บทที่ 1147 ยุคจี๋กวง
ปีแรกของศักราชเซียน ปีที่จอมเทพแห่งวงแหวนที่ห้าสิ้นชีพ จอมเซียนเด่นผงาด
จากนั้นค่อยกำหนดสมัยตามผู้นำเซียนสิบสองคน ยุคหนึ่งหมื่นสองพันปี กลายเป็นหนึ่งวัฏจักรใหญ่
แต่ละสมัยแบ่งเป็นเต๋าก่อเกิด เต๋าจรัส เต๋าเทียมฟ้า เต๋าสิ้นสุด
หนึ่งเต๋าสามพันปี สี่เต๋าเวียนวน นับเป็นวัฏจักรเล็ก
ทั้งกำหนดกฎเกณฑ์ อนาคตเมื่อมีผู้นำเซียนเพิ่มคนหนึ่ง ศักราชเซียนย่อมเพิ่มอีกสมัย
ด้วยจอมเซียนฝึกบำเพ็ญนานปี ดังนั้นจึงตั้งกฎเกณฑ์ ยุคสมัยใดกำลังดำเนินอยู่ ผู้นำเซียนคนปัจจุบันมีสิทธิ์ครองวงแหวนที่ห้าในช่วงสมัยตน
วันนี้เป็นยุคจิ่วอั้น ปีสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแห่งเต๋าสิ้นสุด เดือนสิบเอ็ด
ห่างจากสมัยถัดไปยุคจี๋กวงเพียงหนึ่งเดือน
การสับเปลี่ยนแต่ละสมัย สำหรับผู้บำเพ็ญของวงแหวนที่ห้าถือเป็นวันสำคัญทั้งมีความหมายพิเศษ
ไม่ว่าเป็นผู้นำเซียนยุคถัดไปหรือยุคปัจจุบันก็เช่นกัน
ดังนั้นวังเซียนแสงเหนือที่เป็นเขตปกครองของสมัยถัดไป ในนั้นจึงประดับโคมหลากสี บรรยากาศอบอวลด้วยนัยบอกลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทุกอย่างพร้อมสรรพ เตรียมส่งมอบสำเร็จ
หลายปีก่อนบริวารผู้นำเซียนจี๋กวงส่วนใหญ่กระจายกันอยู่บนวงแหวนที่ห้า ดูแลตัวเอง ผลัดกันรับช่วงตำแหน่งสำคัญ
โดยเฉพาะศิษย์ทั้งสี่ของผู้นำเซียนจี๋กวง นอกจากศิษย์คนที่สี่ซึ่งบัญชานอกวังเซียนแล้ว อีกสามคนล้วนออกเดินทาง รับช่วงและคุมสามกองทัพเซียนต่อจากบริวารผู้นำเซียนจิ่วอั้น
นี่คือเรื่องต้องทำในการสับเปลี่ยนแต่ละสมัย
ปัจจุบันรอแค่เดือนสุดท้ายผ่านไป
ทั้งวงแหวนที่ห้าย่อมต้อนรับศักราชใหม่
ช่วงหนึ่งหมื่นสองพันปีข้างหน้าผู้นำเซียนจี๋กวงจะครองอำนาจวงแหวน
แต่ยามทุกคนทั่ววังเซียนกำลังดื่มด่ำกับความคาดหวังดีงามเปี่ยมความฮึกเหิม มีเสียงร้องโหยหวนดังทั่วผาทัณฑ์อัสนีตรงทิศตะวันออกของวังเซียน
เสียงน่าสังเวชหาใดเปรียบ ถูกผู้บำเพ็ญของวังเซียนไม่น้อยได้ยิน
แต่หลายคนมองข้ามเรื่องนี้ ต่อให้มีคนเงยหน้ามองทางผาทัณฑ์อัสนีบ้าง แต่เพียงส่ายหัวถอนใจ จากนั้นก็ไม่ใส่ใจอีก
อย่างมากแค่เห็นเด็กหนุ่มท่าทางรีบร้อนท่องเหินไปยังผาทัณฑ์อัสนีแล้วอดถามอย่างหยอกล้อไม่ได้
“นายน้อยโดนลงโทษอีกแล้วหรือ”
“ครั้งนี้ทำอะไรผิดเล่า”
“จงฉือ ไม่ต้องรีบไป มาๆๆ บอกพวกเราหน่อย”
เผชิญหน้ากับคำถามจากผู้คนตลอดทาง เด็กหนุ่มชื่อจงฉือเพียงคารวะพลางยิ้มขื่น แต่เงาร่างกลับไม่ชะงัก มุ่งตรงไปผาทัณฑ์อัสนี
เมื่อเข้าใกล้อสนีบาตดังกัมปนาท เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายเมื่อเด็กหนุ่มกำลังก้าวเข้าผนึกต้องห้ามบนผาทัณฑ์อัสนี เสียงร้องพลันชะงักไป
เด็กหนุ่มอึ้งงัน รีบก้าวเข้าผนึกต้องห้าม เบื้องหน้าพร่าเลือน ครู่ต่อมาเมื่อทุกอย่างชัดแจ้ง สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาเขาคืออัสนีเขียวทั่วฟ้า
อสนีบาตไร้สิ้นสุดส่องประกายบนเวิ้งฟ้า ฟาดผ่าเงาร่างที่ตรึงกลางอากาศไม่หยุด
เงาร่างนั้นเสื้อผ้ามอมแมม ผมเผ้าสยายยุ่ง ร่างกายถูกอสนีพันรอบ
ตอนนี้ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่ร้องอีก แต่ด้วยอสนีบาตฟาดผ่านับไม่ถ้วน เห็นชัดว่าตัวสั่นอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจกระชั้นถี่ ทั่วร่างเปี่ยมบาดแผล เลือดแดงสดหลั่งริน
มุมปากก็เช่นกัน
เมื่อเห็นนายน้อยยังมีเรี่ยวแรง จงฉือทำท่าเป่าปากโล่งอก คารวะมากลางอากาศ
“นายน้อย… วังร้อยบุปผาปิดผนึกตามคำสั่งท่านแล้ว ไม่มีคนบุกเข้าไปในช่วงที่ท่านถูกลงทัณฑ์อัสนี”
ฟ้ายังคำรามดังเดิม สายฟ้าฟาดต่อเนื่อง
เงาร่างที่ถูกตรึงกลางอากาศเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม ตอนนี้กำลังก้มหน้าหลับตา
ไม่ว่าอสนีบาตฟาดผ่าอย่างไร เขาล้วนไม่ลืมตาขึ้น
ด้วย… ยามเขาหลับตายังมีความรู้สึกนานัปการ ทั้งมึนงง จนปัญญา สับสน หมุนเวียนเปลี่ยนไป
‘ทำไมเมื่อปรากฏตัวก็กำลังถูกลงโทษ’
อสนีรายล้อมสร้างความเจ็บปวดสาหัสเหมือนแส้ฟาด ทำให้ในใจสวี่ชิงอึมครึม
เขาจำได้ชัดเจนว่าชั่วอึดใจก่อน ตนก้าวเข้าประตูทะเลเหนือบนโลกชั้นสาม เมื่อท่องอักษรแปดคำนั้น ครู่ต่อมาตนก็ปรากฏตัวที่นี่
ร่างกายไม่ใช่ของตน
ถึงขั้นว่าจิตวิญญาณยังไม่ใช่
แต่จิตสำนึกเป็นของเขา!
ราวกับข้ามมิติ ครู่ต่อมา… ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของร่างกลายเป็นข้อมูลนับไม่ถ้วน สั่นสะเทือนจิตสำนึกของเขา
สักพักทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าของร่างปรากฏในการรับรู้ของสวี่ชิง
ครั้งนี้คนตัวเล็กไม่ได้หลอกเขา
ฐานะเจ้าของร่างคือบุตรชายคนเดียวของผู้นำเซียนจี๋กวง
ที่นี่คือโลกชั้นสี่
ช่วงประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นครั้งอดีต
เมื่อสวี่ชิงทราบความทรงจำเจ้าของร่างจากจิตสำนึก อสนีบาตเหมือนแส้ฟาดต่อเนื่องกลางอากาศพลันชะงัก
สิ่งที่ชะงักไม่ใช่แค่อสนีบาต แต่มีการโคจรบนเวิ้งฟ้าแถบนี้ด้วย ถึงขั้นว่าแม้แต่ห้วงอากาศกับกาลเวลายังหยุดนิ่ง
จงฉือสหายศึกษาของเขาไม่ขยับเขยื้อนเช่นกัน
มีเพียงเงาร่างหนึ่งปรากฏบนฟ้ากะทันหัน เผยตัวหน้าสวี่ชิงที่ถูกตรึงอยู่
เงาร่างรางเลือนไม่ชัดเจน แต่ความยิ่งใหญ่ดั่งลิขิตสวรรค์ ประหนึ่งโลก ทั้งเหมือนเจ้าแห่งวงแหวนกำราบทุกสิ่งได้
เขามองสวี่ชิงอย่างเย็นชา
สักพักค่อยเอ่ยปากช้าๆ
“ลูกชั่ว!”
“ปกติเจ้ามั่วนารีก็ช่างเถิด สร้างวังร้อยบุปผาขึ้นมา ข้ายังหลับตาข้างลืมตาข้าง ให้เจ้าทำตัวเหลวไหลระดับหนึ่ง”
“แต่เจ้า… ถึงขั้นไปยั่วเย้าบุตรสาวของผู้นำเซียนจิ่วอั้น!”
“เล่นกับความรู้สึกนาง หลอกสัมผัสตัวนาง!”
“ช่างเถิด เจ้ารู้จักปลอบ ข้าถือว่าเจ้ายังมีความสามารถ แต่เจ้ากลับได้แล้วทิ้ง ทั้งตัดสะบั้นเยื่อใย!”
“ตอนนี้บุตรสาวผู้นำเซียนจิ่วอั้นมาหาถึงที่ ให้ข้าจัดการ!”
ตอนนี้เขาดูดซับความทรงจำเจ้าของร่างเสร็จแล้ว ชีวิตบุตรแห่งจี๋กวงคนนี้ทำให้สวี่ชิงไม่รู้ว่าควรวิจารณ์อย่างไร
ใช่ว่าเขาไม่ฝึกบำเพ็ญอย่างจริงจัง ไม่อาจบอกว่าเขาเป็นคนเหลาะแหละ
เขาอายุสามสิบกว่าปี พลังบำเพ็ญถึงระดับเจ้าเหนือหัว ไม่ห่างจากระดับกึ่งเซียนนัก
ปกติทำอะไรก็พอใช้ได้ ส่วนใหญ่ผู้คนล้วนคิดว่าเขาอ่อนโยนทรงภูมิ ถือว่ามีท่าทางสง่างาม ทั้งหน้าตาดีแต่เกิด…
ติเพียงเรื่องเดียว…
นั่นก็คือมากรัก
ถ้าต้องบรรยายถากถางตัวเองตามความทรงจำของนายน้อยคนนี้
นั่นคือหัวใจสลายนับไม่ถ้วน แต่ละครั้งชอบคนไม่ซ้ำหน้า
ดังนั้นความทรงจำเขาจึงมีแต่ภาพเร้าอารมณ์
สวี่ชิงขมวดคิ้ว หลังจากซึมซับความทรงจำ เสียงจงฉือค่อยชัดขึ้นมา เขาจึงลืมตามองเด็กหนุ่มข้างล่าง
ในความทรงจำเจ้าของร่าง ข้างกายมีเพียงสหายศึกษาคนหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้นฐานะแท้จริงของเด็กหนุ่มคนนี้ ตอนนี้สวี่ชิงพอคาดเดาได้ แปดเก้าส่วนย่อมเป็นหลี่เมิ่งถู่
แต่แน่นอนว่าเขาไม่มีทางเปิดโปง
ตอนนี้สวี่ชิงจึงแค่มอง ก่อนกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า
“ข้าเหนื่อยอยู่บ้าง”
จงฉือกะพริบตาปริบๆ เขารู้สึกว่านายน้อยตรงหน้าคนนี้เหมือนต่างจากเมื่อก่อนอยู่บ้าง แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจ
นั่นก็คือประวัติศาสตร์ช่วงนี้มีสามคนที่สวมบทบาทไม่ได้
คนหนึ่งคือจอมเซียน คนหนึ่งคือผู้นำเซียน คนหนึ่งคือนายน้อย
จอมเซียนกับผู้นำเซียนย่อมไม่ต้องกล่าวมากความ
ส่วนนายน้อยมีผู้นำเซียนปกป้อง ไม่อาจสวมบทบาทได้
สาเหตุที่มั่นใจ เกี่ยวข้องกับขั้นตอนรับบทบาทบนโลกชั้นสามของดาวอย่างพวกเขา นี่จึงไม่ใช่แค่ความเข้าใจของเขา แต่เป็นความเข้าใจของดาวคนอื่นด้วย
‘น่าจะเกี่ยวกับทัณฑ์อัสนีรวมถึงคำตำหนิเมื่อครู่ของผู้นำเซียน’
เมื่อนึกถึงตรงนี้ จงฉือกล่าวเสียงเบา
“นายน้อย ยามเดินทางมาข้าถามหออัสนีแล้ว พวกเขาบอกว่าทัณฑ์อัสนีที่รับมาคือเจ็ดวัน”
“อีกเจ็ดวันก็คือวันนัดประลองของนายน้อยกับอัจฉริยะหลี่นั่น ท่านว่าข้าต้องไปแจ้งเลื่อนเวลากับอีกฝ่ายหรือไม่”
สวี่ชิงได้ยินแล้วนึกถึงความทรงจำเจ้าของร่าง ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเคยขัดแย้งกับหลี่เส่าเฟิงอัจฉริยะแห่งสำนักตาข่ายฟ้าเพราะหญิงงามล้ำเลิศซึ่งจำแลงกายจากจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ตัวหนึ่ง
จิ้งจอกสาวนั้นเป็นของอัจฉริยะหลี่
ดังนั้นทั้งสองฝ่ายเลยแอบนัดประลองกัน ใครชนะได้ครองสาวงาม
‘นัดประลองอะไรกัน…’
สวี่ชิงขมวดคิ้ว
เมื่อกำลังเอ่ยปาก ครู่ต่อมาเขาพลันครุ่นคิด นึกถึงจิ้งจอกดิน
‘มันไม่ได้มาด้วยกระมัง’

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา