ฉีเฟยอวิ๋นใจคอเหี่ยวแห้งเป็นอย่างมาก นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปิดบังได้เลย การที่เขากอดนางทำให้นางอึดอัด
“ท่านอ๋อง ข้าอึดอัด”
ฉีเฟยอวิ๋นบิดตัวอยู่สองสามทีเพื่อลุกขึ้น แขนของหนานกงเย่ยังคล้องอยู่ที่เอวของนางและรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มที่กระชับขึ้นเล็กน้อย “อย่าขยับ”
ฉีเฟยอวิ๋นหยุดเคลื่อนไหวทันที
มีแค่นางเท่านั้นที่รับรู้ถึงความร้อนรุ่มภายในใจ
บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งกำลังกอดสตรีนางหนึ่งไว้บนตัก บอกนางว่าอย่าขยับ แล้วหลังจากนั้นเล่า จะเกิดอะไรขึ้น?
ถึงจะไม่เคยกินหมูแต่ก็เคยเห็นหมูวิ่ง* ในโทรทัศน์มีให้เห็นมาหมดแล้ว (*ไม่เคยกินหมูแต่เคยเห็นหมูวิ่ง แปลว่า ไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง แต่เคยได้ยินหรือเคยเห็นมาบ้าง)
ฉีเฟยอวิ๋นมองไปทางอื่นอย่างเขินอาย แล้วหลังจากนั้นในโทรทัศน์เกิดอะไรขึ้นต่อล่ะ
หนานกงเย่จับคางของฉีเฟยอวิ๋นให้หันกลับมา จ้องมองใบหน้าของนางอย่างเอาใจใส่ ใบหน้านี้ยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นวันวาน ก่อนหน้านี้เขารังเกียจมาก ทว่าเหตุใดเวลานี้เขาถึงได้ต้องการอ้างสิทธิ์ของตนเองกันเล่า?
“ข้าถามเจ้า การแสดงออกของเจ้าเมื่อก่อนนั้นเป็นแค่การแกล้งทำงั้นหรือ” หนานกงเย่ถามตรงๆ ด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่เป็นสุข
ฉีเฟยอวิ๋นเองก็ไม่รู้ว่าหนานกงเย่ถามเพื่อวัตถุประสงค์อะไร หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยว่า “อดีตผ่านพ้นไปเหมือนกระแสน้ำซึ่งไม่มีวันไหลย้อนกลับ หม่อมฉันขาดคนดูแลตั้งแต่ยังเล็ก ท่านพ่อนำทัพไปที่ชายแดน คนในจวนมีแต่พะเน้าพะนอหม่อมฉัน หม่อมฉันยังเด็กและไม่รู้จักคิด ถูกเลี้ยงมาให้โอหังอวดดี หากท่านอ๋องจะไม่ชอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หม่อมฉันรู้ตัวดีว่าตนเองมิได้อ่อนโยนเพียบพร้อมและไม่คู่ควรกับท่านอ๋อง คงจะดีไม่น้อยถ้าหากได้เป็นอิสระต่อกันอีกครั้ง และชื่อเสียงของท่านอ๋องก็จะได้ไม่ถูกหม่อมฉันทำให้มัวหมอง”
หนานกงเย่กระชับมือแน่นขึ้นและโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล “ข้าถามเจ้า จะมาแสร้งทำ มาพูดจาเยิ่นเย้ออะไรมากมาย”
ฉีเฟยอวิ๋นเศร้าใจเป็นอย่างมาก การเลิกราเหตุใดจึงยากขนาดนี้
“ท่านอ๋อง หากเลิกรากับหม่อมฉันท่านอ๋องจะสบายใจ และหม่อมฉันก็ยินดี” สรุปก็คือขอแค่ได้ลาจากกันก็เป็นพอ
“ข้าว่าเมื่อคืนพระชายาคงตกใจจนเลอะเลือน ข้าถามอะไรจึงล้วนฟังไม่เข้าใจ ดูเหมือนข้าจะต้องอบรมสั่งสอนเสียหน่อยจึงจะดี”
หนานกงเย่ออกแรงบีบคางของฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นเจ็บจนอยากจะร้องไห้ เจ้าจะออกแรงทำบ้าอะไรกันเนี่ย คิดจะบีบข้าให้ตายหรืออย่างไรกัน!
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันได้ยินเพคะ ฟังเข้าใจชัดเจนด้วย ท่านอ๋องถามหม่อมฉันว่าหม่อมฉันแสร้งทำหรือเปล่า หม่อมฉันก็ตอบว่าหม่อมฉันไม่ได้แสร้งทำ ก่อนหน้านี้หม่อมฉันเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เมื่อโตแล้วจึงได้เข้าใจว่าอะไรควรไม่ควร” ฉีเฟยอวิ๋นอธิบาย
หนานกงเย่มองริมฝีปากที่ปิดๆ เปิดๆ ของนางและนึกถึงสัมผัสในวันนั้น อ้อมแขนของเขากระชับและคิดจะลิ้มลองอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันจะได้ลิ้มรส เสียงของอาอวี่ก็ดังมาจากนอกประตู “ท่านอ๋อง คุณหนูเฉินมาขอพบขอรับ”
หนานกงเย่ปล่อยฉีเฟยอวิ๋นและลุกขึ้นเดินไปที่ประตูทันที
“เชิญคุณหนูเฉินไปที่ห้องรับรองแขก”
“ขอรับ”
ฉีเฟยอวิ๋นถอนหายใจ ตกใจแทบตาย!
“พระชายาไปเถิด ข้าไม่ไป”
ขณะที่ขาข้างหนึ่งกำลังจะก้าวออกไป หนานกงเย่ก็หันหลังและเดินกลับมา
ราวกับว่าฉีเฟยอวิ๋นไม่ได้คาดคิดว่าผลจะลงเอยเช่นนี้ เนิ่นนานกว่าจะได้สติกลับมาและแสดงท่าทีประหลาดใจ เดินไปที่ประตู
ไปรับมือกับคุณหนูเฉินยังดีกว่าอยู่รับมือกับหนานกงเย่เป็นไหนๆ
เมื่อออกมาจากประตู ฉีเฟยอวิ๋นก็ลืมเรื่องการคุ้มครองอย่างใกล้ชิดไปเลย จากนั้นจึงเดินไปที่ห้องรับรองแขก
เมื่อฉีเฟยอวิ๋นเดินเข้าไปในห้องรับรองแขก เฉินอวิ๋นเอ๋อร์ก็รออยู่ด้านในแล้ว นางสวมเสื้อขนสุนัขจิ้งจอกสีชมพู เป็นอาภรณ์ที่เรียบหรูและสง่างาม ภายในแววตายังแฝงไว้ด้วยความเศร้าระทม ไม่ได้เจอกันมาชั่วระยะหนึ่ง เฉินอวิ๋นเอ๋อร์ดูผอมลงไปมาก ถ้าฉีเฟยอวิ๋นไม่รู้ว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร นางคงจะคิดว่าเฉินอวิ๋นเอ๋อร์ป่วยหนัก
“คุณหนูเฉิน”
ฉีเฟยอวิ๋นเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนหลังจากเดินเข้าไป เฉินอวิ๋นเอ๋อร์หันมาทางประตู เมื่อได้ยินฉีเฟยอวิ๋นที่เดินเข้ามาก็อดโกรธขึ้นมาไม่ได้ เมื่อนางหันมา แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธของนางก็ถูกเปิดเผยให้เห็นจนหมด ทว่าเมื่อเห็นอาอวี่ เฉินอวิ๋นเอ๋อร์ก็ระงับความโกรธเอาไว้
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ