หนานกงเย่รออยู่นานก็ยังไม่เห็นใคร ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นไปดูฉีเฟยอวิ๋นและเคาะประตูเมื่อมาถึงหน้าห้อง
“บอกท่านอ๋องไปว่าข้าไม่หิว ไม่...”
ประตูเปิดออกโดยมีหนานกงเย่ยืนหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตรงนั้น
ฉีเฟยอวิ๋นหุบปากทันที
“ข้าน่ารังเกียจจนถึงกับยอมอดข้าวอดน้ำเพื่อหลีกเลี่ยงเลยงั้นหรือ”
ประตูไม่ได้ปิด หนานกงเย่เดินตรงเข้ามาอยู่ตรงหน้าฉีเฟยอวิ๋น ฉีเฟยอวิ๋นพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นและเอ่ยอย่างอ่อนแรงว่า “ท่านอ๋อง”
“เพราะเหตุใดกันแน่เจ้าจึงไม่ย่อมใช้ชีวิตร่วมกับข้า หรือเป็นเพราะข้าไม่คู่ควรกับเจ้า” หนานกงเย่ไม่สบายใจ เขาเอามือไพล่หลังและหลุบตามองนาง
ฉีเฟยอวิ๋นนิ่งคิด มีบางอย่างที่นางต้องการพูดให้ชัดเจน
ฉีเฟยอวิ๋นหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่าง เอ่ยอย่างจนปัญญาว่า “ท่านอ๋องเย่อยู่ในสถานะอันสูงส่ง เป็นผู้สูงศักดิ์ ในอนาคตคงจะมีชายาอีกมากมาย แต่ข้าไม่คิดจะแย่งผู้ชายกับสตรีเหล่านั้น ยิ่งการร่วมหลับนอนด้วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
อ๋องเย่หย่ากับข้าน่าจะดีกว่า!
หนานกงเย่จ้องมองร่างที่อ่อนแรงบอบบางอยู่ครู่หนึ่ง “หรือจะเป็นเพราะเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติก่อนหน้านี้ เพราะไม่ยินดีจะสมรสกับข้า ไม่อยากจะมีสวามีร่วมกับสตรีอื่น”
ฉีเฟยอวิ๋นเหนื่อยใจ ชายผู้นี้ช่างคิดมากเหลือเกิน
“ท่านอ๋องเย่จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ฉีเฟยอวิ๋นปล่อยเลยตามเลยไม่คิดจะแก้
หนานกงเย่เดินมาอยู่ข้างๆ นางพลางเอามือไพล่หลัง ทำให้เห็นว่าเขาตัวสูงกว่านางประมาณหนึ่งคืบ
“ข้ารับรองไม่ได้ว่าในภายภาคหน้าข้าจะมีสตรีอื่นอีกกี่คน แต่ข้ารับรองได้ว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายขึ้นแน่นอน” เป็นราชนิกุล การอภิเษกย่อมไม่ได้เกิดขึ้นด้วยเจตจำนงของตนเอง
เรื่องที่แม้แต่โอรสแห่งสวรรค์ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เขาเองก็คงไม่ใช่ข้อยกเว้น
ฉีเฟยอวิ๋นส่ายหน้า “ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าไปคิดถึงเรื่องนั้นเลยเจ้าค่ะ เมื่อใดที่ท่านอ๋องเข้าใจ เมื่อนั้นท่านค่อยทำก็ได้”
“เจ้ากล้าขู่ข้างั้นหรือ” สีหน้าของหนานกงเย่เคร่งขรึมขึ้น
สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้ดีรู้ชั่วเอาเสียเลย
เขายอมอ่อนข้อให้แล้วก็ยังดื้อด้านขนาดนี้!
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันเองก็ลำบากใจ” ฉีเฟยอวิ๋นจนปัญญาที่จะหาข้อแก้ตัว
“ไหนลองว่ามาสิ หมดหนทางแล้วงั้นหรือ” หนานกงเย่อยากจะรู้เสียแล้ว
“หม่อมฉันอารมณ์ฉุนเฉียว ถ้าต้องเห็นท่านอ๋องอยู่ด้วยกันกับหญิงอื่น หม่อมฉันจะต้องหึงหวงมากเป็นแน่ ถ้าเผลอไปตบหญิงต่ำช้าจนตายแล้วท่านอ๋องเสียใจขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
ฉีเฟยอวิ๋นยกฝ่ามือขึ้นมาและออกแรงฟาดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หนานกงเย่หน้าถอดสี สิ่งที่ปรากฏในแววตาตอนนี้ไม่ใช่ฉีเฟยอวิ๋นที่ตบอนุภรรยาจนตาย แต่เป็นเขาที่ถูกตบจนพิการ
ทันใดนั้นหนานกงเย่ก็โกรธขึ้นมา “มากเรื่อง!”
“ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่กล้าหวังลมๆ แล้งๆ” ฉีเฟยอวิ๋นเอ่ยอย่างน้อยใจ จากนั้นหนานกงเย่ที่กำลังโกรธจึงหันหลังเดินจากไป
พอเขาจากไปแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงค่อยอารมณ์ดีและหันไปมองวิวทิวทัศน์
แต่น่าเสียดายที่ทิวทัศน์ภายนอกไม่มีอะไรให้มอง มีแต่เสียงท้องร้องโครกคราก
เมื่อพูดกันชัดเจนแล้วฉีเฟยอวิ๋นจึงไม่กังวลอีกต่อไปและออกไปกินข้าวกับหนานกงเย่
หนานกงเย่หมดความอยากอาหารทันทีเมื่อเห็นหน้าฉีเฟยอวิ๋น แต่ฉีเฟยอวิ๋นกลับกินอาหารอย่างมีความสุข
เมื่อกินอาหารเสร็จ ฉีเฟยอวิ๋นก็กลับไปพักผ่อนตลอดทั้งวัน วันต่อมาจึงกลับไปที่จวนแม่ทัพ
อาอวี่จัดหาคนมาคุ้มกันในการกลับจวนแม่ทัพครั้งนี้เพราะที่นอกจวนอาจจะมีคนคอยซุ่มซ่อนอยู่ เมื่ออยู่ภายในจวน ฉีเฟยอวิ๋นเดินไปที่ไหน อาอวี่จะคอยตามติดไปด้วย แม้แต่ไปรับประทานอาหารกับท่านแม่ทัพฉี อาอวี่ก็ยังตามไป
เดิมทีฉีเฟยอวิ๋นตั้งใจจะไปฝึกซ้อมร่างกาย แต่นางไม่มีเวลาว่างเลย
ในขณะที่แม่ทัพฉีกลับรู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ
แม้ว่าจะไม่พูดออกไป แต่เขาก็รู้สึกชื่นมื่น
หลังจากกินอาหารกับแม่ทัพฉี ฉีเฟยอวิ๋นจึงกลับไปเริ่มทำงานของตนเอง
เผลอแป๊บๆ วสันตฤดูก็ใกล้จะคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง ฉีเฟยอวิ๋นเองก็ใช้ว่าจะมีเวลามาทำเครื่องสำอางให้พระพันปีบ่อยๆ เพราะถึงอย่างไรนางก็มีอาชีพเป็นหมอ
ด้วยเหตุนี้นางจึงคิดจะหาอะไรให้ตัวเองทำ ทว่าไม่ได้คิดจะทำเพื่อหาเงิน ดังนั้นนางจึงตั้งใจจะไปที่วัดเฉิงหวงเพื่อรักษาโรคให้ผู้คนโดยไม่คิดค่ารักษา
ช่วงนี้อากาศหนาวเย็น ฉีเฟยอวิ๋นไปสอบถามมาแล้วและรู้มาว่าผู้ลี้ภัยที่มาชุมนุมอยู่ด้วยกันต้องพบเจอกับทั้งความหิวโหยและความหนาวเหน็บ ไม่มีทั้งอาหารและเสื้อผ้าหนาๆ ยากที่จะเอาตัวรอดจากความหนาวเย็น อีกทั้งยังมีคนแก่ชราและผู้ที่อ่อนแอขี้โรคมากมาย ดังนั้นคนป่วยจึงยิ่งมีมากขึ้นไปอีก
แค่จะกินจะนุ่งจะห่มยังไม่มี การหายามากินจึงกลายเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย
ฉีเฟยอวิ๋นอยากจะไปลองดู
ในวันแรกที่ออกไปดู ฉีเฟยอวิ๋นเรียกอาหม่านไปด้วย
นอกจากนั้นยังมีหงเถา ลี่ว์หลิ่วและอาอวี่ รวมกันเป็นห้าคนที่ไปสำรวจล่วงหน้า
ทั้งห้าคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา นั่งรถม้าโทรมๆ ทำตัวเป็นหมอที่รีบร้อนเดินทางมา และเมื่อมาถึงวันเฉิงหวง ฉีเฟยอวิ๋นก็ลงจากรถมาดู
มีคนหนุ่มสาวเจ็ดแปดคนนอนระเกะระกะอยู่ที่นอกวัดเฉิงหวง แต่ละคนหน้าเหลืองซูบซีดราวกับคนที่สุขภาพไม่ดี เนื้อตัวห่อหุ้มด้วยผ้าห่มผืนหน้า ทว่าทุกผืนคือผ้าขี้ริ้วที่ขาดวิ่น
ฉีเฟยอวิ๋นมองผ่านคนเหล่านี้เข้าไปในวัดเฉิงหวง ทั้งเด็กและคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่ภายในลานกำลังไออย่างหนัก บางคนกำลังกระเสือกกระสนควานหาอากาศหายใจเป็นเฮือกสุดท้าย
ฉีเฟยอวิ๋นไม่มีเวลามาสนใจสิ่งใดอีก นางรีบสั่งอาอวี่ว่า “ส่งกล่องยามาให้ข้า”
อาวี่นำกล่องยามาให้ในขณะที่ฉีเฟยอวิ๋นเดินไปหาผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าคนหนึ่ง ริมฝีปากของหญิงสาวผู้นั้นแห้งผาก ใบหน้าซีดเหลืองสีหน้าอิดโรย กำลังอุ้มเด็กหญิงอายุประมาณห้าถึงหกขวบซึ่งมีแววตาตื่นกลัวไว้ในอ้อมกอด
เด็กหญิงตัวน้อยกระถดถอยเมื่อเห็นฉีเฟยอวิ๋น
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: องค์ชายวายร้ายอยากเป็นพ่อ