ฉีเฟยอวิ๋นมองเขาอยู่ครู่หนึ่งและรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ท่านโกรธหรือ”
สีหน้าของหนานกงเย่ดูไม่ดีนัก แววตายิ่งเยียบเย็นกว่าเดิม “มีคนหมายตัวคนของข้า ข้าจะไม่โกรธได้อย่างไร”
หนานกงเย่เดินไปนั่งข้างๆ ฉีเฟยอวิ๋นและวางมือลงบนขาทั้งสองข้าง สายตาหนาวเหน็บ “คนในรถม้าเป็นใคร”
ฉีเฟยอวิ๋นไม่คิดว่าหนานกงเย่จะจะถามถึงเรื่องในรถม้าเร็วขนาดนี้ ดังนั้นนางจึงปรับอารมณ์และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในรถม้าให้ฟังคร่าวๆ
ยิ่งฟังสีหน้าของหนานกงเย่ก็ยิ่งแย่กว่าเดิม พอฟังมาถึงตอนจบก็ตบหัวเตียง เอ่ยอย่างโมโหว่า “คนเก็บดอกไม้?”
ฉีเฟยอวิ๋นงงงั้น “พวกท่านรู้จักกันหรือ”
“ยิ่งกว่ารู้จักเสียอีก ข้าอยากจะจับมันมานานแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะอาจหาญถึงขนาดมาหมายตัวคนของข้า”
หนานกงเย่ลุกขึ้นยืนและกัดฟันกรอด
เมื่อคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปมองฉีเฟยอวิ๋นอย่างพินิจพิเคราะห์
ตอนนี้เอง หนานกงเย่เพิ่งจะสังเกตว่าฉีเฟยอวิ๋นอยู่ในสภาพที่แย่มาก ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าจะฉีกขาด เส้นผมยังยุ่งเหยิง แม้ว่าจะไม่เป็นอะไรมากกว่านี้ แต่ก็มีรอยมือสกปรกเปรอะเปื้อนอยู่บนหน้าอกของนาง
เขาไพล่มือไว้ข้างหลัง กำลังภายในแตกซ่านจนแม้แต่ฉีเฟยอวิ๋นยังรู้สึกได้ถึงพลังที่ปะทุออกมาจากร่างกายของหนานกงเย่ และเส้นผมของนางก็ขยับไหว
“เขาแตะต้องเจ้ารึ” สีหน้าที่คุกรุ่นของหนานกงเย่ดูน่ากลัวถึงขีดสุด
ฉีเฟยอวิ๋นคิดนิดหนึ่งแล้วส่ายศีรษะ “ตอนที่เราสู้กันเขาโผเข้าหาข้าและคิดจะจูบข้า แต่ข้าไม่เปิดโอกาสให้เขา ข้าพกคางคกจันทราเอาไว้ คางคกจันทรามีพิษรุนแรงมาก หากไม่ระวังดีๆ และสัมผัสมันเข้า ร่างกายจะเป็นแผลเน่าเปื่อยไปทั้งตัว แต่ถ้าคางคกจันทราไปสัมผัสโดนเข้า เมือกพิษบนตัวมันจะทำให้คนกลายเป็นน้ำแข็งทิ่มแทงจนทรมาน
พอข้าปล่อยคางคกจันทราออกไป โคตรเหง้าพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
หนานกงเย่นึกถึงสถานการณ์ในขณะนั้นและนึกโกรธขึ้นมา
“ไอ้สารเลว ข้าไม่มีทางให้อภัยแน่”
หนานกงเย่ว่าแล้วจึงเหลือบมองฉีเฟยอวิ๋น “รีบไปอาบน้ำเถิด ตั้งแต่วันนี้ไปให้ไปนอนที่ห้องของข้าและอยู่ใกล้ๆ ข้าไว้ ข้าจะคอยดูแลเอง พวกมันกล้าดีอย่างไรถึงกล้ามาลงมือต่อหน้าข้า”
ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกซึ้งใจและถามว่า “จริงหรือ ท่านยินดีปกป้องข้างั้นหรือ”
เมื่อก่อนมีเพียงแค่ซูมู่หรงเท่านั้นที่คอยปกป้องนาง แม้ว่าจะมาอยู่ที่นี่แล้วนางก็ยังจำซูมู่หรงได้ไม่ลืม
ตอนที่มาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ท่านพ่อผู้เป็นแม่ทัพ ท่านพ่อแม่ทัพก็ปฏิบัติดูแลนางอย่างจริงใจ
แต่นางไม่กล้าคิดถึงคนอื่นๆ
แต่สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ท่านพ่อแม่ทัพก็หมดหนทางแล้วเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนางต้องเผชิญหน้ากับโลกทั้งใบอย่างโดดเดี่ยว นางไม่กล้าคิดเลยว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร
พอได้รับความช่วยเหลือจากหนานกงเย่เช่นนี้ นางจะไม่ซาบซึ้งใจได้อย่างไร
หนานกงเย่ก้มลงมองสตรีตรงหน้าและเห็นน้ำตาที่หางตาของนาง เมื่อนึกถึงท่าทีการคัดอักษรอย่างสบายๆ ในวันธรรมดา หัวใจของเขาก็อ่อนยวบ “ในเมื่อเป็นคนของข้าข้าย่อมต้องปกป้อง ไปเปลี่ยนอาภรณ์เสีย เห็นความสกปรกแล้วข้าอารมณ์เสีย”
กล่าวจบหนานกงเย่ก็เรียกคนให้เข้ามาปรนนิบัติ พ่อบ้านเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเพียงแต่รู้สึกว่าวันนี้มีอะไรแปลกๆ
พอท่านอ๋องได้ยินว่าพระชายาถูกโจมตีก็รีบออกไปทันที
ในการปรนนิบัติครั้งนี้เขาไม่ได้ออกไป แต่กลับนั่งอยู่ในห้อง
ฉีเฟยอวิ๋นรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย ต่อหน้าบุรุษร่างใหญ่เช่นนี้นางจะกล้าถอดเสื้อผ้าอย่างสงบจิตสงบใจได้อย่างไร
“ท่านหันไปก่อนได้หรือไม่ ข้าจะลงไป แล้วท่านค่อยหันกลับมา” ถ้าลงไปในน้ำแล้วก็ไม่เป็นไร ฉีเฟยอวิ๋นที่มาจากยุคปัจจุบันไม่ได้ถือสาอะไรกับเรื่องแบบนี้ ตอนที่ไปว่ายน้ำนางก็สวมชุดว่ายน้ำที่เปิดเผย แต่ถ้าให้มาถอดแบบนี้นางทำไม่ลงจริงๆ
หนานกงเย่หันออกไปมองด้านนอก “ข้าเคยเห็นแล้ว”
“.....” ฉีเฟยอวิ๋นพูดไม่ออก เอามาเทียบกันได้งั้นเหรอ?
ฉีเฟยอวิ๋นฉวยโอกาสตอนที่หนานกงเย่หันหลังให้ถอดเสื้อผ้าและลงไปในถังอาบน้ำ เมื่อจุ่มตัวลงไปแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรแล้ว”
หนานกงเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา
ในถังอาบน้ำเต็มไปด้วยไอหมอกหนาทึบ ปกคลุมใบหน้าที่เป็นสุขของฉีเฟยอวิ๋นเอาไว้ แต่ก็ยังเห็นได้อย่างขมุกขมัว
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ