“แต่ก่อนองค์หญิงใหญ่เป็นน้องสาวของปฐมกษัตริย์ เหล่าพี่น้องของปฐมกษัตริย์นี้นับว่าไม่น้อยเลย แต่องค์หญิงเกิดช้ามาก เพราะฉะนั้นองค์หญิงใหญ่เลยคลอดไวกว่าองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบันนี้ไม่นาน คิดนับแล้วห้าหกปีได้ เป็นลูกสาวคนแรกของเสด็จปู่ที่มีอายุมากแต่หัวใจยังกระชุ่มกระชวย
ได้ยินมาว่า เพราะนิสัยอารมณ์ขององค์หญิงใหญ่กล้าหาญ เหล่าขุนนางเสนาบดีในราชสำนักเลยไม่กล้าสู่ขอองค์หญิงใหญ่
เสด็จปู่ร้อนใจ ปฐมกษัตริย์ก็ร้อนใจ
เวลานั้นท่านแม่ทัพฉีอายุยี่สิบปี เข้าออกวังหลวงกับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันอยู่เป็นประจำ
องค์หญิงใหญ่อายุยี่สิบหกปี แม้ว่าทั้งสองคนจะอายุต่างกัน แต่อวิ๋นอวิ๋นสามารถดูออกได้ องค์หญิงใหญ่รูปโฉมงดงาม
นับตั้งแต่โบราณกาลมาวีรบุรุษชื่นชอบหญิงงาม แม้ว่านิสัยองค์หญิงใหญ่จะกล้าหาญ แต่ทว่าท่านแม่ทัพฉีไม่ได้รังเกียจไม่แยแส
งานเลี้ยงในพระราชวังครั้งหนึ่ง ท่านแม่ทัพฉีก็อยู่
เวลานั้นจักรพรรดิองค์ปัจจุบันยังเป็นเพียงองค์ชาย ท่านแม่ทัพฉีกับองค์จักรพรรดิพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ได้ยินเสด็จปู่พูดประโยคหนึ่ง ว่าต้องการเลือกคู่ครองให้กับองค์หญิงใหญ่ ไม่รู้ว่าตระกูลขุนนางเสนาบดีท่านใดยินยอมที่จะเกี่ยงดองกับพระองค์บ้าง
ตระกูลขุนนางเสนาบดีก็ไม่มีผู้ยินยอมเลย องค์หญิงใหญ่นั่งอยู่อีกด้านจนมีสีหน้าเปลี่ยน
แต่ก็ไม่มีคนออกมา
อีกนิดหนึ่งเสด็จปู่ก็จะรับสั่งคนที่อยู่ด้านล่างให้พวกเขาออกมาทีละคนๆแล้ว
ช่วงเวลานั้นปฐมกษัตริย์เป็นองค์จักรพรรดิ พระองค์กอบกุมมือของเสด็จปู่ไว้ ถึงได้สงบใจเย็นลง
แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดออกมา เรื่องนี้ทำให้รู้สึกกริ้วโกรธเป็นอย่างมาก
ก็เวลานี้แหละ ที่ท่านแม่ทัพฉีคุกเข่าลง เขาบอกว่าเขาชอบองค์หญิงใหญ่ อีกทั้งชื่นชอบมานานแล้วด้วย
พอเรื่องนี้พูดออกมา เสียงดังเกรียวกราวอื้ออึงเลยทีเดียวเชียว
องค์จักรพรรดิก็ยังตกใจเลย
ต้องรู้ว่านั่นเป็นเสด็จอาใหญ่แท้ๆ ของพระองค์และท่านแม่ทัพฉีก็เป็นสหายที่ร่วมทุกข์สุขกันมา
สถานการณ์เข้าสู่ความอึดอัดวางตัวไม่ถูก
แต่ทว่าองค์หญิงใหญ่กลับเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนใจแล้ว
เสด็จปู่มีความสุขอย่างมาก ถึงอย่างไร ก็มีคนยินยอมที่จะแต่งงานกับบุตรสาวของพระองค์แล้ว
แต่เรื่องนี้ขุนนางเสนาบดีทั้งราชสำนักคัดค้านไม่เห็นด้วย
หนึ่งเพราะฐานะแต่งต่างกันอย่างมาก การนับรุ่นในวงศ์ตระกูลสับสนปนเป อีกอย่างเหล่าขุนนางเสนาบดีกลัวกังวลว่าท่านแม่ทัพฉีจะดึงองค์หญิงใหญ่มาเป็นพวกด้วย เพื่อปูทางสร้างเงื่อนไขเป็นองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน
เวลานั้น บนราชสำนักยังแบ่งเป็นสามก๊กอยู่เลยนะ
บุคคลในวงศ์ตระกูลเดียวกันของพระมเหสีหวา ขุนนางเสนาบดีเก่าแก่ และยังมีญาติพี่น้องครอบครัวด้วย
สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบแบบค้างคาไร้บทสรุป
แต่องค์หญิงใหญ่เคยเห็นท่านแม่ทัพฉีบนถนน และยังเคยไปพระตำหนักขององค์จักรพรรดิด้วย พวกเขาได้พบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง
เวลานั้นแน่นอนว่าท่านแม่ทัพฉีเป็นคนอายุน้อยที่ฉลาดและมีความสามารถสูง ไม่อย่างนั้นองค์หญิงใหญ่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ
ข้าได้ยินคนพูดว่า เห็นพวกเขาล่องเรือท่องเที่ยวเดินทางไปต่างเมืองด้วยกัน
แต่เวลาต่อมาในราชสำนักมีคนพูดเรื่องการแต่งงานขององค์หญิงใหญ่ เวลานั้นท่านแม่ทัพฉีไปออกรบทำศึก ไม่รู้ว่าผู้ใดกล่าวว่าได้เสียชีวิตตายที่สนามรบแล้ว พออย่างนี้ องค์หญิงใหญ่ร่ำไห้อยู่สามวันสามคืนได้ สุดท้ายความกดดันหนัก เลยตัดสินใจแต่งงานออกเรือนกับท่านแม่ทัพผู้หนึ่งไป
ท่านแม่ทัพก็ดีกับองค์หญิงใหญ่ หลังจากแต่งงานไปองค์หญิงใหญ่ได้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว สุดท้ายท่านแม่ทัพก็ตายอยู่ที่สนามรบ”
หนานกงเย่ค่อนข้างเศร้าใจ ถึงอย่างไรนั่นก็คือเสด็จอาของเขา
ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวถามว่า “เช่นนั้นท่านพ่อของหม่อมฉันล่ะเพคะ? สุดท้ายเลยได้แต่งงานกับท่านแม่ของหม่อมฉันหรือ?”
หนานกงเย่ส่ายศีรษะ กล่าวว่า “ที่จริงวันที่เสด็จอาใหญ่แต่งงานวันที่สาม ท่านแม่ทัพได้รับชัยชนะกลับมา เสด็จอาใหญ่สงสัยมาโดยตลอดว่ามีคนจงใจหลอกลวงพระองค์ เพราะฉะนั้นพระองค์เลยจดจำอยู่ในใจไม่เคยลืมเลือน มาตรแม้นว่าเสด็จแม่ก็คือหวาดกลัวพระองค์ ”
ฉีเฟยอวิ๋นหยุดทันที กล่าวว่า “หรือว่าคนที่หลอกเสด็จอาใหญ่คือองค์จักรพรรดิ?”
หนานกงเย่ไม่ได้ตอบ ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เช่นนั้นองค์จักรพรรดินี่ไม่ยึดมั่นความเป็นธรรมเสียจริง เพื่อตัวของพระองค์เองได้ให้ท่านพ่อหม่อมฉันพลีชีพ”
“อย่าพูดไปเรื่อย”หนานกงเย่ตบที่มือของฉีเฟยอวิ๋นเบาๆ ไม่ได้เจ็บ เพียงแค่ไม่อยากให้เธอพูดเรื่อยเปื่อยซี้ซั้ว
ฉีเฟยอวิ๋นถามว่า “เช่นนั้นท่านพ่อหม่อมฉันล่ะ?”
“นั่นก็ไม่รู้แล้วล่ะ แต่ว่าคล้ายกับว่าผ่านไปไม่ถึงปีท่านแม่ทัพก็เอาผู้หญิงที่อุ้มเด็กกลับมา หญิงสาวเขาเก็บมาจากข้างนอก บอกว่าไม่สามารถอดใจไว้ได้ หลังจากดื่มเหล้าเมามายก็ทำอย่างนั้นกับนางแล้ว ก็เลยนำกลับมาด้วย ผลสรุปเดินทางไกลยากลำบากก็มีลูก เป็นอย่างนี้เลยได้มีอวิ๋นอวิ๋นยังไงล่ะ”
“.......”ฉีเฟยอวิ๋นขมวดคิ้วขึ้น เช่นนี้ก็เกินไปแล้ว
“ท่านแม่ของหม่อมฉันคือคนที่เก็บมาหรือ?”ฉีเฟยอวิ๋นกลุ้มใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เธอ แต่ก็หวังว่าเธอจะไม่ใช่การมาแบบนี้
“ใครจะรู้เล่า”หนานกงเย่จูงมือของฉีเฟยอวิ๋นกลับไป
อาบน้ำพักผ่อน ทั้งสองคนนอนหลับพักผ่อนทั้งคืน
วันต่อมาหนานกงเย่ไปเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้า ฉีเฟยอวิ๋นไปตรวจสอบคดี เลยถือโอกาสนำตำลึงจีนไปบริจาคด้วย
เดิมทีคิดว่าไปเช้าแล้ว ผลสรุปเมื่อมาถึงศาลพิเศษกลางคนอื่นๆก็อยู่ที่นั่นแล้ว
ท่านอ๋องตวนอยู่ ท่านพ่อเธออยู่ และยังมีคนของจวนกั๋วกง ต้ากั๋วจิ้ว เสี่ยวกั๋วจิ้ว และกั๋วจิ้วคนอื่น แม้แต่ท่านอ๋องอาวุโสของเรือนอื่นก็ยังมาเลย
ฉีเฟยอวิ๋นก้าวเข้าไปทักทาย แล้วค่อยไปหาองค์หญิงใหญ่
วันนี้องค์หญิงใหญ่ยังไปแบบนั้น ฉีเฟยอวิ๋นมองพิจารณาอย่างละเอียด ว่ายังมีแววตาอาลัยท่านพ่อเธอหรือไม่ แต่ทว่ามองอย่างละเอียดรอบคอบแล้วกลับไม่เจอสายตาเช่นนั้น
ฉีเฟยอวิ๋นค่อนข้างประหลาดใจ มองดูเหมือนว่าพวกเขาต่างลืมกันตั้งนานแล้ว
“เจ้ามาสักที นี่กี่ยามแล้ว เจ้าเพิ่งจะมา? เจ้าเอาตั๋วเงินมาหรือไม่?”มองเห็นฉีเฟยอวิ๋นแล้วองค์หญิงใหญ่ก็ไม่ได้มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
ฉีเฟยอวิ๋นก็ไม่กล้าทำให้รู้เป็นที่ทั่วกัน ถึงอย่างไรก็แค่ห้าหมื่นตำลึงจีนเท่านั้นเอง
ท่านพ่อของเธอห้าหมื่นตำลึงจีนแล้ว
“นำมาแล้วเพคะ เมื่อคืนก็ได้เตรียมออกมาแล้ว”
ฉีเฟยอวิ๋นนำตั๋วเงินที่ซ้อนกันเป็นปึกๆวางลง องค์หญิงใหญ่มองซ้ำๆ ด้านข้างมีเว่ยหลินชวนจดบันทึกไว้ และกล่าวตะโกนว่า“จวนท่านอ๋องเย่ห้าหมื่นตำลึงจีน”
ฉีเฟยอวิ๋นเดินไปอีกด้าน มองคนอื่นยื่นส่งมอบตั๋วเงิน ความรู้สึกก็คืออารมณ์แบบห้าหมื่นตำลึงจีน
ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกจนปัญญา จวนท่านอ๋องเย่จนเกินไปแล้ว
รับมาห้าหมื่นตำลึงจีนแล้วยี่สิบกว่าครั้ง นอกจากนั้นสามหมื่นสองหมื่นตำลึงจีนก็ไม่น้อย
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ