พอพูดถึงตรงนี้ ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างนั่งคุกเข่าลง “พวกกระหม่อมรับประกัน เรื่องการเสียชีวิตของจงชินอ๋อง ไม่ใช่การกระทำของท่านอ๋องเย่ ขอให้ฝ่าบาทพิจารณา คืนตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนแก่ท่านอ๋องเย่ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้ส่ายหน้ากล่าวว่า “เหล่าอ้ายชิงกำลังบังคับข้าหรือ?”
“พวกกระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “พวกเจ้าไม่กล้าหรือ นี่ก็ไม่ใช่ว่าออกมากันหมดแล้วหรือ?เสด็จอาใหญ่มาแล้ว พวกเจ้ากลัวไม้ตะบองแส้ที่อยู่ในมือนาง แต่ละคนเลยมาบีบบังคับข้า!”
องค์จักรพรรดิอวี้ตี้หมุนตัวขึ้นไปบนที่สูง และนั่งมองอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสายตาเย็นชา อย่างน่าเกรงขาม
“ข้าไม่อนุญาต!”
พูดจบองค์จักรพรรดิอวี้ตี้เลยหมุนตัวเดินไป องค์หญิงใหญ่มองไปก็ไม่ได้รั้งองค์จักรพรรดิอวี้ตี้ พระองค์ลุกขึ้นก็เดินไปเลยเช่นกัน
คนอื่นๆเงยหน้าขึ้นชำเลืองมอง ดูเหมือนว่าอากับหลานชายเป็นกลุ่มเดียวกัน เพียงแค่วิธีการของพวกเขามันค่อนข้างลึกลับ
ท่านแม่ทัพฉีลุกขึ้นก่อน
คนอื่นๆถึงได้ลุกขึ้นตาม เวลานั้นแม่ทัพฉีก็ได้เดินออกไปแล้ว
ราชครูจวินมององค์จักรพรรดิอวี้ตี้ที่เดินออกไป จากนั้นก็ออกไปเช่นกัน
เสนาบดีเฉินมีโอกาสเลยกล่าวถามว่า”ราชครู”
ราชครูจวินเดินไปแล้วกล่าวว่า”เสนาบดีเฉินมีสิ่งใดจะกล่าวหรือ?”
“เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยให้เหล่าจงชินเครือญาติขององค์จักรพรรดิกำเริบเสิบสานได้อีกต่อไปแล้ว”มหาเสนาบดีเฉินกับราชครูจวินนั้นมีบุญคุณความแค้นส่วนตัวกัน แต่ทว่าเวลานี้เขากับราชครูจวินมีความแค้นต่อศัตรูเหมือนกัน
เพราะว่าพวกเขาล้วนมีความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ และความคิดของจงชินเครือญาตินั้นต่างกับพวกเขา
ราชครูจวินกล่าวว่า”องค์หญิงใหญ่ออกหน้าแล้ว เรื่องนี้ดูว่าองค์หญิงใหญ่จะจัดการอย่างไรกันเถอะ”
“อืม”
มหาเสนาบดีเฉินก็คิดเช่นนั้น แต่เหล่าจงชินก็ยังไม่เก็บอาการ เช่นนั้นเขาก็ต้องคุยเรื่องนี้กับราชครูจวินแล้ว
ฉีกั๋วกงเดินอยู่ด้านหน้ากับต้ากั๋วจิ้ว
ต้ากั๋วจิ้วสีหน้าอึมครึม ฉีกั๋วกงเลยถามว่า “กั๋วจิ้วคิดเห็นอย่างไรหรือ?”
“เชอะ ไม่มีอะไรต้องคิด”
ฉีกั๋วกงหัว้ราะหึหึในลำคอกล่าวว่า “คนแก่อย่างข้าก็เป็นเรื่องการทหาร ความคิดค่อนข้างตรงไปตรงมา“
ต้ากั๋วจิ้วเลยกล่าวว่า”เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดแล้วล่ะ”
ต้ากั๋วจิ้วกลับไปก่อน เสี่ยวกั๋วจิ้วมองแล้วเลยเดินมาทางฉีกั๋วกง
“ท่านปู่กั๋วกง”
“อันกั๋วจิ้ว”
“กั๋วกงคิดว่าเรื่องนี้ผู้ใดเป็นผู้กระทำหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้สิ”ฉีกั๋วกงกล่าวอย่างราบเรียบ
เสี่ยวกั๋วกงยิ้มกล่าวว่า”ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ท่านปู่กั๋วกง ข้ายังมีภารกิจ ขอตัวก่อนนะ”
กล่าวจบเสี่ยวกั๋วจิ้วก็เดินออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว เสนาบดีเฉินชำเลืองมองแล้วก็เดินไป
ท่านอ๋องหย่งจวิ้นเห็นเสี่ยวกั๋วจิ้วเดินไป เขาก็เดินตามไปด้วยเพราะว่ามีเรื่องจะคุยกับเสี่ยวกั๋วจิ้ว
ราชครูจวินกับฉีกั๋วกงเดินด้วยกันอย่างไม่เร่งรีบ
ราชครูจวินเลยกล่าวขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าเสือน้อยจะติดปีกเสียแล้ว”
ฉีกั๋วกงหัวเราะหึหึกล่าวว่า “เจ้าเสือน้อยนี่เก่งเสียจริง”
“.....”
ทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไป แต่กลับไม่ได้พูดอะไรกันมากมาย พอออกจากนอกพระราชวังก็ต่างคนต่างไป
ฉีเฟยอวิ๋นได้ยินเสียงวุ่นวายโหวกเหวกดังอยู่หน้าประตูตั้งแต่เช้า ลืมตาจะลุกขึ้น ออกแรงใช้มือดันเอวลุกขึ้น ชำเลืองมองดู หนานกงเย่ก็ตื่นแล้ว
ฉีเฟยอวิ๋นมองไปที่ประตู ไม่มีคนเฝ้าพวกเขา เธอเลยจูบหนานกงเย่หนึ่งที
หนานกงเย่ชอบความรู้สึกเช่นนี้ เลยออกแรงกอดฉีเฟยอวิ๋น
ผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่จะสงวนท่าที หวานหยาดเยิ้ม เขินอาย มิสู้เธอที่เป็นตัวของตัวเองเป็นอิสระ
หนานกงเย่มองที่ประตู พลิกตัวนำฉีเฟยอวิ๋นวางไว้ใต้ร่าง ลูบคลำ แล้วก็อยากจะถอดกางเกงออก ฉีเฟยอวิ๋นกอบกุมมือของเขาไว้ ส่ายศีรษะแล้วชำเลืองมองที่ประตู
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ