ทั้งสองคนโอบกอดกันและกัน ฉีเฟยอวิ๋นสัมผัสได้ คืนนี้หนานกงเย่อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างกระวนกระวายใจ
ครั้นตื่นขึ้นมาในยามเช้าอารมณ์ของหนานกงเย่ก็ดีขึ้น แต่ยังขุ่นเคืองอยู่บ้าง
“ข้าจะไปดูเขื่อนตู้ฟางจุน กลับมาก็จะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท” หลังจากพูดคุยกับหนานกงเย่เรียบร้อยแล้ว ฉีเฟยอวิ๋นก็กลับไปศึกษาเรื่องพิษของจักรพรรดิอวี้ตี้ต่อ
ช่วงกลางวันฉีเฟยอวิ๋นออกจากห้องทดลองเพื่อไปกินอาหาร อาอวี่ได้เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน : “พระชายา เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงรึ? เมื่อวานเจ้าไปที่แห่งนั้นมาแล้ว เจ้ายังมีหน้ามาบอกข้าว่าเกิดเรื่องใหญ่อีก ข้าว่าเจ้าต่างหากที่จะเกิดเรื่องใหญ่ ถึงได้โหวกเหวกโวยวายอกสั่นขวัญแขวนถึงเพียงนี้” ฉีเฟยอวิ๋นกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
อาอวี่สีหน้าหม่นหมองลง ฉีเฟยอวิ๋นยิ่งอยู่ยิ่งร้ายกาจขึ้น
“ว่ามา มีเรื่องอะไร?” ฉีเฟยอวิ๋นหมดความอดทน
นางเสียใจที่ให้ทังเหอไปดูแลร้านเหล่านั้น น่าจะส่งอาอวี่ไปต่างหาก
“ท่านอ๋องตวนเกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” สีหน้าของอาอวี่ร้อนใจมาก ฉีเฟยอวิ๋นกลับทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟัง จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ คงไม่ถึงตายหรอกกระมัง
“ไม่ใช่เรื่องของท่านอ๋องเย่ เขาจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่างเขาสิ ไม่เกี่ยวกับเรา ข้ามีเรื่องต้องทำ อย่างมารบกวน” ฉีเฟยอวิ๋นเตรียมจะเดินไปศึกษาพิษของจักรพรรดิอวี้ตี้ต่อ
“พระชายา ท่านอ๋องตวนโดนมีดนับไม่ถ้วนแทงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เป็นตายร้ายดีเท่ากัน จวนอ๋องตวนอลหม่านมาก ท่านอ๋องเย่ให้ข้ากลับมาโดยเร็ว เขาบอกว่าจะให้ท่านอ๋องตวนมาในเรือนของเราพ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเฟยอวิ๋นพรวดลุกขึ้นทันที จากนั้นก็มองไปยังอาอวี่ : “มีดนับไม่ถ้วนรึ?”
“พระชายา รีบไปเถอะ ช้ากว่านี้เกรงว่าคงจะไม่ทันการณ์” อาอวี่หมุนตัวและวิ่งออกไป ฉีเฟยอวิ๋นกระวนกระวายใจมาก จากนั้นก็เรียกคนให้เตรียมพร้อมโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก
ไม่นาน ท่านอ๋องตวนก็ถูกคนหามเข้ามาทางประตู ตามมาด้วยคนกลุ่มหนึ่ง
ฉีเฟยอวิ๋นตื่นตกใจอย่างมาก หนานกงเย่กลับมาด้วยเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยเลือด ฉีเฟยอวิ๋นรีบเดินเข้าไปหาด้วยความตกใจ : “เจ้าได้รับบาดเจ็บรึ? ตรงไหนเจ้าคะ?”
ฉีเฟยอวิ๋นดึงตัวหนานกงเย่มาตรวจดู ด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ข้าไม่เป็นไร นั้นคือเลือดของพี่รอง เจ้ารีบไปดูเถอะ พี่รองเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” หนานกงเย่ดึงตัวของฉีเฟยอวิ๋นไปตรวจคนที่ถูกหามเข้ามา
ครั้นฉีเฟยอวิ๋นได้ยินว่าหนานกงเย่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นก็ตามฉีเฟยอวิ๋นไปตรวจดูอาการของท่านอ๋องตวน ซึ่งมองไม่ออกว่าเป็นอย่างไร เพราะเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด
ครั้นฉีเฟยอวิ๋นเดินมาถึงตรงหน้าของท่านอ๋องตวนก็รีบตรวจดูอาการทันที มือข้างหนึ่งจับข้อมือของเขาไว้ เพื่อตรวจชีพจรของเขา
ชีพจรของเขาอ่อนแอมาก ฉีเฟยอวิ๋นจึงเริ่มตรวจอาการทันที
หลังตรวจพบว่าไม่เพียงแค่บาดแผลฉกรรจ์
ฉีเฟยอวิ๋นปล่อยมือและตรวจดวงตาของท่านอ๋องตวน รอบดวงตาเป็นสีแดง ริมฝีปากก็ยังมีสีม่วงคล้ำ
ฉีเฟยอวิ๋นง้างปากของท่านอ๋องตวนเพื่อตรวจดูด้านใน เนื้อเยื่อใต้ผิวปรากฏเป็นเส้นเลือดสีดำ เห็นได้ชัดว่าพิษได้แล่นเข้าสู่หัวใจแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นมองไปทางอาอวี่ : “รีบพาตัวไปยังเรือนของข้า”
อาอวี่พาคนช่วยกันหามท่านอ๋องตวนไปยังเรือนของฉีเฟยอวิ๋น ระหว่างทางหนานกงเย่ก็ได้คว้ามือของฉีเฟยอวิ๋นไว้ ให้นางเดินช้าลง
ฉีเฟยอวิ๋นร้อนใจอย่างมาก จึงยกชายกระโปรงและวิ่งไปอย่างอดไม่ได้
หนานกงเย่ทำได้แค่ตามมาอธิบายต้นสายปลายเหตุให้แก่ฉีเฟยอวิ๋น หลีกเลี่ยงไม่ให้นางวิ่ง จนกระทบทั้งแม่ทั้งลูก
“เดิมทีข้าตั้งใจจะเข้าวัง แต่มีคนบอกว่าท่านอ๋องตวนเกิดเรื่อง ข้าจึงรีบมายังตรอกด้านหลังจวนอ๋องตวน ซึ่งท่านอ๋องตวนกำลังปะทะอยู่กับนักฆ่าหลายคน
อีกทั้งคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาด้วย หากไม่ใช่เพราะข้ามาทันเวลา ป่านี้ท่านอ๋องตวนคงจบชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย”
ฉีเฟยอวิ๋นเย็นชาลง : “แล้วท่านอ๋องตวนถึงไปทำอะไรอยู่ในตรอกด้านหลังละเจ้าคะ?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ คงต้องรอให้เขาฟื้นขึ้นมา” หนานกงเย่เองก็สงสัยเช่นกัน ว่าเป็นฝีมือของใคร?
ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกแปลกใจมาก : “ท่านอ๋อง เขาจะกล่าวหาเราไหมเจ้าคะ?”
หนานกงเย่ส่ายหน้า : “ไม่ทราบ”
หนานกงเย่แสดงสีหน้าสงสัย ฉีเฟยอวิ๋นเองก็ไม่รู้จะกล่าวอะไร นางรีบไปตรวจอาการของท่านอ๋องตวน จากนั้นก็ยกชายกระโปรงและเดินไป หนานกงเย่ที่อยู่ตามมาด้านหลังก็ขวางไว้ไม่ได้ กระทั่งโน้มตัวลงมาอุ้มฉีเฟยอวิ๋นและพานางไปยังสวนดอกกล้วยไม้
ครั้นมาถึงสวนดอกกล้วยไม้ฉีเฟยอวิ๋นก็รีบเข้าไปดูอาการของท่านอ๋องตวน จากนั้นก็สั่งให้คนอื่นออกไป เหลือเพียงแต่หนานกงเย่และอาอวี่ หงเถาและลี่ว์หลิ่ว
อาอวี่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก หงเถาและลี่ว์หลิ่วเตรียมน้ำร้อนเพื่อชำระล้าง เหล่าหมอประจำจวนได้แต่รออยู่นอกสวนดอกกล้วยไม้
ฉีเฟยอวิ๋นทำการปิดประตู และหยิบมีดเล่มหนึ่งออกมา กรีดไปบนข้อมือเล็กน้อย อย่างชำนาญการ
หนานกงเย่เจ็บปวดใจอย่างมาก แต่กลับไม่เข้าไปขวางนางแต่อย่างใด
ฉีเฟยอวิ๋นเริ่มง้างปากของท่านอ๋องตวน และหยดเลือดลงไปในปากของท่านอ๋องตวน ปากของท่านอ๋องตวนที่เดิมทีเป็นสีม่วงคล้ำ ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
ฉีเฟยอวิ๋นรอจนกระทั่งสีหน้าของท่านอ๋องตวนค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ จึงได้พันข้อมือ
“หงเถาลี่ว์หลิ่ว เข้ามา” ฉีเฟยอวิ๋นวางมีดไว้ด้านข้าง และเดินไปชำระล้างร่างกายให้แก่ท่านอ๋องตวน เสื้อผ้าได้ถูกมีดนับสิบกรีดจนเห็นเนื้อหนัง รอยมีดลึกจนเห็นกระดูกแทบจะคร่าชีวิต
ฉีเฟยอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลงตรวจสอบบาดแผล กระทั่งเห็นบาดแผลมากมายบนตัวขา ฉีเฟยอวิ๋นผงะทันที จากนั้นก็มองไปยังหนานกงเย่: “ท่านอ๋อง เจ้าดูนี่สิ”
หนานกงเย่เดินขึ้นหน้า และก็ผงะไปเล็กน้อย
“พวกเขาต้องให้ท่านอ๋องตวนคุกเข่า แต่ท่านอ๋องตวนไม่ยอม พวกเขาจึงใช้มีดบีบบังคับเขา” ฉีเฟยอวิ๋นเองก็คิดเช่นนี้ ทักษะการต่อสู้ของท่านอ๋องตวนไม่เท่าไร คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนที่มีฝีมือสูง พวกเขาต้องการให้ท่านอ๋องตวนคุกเข่า แต่ท่านอ๋องตวนไม่ยอม พวกเขาจึงบีบบังคับท่านอ๋องตวนมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง จากนั้นก็ใช้มีดปักลงไปบนขาทั้งสองข้างของเขา ท่านอ๋องตวนก็ยังไม่ยอมคุกเข่า พวกเขาจึงลงมือหักขาของเขา
ฉีเฟยอวิ๋นกรีดลงไปบนหัวเข่าของท่านอ๋องตวน เพราะเข่าข้างหนึ่งของเขาบวมแดงแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นไม่คิดว่าท่านอ๋องตวนจะไม่ยอมคุกเข่า กระทั่งพวกเขาต้องใช้วิธีการมากมาย
เนื้อบริเวณข้อพับเข่านั้นเจ็บปวดที่สุด มีดเล่มเดียวสามารถตัดเอ็นจนขาดได้ จะต้องเจ็บปวดร้าวรานมากอย่างแน่นอน และจะใช้การไม่ได้อีก
ฉีเฟยอวิ๋นรีบจัดการบาดแผลบนร่างกายของท่านอ๋องตวน หลังจากที่ชำระล้างแล้วก็ทำการห้ามเลือด
“ไปเชิญหมอประจำจวนเข้ามาสองคน” ฉีเฟยอวิ๋นออกคำสั่ง หมอประจำจวนด้านนอกก็รีบเข้ามาเพราะเตรียมตัวไว้แล้ว กระทั่งถกแขนเสื้อและเริ่มทำงานทันที
เวลานี้จวินฉูฉู่ได้มาถึงที่แห่งนี้แล้วเช่นกัน นางถลันเข้ามาพลางหาคนของตนทันที : “ท่านอ๋อง ท่านอ๋องเจ้าคะ?”
จวินฉูฉู่ไม่เป็นอะไรแล้ว แน่นอนสิ เพราะยาของฉีเฟยอวิ๋นนั้นยอดเยี่ยมมาก หลังจากที่นางได้ใช้ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะบอกว่าอาจจะทิ้งรอยแผลไว้ แต่สุดท้ายกลับไม่ทิ้งรอยแผลใด ๆ ไว้แม้แต่นิดเดียว
แต่จวินฉูฉู่ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจต่อฉีเฟยอวิ๋น ตรงกันข้ามจวินฉูฉู่ยังคงเกลียดชังฉีเฟยอวิ๋น
ดังนั้นนางจึงไม่ยอมกล่าวขอบคุณ ต่อให้ท่านอ๋องตวนจะกล่าวอย่างไร นางก็ไม่ยอมฟัง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ