ปาจรีย์แค่ดูก็รู้ว่าวารุณีกำลังคิดอะไรอยู่ ถอนหายใจ “ช่างมันเถอะ เรื่องลูกจะเอาไว้หรือเอาออก ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดเลย ตอนนี้มาคิดเรื่องของเธอกับประธานนัทธีก่อนดีกว่า”
วารุณีกัดริมฝีปาก “จริงสิ เรื่องที่ฉันท้อง เธอไม่ได้บอกเขาใช่ไหม?”
“ไม่ได้บอก” ปาจรีย์ส่ายหัว “ก็มัวแต่เป็นห่วงเธอ เลยยังไม่ได้คิดที่จะบอกเขา จะให้บอกเขาตอนนี้ไหม?”
“ไม่ต้องหรอก” วารุณีหลับตา “เก็บเป็นความลับไว้ก่อนเถอะ”
อันที่จริงแล้ว เธอกลัวว่าถ้าเธอบอกนัทธีตอนนี้ว่าเธอท้อง เขาต้องให้เธอเอาเด็กออกแน่ๆ
เพราะสำหรับเขาแล้ว เธอเป็นลูกสาวของศัตรู
ดังนั้น ต้องรอนักสืบสืบให้แน่ชัดก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะบอกเขาไหม ถึงเวลานั้น เธอก็จะตัดสินใจได้ว่าจะเก็บเด็กไว้หรือเอาเด็กออก
“โอเค งั้นก็ยังไม่บอกนะ” ปาจรีย์ยักไหล่
ในเวลานั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
ปาจรีย์หันหน้ามองไปทางประตู “น่าจะเป็นซุปไก่ที่ฉันสั่งมาถึงแล้ว”
พูดแล้ว เธอก็เดินไปเปิดประตู ปรากฎว่านอกประตูนั้นเป็นคนส่งอาหารจริงๆด้วย
ปาจรีย์ถือกล่องอาหารเข้ามา วางไว้ข้างเตียง ถูกเปิดออก กลิ่นหอมเข้มข้นของซุปไก่ลอยฟุ้งมาเตะจมูก
ปาจรีย์ตักซุปไก่หนึ่งถ้วยส่งให้วารุณี “เอานี่ กินเยอะๆ เธอขาดสารอาหาร พอดีแหละจะได้บำรุงสักหน่อย”
“ขอบคุณนะปาจรีย์” วารุณียิ้มอ่อน รับถ้วยซุปมา
ปาจรีย์นั่งอยู่ข้างๆมองเธอกิน
หลังจากที่รอเธอกินเสร็จ ปาจรีย์ก็ไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้เธอ
เธอแค่อ่อนเพลียและขาดสารอาหาร หลังจากได้รับสารอาหารเข้าไป ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
พอดีวารุณีเองก็ไม่อยากนอนโรงพยาบาล เพราะเรื่องที่ท้องจะถูกเปิดเผยได้ง่าย ดังนั้น จึงออกจากโรงพยาบาลแล้วกลับไปบริษัทพร้อมกับปาจรีย์
แต่ตอนที่ออกจากโรงพยาบาล ปาจรีย์ยังขอให้หมอสั่งยาบำรุงให้วารุณีมากเป็นพิเศษ ทำให้วารุณีพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ช่วงบ่าย วารุณีเห็นว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว จึงออกจากบริษัทไปรับลูก
ลูกๆทั้งสองคนเห็นเธอ ก็วิ่งมาหาเธอด้วยความดีใจ จะวิ่งโผเข้าชนเธอ
ปกติวารุณีจะยืนอยู่นิ่งๆไม่ขยับ ปล่อยให้เด็กทั้งสองคนวิ่งโผเข้าหาเธอ
แต่ครั้งนี้ไม่ได้ เธอกำลังตั้งท้อง อีกอย่างแรงปะทะจากการเข้าหาของเด็กทั้งสองก็ไม่ใช่เบาๆเลย กลัวว่าเด็กทั้งสองจะชนเข้าที่ท้องเธอ เธอรีบทำท่าทางให้หยุด ก่อนที่เด็กทั้งสองจะโผเข้ามาชน
“หม่ามี๊?” ไอริณเอียงศีรษะ ไม่เข้าใจว่าทำไมหม่ามี๊ถึงไม่ให้เธอวิ่ง
หรือว่าจะเหมือนกับคุณพ่อ ที่ไม่รักเธอแล้ว?
พอคิดอย่างนั้นแล้ว ไอรินเบะปาก ดวงตาแดงก่ำ
แต่อารัณสังเกตโดยละเอียด เห็นวารุณีใช้มือข้างหนึ่งจับท้องไว้แน่น ดวงตาเป็นประกาย “หม่ามี๊ พวกเรากำลังจะมีน้องแล้วเหรอครับ?”
วารุณีมองเขาอย่างประหลาดใจ “หนูเดาถูกได้ยังไง?”
อารัณยิ้มเบาๆ “ใครทำให้ผมฉลาดแบบนี้ล่ะครับ ตอนนี้ผมมีความรู้เทียบเท่ากับเรียนม.4 แล้วนะครับ”
“สมแล้วที่เป็นลูกชายแม่ เก่งจริงๆ” วารุณีบีบจมูกเขาด้วยรอยยิ้ม
กว่าไอริณจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ในเวลานี้เอง “หม่ามี๊ ไอริณกำลังจะได้เป็นพี่สาวแล้วเหรอค่ะ?”
“ใช่จ๊ะ ไอริณดีใจไหม?” วารุณีก้มมองเด็กสาวตัวน้อย
ไอริณพยักหน้างึกๆ “ดีใจค่ะ ไอริณกำลังจะได้เป็นพี่สาวแล้ว จะได้เป็นพี่สาวแล้ว!”
เด็กสาวตัวน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
วารุณีกลัวว่าเธอจะล้มไป จึงรีบให้อารัณไปจับเธอไว้
“โอเค เรื่องน้องชายหรือน้องสาวในท้องของหม่ามี๊ เก็บเป็นความลับระหว่างเราสามคนนะ พวกหนูห้ามบอกคนอื่นนะจ๊ะ!”
วารุณีโน้มตัวลงไปกำชับเด็กทั้งสอง
อารัณพยักหน้าโดยไม่ได้ถามเหตุผล “โอเคครับ”
มีเพียงไอริณที่กำมือแล้วถามขึ้น “ทำไมล่ะคะ คุณพ่อก็ไม่ได้หรอค่ะ?”
“ใช่จ๊ะ คุณพ่อก็ไม่ได้” วารุณีมองเธอด้วยสายตาจริงจัง
“หนูเข้าใจแล้วค่ะหม่ามี๊ หนูจะไม่บอกคุณพ่อค่ะ” ไอริณรับปาก
วารุณีพอใจแล้ว ก็จูงมือเด็กทั้งสอง “ไปจ๊ะ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: พิชิตใจหม่ามี๊ตัวแสบ
อ่านจบครบทุกตอนแล้วค่ะ สนุกมากค่ะเนื้อเรื่องน่าติดตาม ติดงอมแงมเลย นางเอกฉลาดทันคนดีค่ะ ขอติอย่างเดียวคือ พิมพ์ผิดเยอะมากทำให้เสียอรรถรสใน การอ่าน เป็นกำลังใจให้นักเขียนนะคะ🫶🏻...
แล้วกโอ้เอ คุยยืดยาดอยู่นั่น หนีสิคะ ไปหาตำรวจก่อน แจ้งว่ามีสตอคเกอร์ ขอความคุ้มครองจากตำรวจ รอนัทธีส่งคนไปรับ...
นางเอกโง่มาก มีคนชั่วอยู่ในบ้าน ก็ต้องรีบกำจัดสิ เก็บไว้ให้มันทำร้ายตัวเองกับลูกเหรอ น่าจะรีบบเอาวีดีโอให้สามีดูแล้วแจ้งตำรวจ...