักหน่อย ท่านอ๋องไม่ใช่อยากรู้เรื่องของบุคคลนั้นไม่ใช่หรือเพคะ หากหม่อมฉันนั่งรถม้า ยังไม่ทันเล่าจบก็ถึงที่หมายแล้วสิเพคะ หรือว่าต้องย้อนกลับไปเพคะ?"
สีหน้าหนานกงเย่เย็นยะเยือก "พระชายาเอ่ยถึงเขาทั้งคืน หรือว่าข้าเสียชีวิตแล้ว?"
"ท่านอ๋องเพคะ อย่าพูดคำว่าเสียชีวิตติดปากได้หรือไม่เพคะ เสียชีวิตมันดีอย่างนั้นเลยหรือเพคะ?" ฉีเฟยอวิ๋นไม่ชอบให้หนานกงเย่บอกว่าเขาสิ้นชีพแล้ว
บางทีนางอาจจะไม่รักหนานกงเย่ ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้เกลียดชัง ซึ่งร่างกายก็สอดคล้องกัน
หนานกงเย่ก็ดีกับนางใช้ได้ เมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่หลวงปานนั้น เขาก็ยังไม่ลงโทษนางอีก
หากเขาไม่แต่งสนม นางก็จะไม่ไปไหน
ถึงแม้นิสัยเสียชอบเหวี่ยงใส่บ้าง ทว่านางก็ไม่รังเกียจเดียดฉันท์
"ข้าแค่รู้สึกโกรธ" หนานกงเย่ก็มีเวลาโอนอ่อนผ่อนตามกับเขาด้วย ฉีเฟยอวิ๋นพิงบนบ่าเขา เดินเรียบเฉย เริ่มเล่าถึงอีกโลกหนึ่ง
"ท่านอ๋องเชื่อไหมว่าหลังสิ้นลมหายใจแล้วจะไปอีกที่หนึ่ง?" ฉีเฟยอวิ๋นถาม
หนานกงเย่ตอบ "ไม่เชื่อ"
"ท่านอ๋องเพคะ มีที่หนึ่งเรียกว่า ชาติปัจจุบัน ยังจำตำราที่ข้าเคยบอกท่านอ๋องได้หรือไม่เพคะ?"
"จำได้"
"อืม ชาติปัจจุบันอยู่ในนั้นเพคะ ซึ่งจะต่างจากที่นี้เพียงแค่การสวมใส่และการกินอยู่ หมายถึงวิถีดำรงชีวิตแตกต่างกัน แต่มนุษย์เหมือนกันเพคะ เพียงแค่ตรงนั้นไม่มีฮ่องเต้ มีแต่ผู้นำเพคะ และแว่นแคว้นยังปกครองอย่างเสรีภาพด้วยเพคะ……"
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ