บทที่ 32 ขวาตายซ้ายรอด
“นี่…ก็ยาพิษหรือ”
ดาบกระดูกเบิกตาโพลง เผยความสิ้นหวังออกมา อยากจะพูดอะไรแต่หัวก็มึนหนัก ทิ้งตัวสลบไสลไป
เวลานี้หมอกลวงตาก็ปกคลุมพวกเขาเข้ามา กลืนร่างของสวี่ชิงและดาบกระดูกไว้ด้านใน
หลังผ่านไปสองชั่วยาม ในจุดที่เป็นสี่แยกที่ชายป่าพื้นที่ต้องห้าม ดาบกระดูกลืมตาตื่นขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บ
ชั่วขณะที่ลืมตา เขาก็มองไปรอบด้านอย่างมึนงง แต่ไม่นานก็กระโดดเหยงขึ้นมาด้วยความกังวล
หลังจากยืนยันว่าตำแหน่งที่อยู่ไม่มีอันตราย ซ้ำยังมองไม่เห็นร่างของสวี่ชิงอีก เขาถึงถอนใจโล่งออกมา และพบว่าใบหน้าของตนเองหายบวมแล้ว ทั้งตัวก็ไม่ค่อยแตกต่างจากก่อนที่จะติดพิษอีกด้วย
“ข้ายังไม่ตายหรือ”
หัวใจดาบกระดูกเต้นรัวเร็ว ความรู้สึกรอดพ้นจากอันตรายรุนแรงมาก ขณะเดียวกันเขาก็พบว่าข้างตัวมีไม้ไผ่ชิ้นหนึ่ง ด้านบนสลักตัวหนังสือไว้
“ประกันสิ้นสุดแล้ว”
พอมองสี่คำนี้ ในใจดาบกระดูกเกิดความซับซ้อนขึ้นมา และรู้สึกละอายต่อลูกไม้ก่อนหน้านี้ของตนเองด้วย ครู่ต่อมาเขาจึงถอนหายใจเสียงหนึ่ง หันไปทางผืนป่าแล้วคารวะลงอย่างลึกซึ้ง
“ขอบคุณ”
ระหว่างที่งึมงำ เขาหันหน้ามองไปยังสองทิศทางตรงหน้า ด้านขวาคือเส้นทางที่จะผ่านฐานที่มั่น ส่วนทางซ้ายคือถนนที่ออกจากฐานที่มั่นแล้วตรงไปยังเมืองคลื่นสน
เขายืนอยู่ตรงนั้น สัมผัสไม่ได้ว่ารอบๆ มีคนอยู่ จึงนิ่งงันอยู่นาน
“หัวหน้าฐานมาจากสำนักวัชระ อาณาเขตของสำนักวัชระก็ครอบคลุมไปถึงเมืองทั้งหมดรอบๆ นี้ ต่อให้ข้าหนีไปเมืองคลื่นสนก็ยังเลี่ยงโทสะของหัวหน้าฐานไม่พ้น โดยเฉพาะการที่คนของเขาตายไปแล้วทั้งหมด”
ในใจดาบกระดูกลังเล เขารู้ว่ามีวิธีหนึ่งสามารถทำให้ตนเองมีโอกาสรอด นั่นก็คือไปบอกความลับในฐานที่มั่น พูดเรื่องที่เด็กน้อยสังหารลูกน้องของหัวหน้าฐานไป จากนั้นก็โยนเรื่องทั้งหมดให้เด็กน้อย ตนเองก็น่าจะมีชีวิตต่อไปได้
เพียงแต่การทำเช่นนั้น เป็นการทรยศจิตใจตนเอง เด็กน้อยถึงอย่างไรก็ช่วยเหลือตนเองไว้ แต่หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลของเขาก็เปลี่ยนเป็นความเด็ดขาด
“โลกาวินาศนี้ ตนเองรอดชีวิตถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด มัวไปสนใจคนอื่นไม่ได้!” พอคิดถึงจุดนี้ เขาก็กดความละอายในใจตนเองลง ร่างไหววูบพุ่งทะยานไปยังฐานที่มั่น
แต่พริบตาที่ร่างของเขาเหยียบลงฐานที่มั่น แสงเย็นสายหนึ่งก็พุ่งหวีดหวิวเข้ามาด้านหลังเขาด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง แทงทะลุศีรษะเขาในพริบตา
เสียงดังฉึก ร่างดาบกระดูกสั่นระรัว เลือดสดซ่านกระเซ็น ดวงตาเบิกโพลง ล้มลงไปชักกระตุกกับพื้น โลกในสายตาของเขาถูกเงาหนึ่งที่เดินใกล้เข้ามาบดบัง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความดำมืด กระทั่งกลายเป็นความนิรันดร์กาล
ลมหายใจดับสูญ
สวี่ชิงยืนอยู่ด้านหน้าศพดาบกระดูก ชักเหล็กแหลมออกมาเงียบๆ
สวี่ชิงเข้าใจนิสัยคนเป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ออกห่างทันที แต่ให้โอกาสดาบกระดูกได้เลือก
ซ้ายคือทางรอด
ขวาคือความตาย
และดาบกระดูกก็เลือกทางขวา
สวี่ชิงสีหน้าไร้อารมณ์ หยิบผงสลายศพออกมาสาด พอศพของดาบกระดูกละลาย สวี่ชิงจึงหันหลังกลับอย่างสงบ ร่างไหววูบทะยานตรงไปยังส่วนลึก
ส่วนเรื่องของหัวหน้าฐาน เขาคร้านจะแยแส
ระหว่างที่ทะยานเข้าไปในป่า แม้ตอนนี้หมอกลวงตายังคงอยู่ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับตัวเขามากนัก ดังนั้นตอนช่วงโพล้เพล้ สวี่ชิงจึงทะลวงหมอกเข้ามาถึงห้องยาในหุบเขาเรียบร้อย
ขณะที่เขาใกล้ถึง มีเสียงอ่อนแรงของหมาป่าดังก้อง สวี่ชิงไม่สนใจมันแม้แต่น้อย
เขาตรวจสอบอย่างระมัดระวังก่อนรอบหนึ่ง พอยืนยันว่าสิ่งที่ตนเองวางไว้ก่อนออกไปรอบที่แล้วไม่มีร่องรอยถูกสัมผัส จึงผลักประตูห้องยาออกแล้วเดินเข้าไป
ห้องยาไม่ใหญ่นัก ไม่มีเตียงสำหรับนอนพัก รอบๆ มีเพียงนำขอนไม้มาทำเป็นช่องตาราง และในทุกช่องก็มีสมุนไพรและต่อมพิษที่แตกต่างกันอยู่
สมุนไพรและต่อมพิษเหล่านี้มีทั้งที่จัดการไปแล้ว และที่ยังสมบูรณ์อยู่ เป็นจำนวนมากนับร้อย
สวี่ชิงกวาดตามอง ในใจก็เกิดความพึงพอใจ
เขารวบรวมสิ่งเหล่านี้มาจากป่าพื้นที่ต้องห้ามที่ได้เรียนรู้จากปรมาจารย์ไป่ ในนี้ส่วนใหญ่มาจากรอบนอกพื้นที่ต้องห้าม มีส่วนน้อยที่มาจากในส่วนลึก
ในนี้มีสมุนไพรพิษอยู่มาก หญ้าสมุนไพรเป็นส่วนน้อย
สวี่ชิงตรวจสอบก่อนครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนั่งลงบนพื้น ดวงตาเผยแววครุ่นคิด
สูตรปรุงลูกกลอนขาวของปรมาจารย์ไป่ แม้จะซ่อนอยู่ในบทเรียนประจำวัน แต่สวี่ชิงที่ชอบจดบันทึกจนเคยชิน ความจำเองก็ไม่เลวนัก ดังนั้นเขาจึงจัดเตรียมมาแล้วล่วงหน้า เพียงแต่…สมุนไพรที่ใช้หลอมลูกกลอนขาวเขายังมีไม่ครบ
“หลอมตามสูตรยาไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็น่าจะพอใช้สมุนไพรอื่นมาทดแทนหรือปรุงออกมาตามไอพลังทางยาของสมุนไพรได้”
สวี่ชิงงึมงำ เขาไม่รู้ว่าวิธีนี้ได้ผลหรือไม่ แต่คิดดูแล้วต่อให้ล้มเหลว เขาก็ยังเพิ่มพูนประสบการณ์ปรุงยาของตนเองได้
พอคิดถึงจุดนี้ สวี่ชิงจึงโบกมือขวา จากนั้นก็มีหญ้าสมุนไพรเจ็ดแปดชนิดลอยออกมาจากช่องเล็กที่ต่างกันมากองอยู่เบื้องหน้าเขา
หลังจากมองอย่างละเอียด สวี่ชิงคิดๆ แล้วเดินออกจากห้องยาไปทางด้านหลัง ที่นั่นนอกจากจะมีดอกไม้หลากสีสันอยู่แล้ว ยังมีแปลงเกษตรผืนเล็กที่ขุดออกมา ปลูกสมุนไพรเอาไว้ไม่น้อยอีกด้วย
สมุนไพรเหล่านี้ล้วนถูกสวี่ชิงเคลื่อนย้ายมาไว้ที่นี่ด้วยข้อจำกัดว่าไม่สามารถออกห่างจากดินได้นานนัก พอนานวันเข้า จึงกลายเป็นแปลงสมุนไพรผืนหนึ่งไป
เมื่อสวี่ชิงเดินเข้าไปในแปลงสมุนไพรน้อย เสียงหมาป่าที่ไม่ห่างออกไปนักก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นมา
สวี่ชิงสีหน้าปกติ ไม่สนใจใยดี ถอนสมุนไพรออกมาสามชนิดจากในแปลง หันหลังเดินจากไป
หลังกลับมาถึงห้องยาก็หยิบถาดหินอออกมาถาดหนึ่ง แล้วเริ่มปรุงตามความรู้ที่เรียนมา
ไม่ว่าจะเป็นการเด็ดใบหรือคั้นน้ำ หรือบีบเอาเกสรดอกไม้ เขาก็ล้วนทำอย่างละเอียดละออ หลังจากนำออกมาจนหมด ขณะที่กำลังปรุงอย่างต่อเนื่อง ตัวยาของเหลวในถาดหินก็ค่อยๆ กลายเป็นสีดำ
“ขาดสมุนไพรไปห้าชนิด…”
สวี่ชิงมองช่องตารางรอบๆ พอคิดไปคิดมาก็ล้วงบางส่วนออกมา ใช้วิธีเพียบพร้อมหยินหยาง ตั้งใจจะปรุงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจออกมา
แต่เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ยากอย่างมาก ดังนั้นจนผ่านไปแล้วคืนหนึ่ง ตอนที่ด้านนอกฟ้าสว่าง เขาถึงฝืนจับคู่รวมสมุนไพรที่ต้องการออกมาได้
มองของเหลวข้นหนืดสีดำบนถาดหิน คิ้วสวี่ชิงขมวดขึ้น
สิ่งนี้ไม่เหมือนกับลูกกลอนขาวที่เขาจินตนาการไว้ แต่ทำมาถึงจุดนี้แล้ว จะทิ้งไปก็ไม่ได้
สวี่ชิงจึงกัดฟัน ล้วงเอาหญ้าเจ็ดใบกำใหญ่ออกมา ปรุงไปตามอัตราส่วน
พริบตาต่อมา ยาเหลวข้นหนืดในถาดหินก็เดือดพล่านขึ้นมา สีเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้คงอยู่เพียงสามอึดใจก็หยุดลง
ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่ชิงสามารถดูดซับไอพลังประหลาดได้ เกรงว่าการรวมตัวกันของไอพลังประหลาดครั้งนั้น คงจะรุกรานร่างกายเขาทั้งร่างไปแล้ว
ฉากนี้ ทำให้สวี่ชิงถอดใจขึ้นมา
แต่เขารู้ว่าลูกกลอนขาวไม่ใช่สิ่งที่หลอมออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะตอนที่ตนเองปรุงในขณะที่มีสมุนไพรไม่ครบ ก็ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่
แต่แม้เป็นเช่นนี้ ประสบการณ์ปรุงยาของเขาก็ยังเพิ่มพูน ขณะเดียวกันในการแก้ไขสิบกว่าครั้งนี้ ครั้งสุดท้าย แม้จะเรียกว่าสำเร็จไม่ได้ แต่ก็มีประโยชน์บ้างเล็กน้อย
เพียงแต่ประโยชน์นี้ ตรงกันข้ามกับลูกกลอนขาวอย่างสมบูรณ์
ลูกกลอนขาวคือปลดปลงไอพลังประหลาด แต่ลูกกลอนที่สวี่ชิงปรับแปลงครั้งสุดท้าย กลับดึงดูดไอพลังประหลาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เวลานี้เขาก้มหน้าลงมองถาดหินเบื้องหน้า
ในถาดมีชั้นแบ่งสีครามอยู่ชั้นหนึ่งที่เกิดขึ้นจากหญ้าเจ็ดใบ และใต้ชั้นแบ่งนี้ ก็คือยาเหลวข้นหนืดดำสนิท
สาเหตุที่ต้องใช้ชั้นแบ่ง เพราะว่าถ้าชั้นแบ่งนี้หายไป ยาเหลวข้นหนืดนี้ไม่จำเป็นต้องกลืนลงไป ก็ดึงดูดไอพลังประหลาดที่เข้มข้นเข้ามารวมตัวกันได้ทันที
สาเหตุการตายของหมาป่าเกล็ดดำตัวนั้น ครึ่งหนึ่งคือมาจากจุดนี้
สวี่ชิงถอนหายใจ นวดหว่างคิ้วของตนเอง สัมผัสกับคลื่นพลังบำเพ็ญในร่างกายถึงสลายความรู้สึกพ่ายแพ้ของตนเองไปได้บ้าง
แม้ลูกกลอนจะไม่ราบรื่น แต่พลังบำเพ็ญของเขาช่วงนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้มาถึงเคล็ดคีรีสมุทรขั้นห้าระดับสมบูรณ์แล้ว
“คืนนี้ ควรจะทะลวงขั้นหกได้แล้ว”
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก วางเรื่องยาลูกกลอนลงก่อน ในสายตาเผยความคาดหวัง ทุ่มไปที่การทะลวงขั้นอย่างสุดกำลัง
อยู่ในโลกาวินาศ ทุกครั้งเมื่อความแข็งแกร่งของร่างกายตนเองเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง ก็หมายความว่าโอกาสในการรอดชีวิตก็เพิ่มขึ้นมาด้วยส่วนหนึ่งเช่นกัน
ในคืนนี้ ตอนที่จันทร์กระจ่างลอยสูง ร่างกายสวี่ชิงก็เกิดเสียงครืนครันขึ้นมา
เสียงครั้งนี้ดังกว่าครั้งที่ผ่านมามาก เดิมสวี่ชิงที่คิดว่าในร่างกายไม่มีการปนเปื้อน พริบตานี้ร่างกายเขาก็ปลดปล่อยสิ่งเจือปนมหาศาลออกมา
ขณะที่ความโปร่งโล่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วตัวสวี่ชิง ด้านหลังเขาก็มีเสียงคำรามลอดออกมารางๆ
เงาเซียวที่เคยปรากฏออกมาเฉพาะตอนที่เขาออกหมัด เวลานี้ก็ปรากฏออกมาด้านหลังเขาด้วยเช่นกัน แต่ร่างใหญ่กว่า ความดุร้ายก็แกร่งยิ่งกว่า กระทั่งไม่ใช่ขาเดียวอีกแล้ว แต่ปรากฏออกมาถึงสองขา
โดยเฉพาะ…เงาเซียวที่ปรากฏออกมานี้ ส่วนหัวของมันเหมือนมีเขาหนึ่งปรากฏออกมารางๆ!
นี่ไม่ใช่เซียว นี่เป็นโครงร่างของขุย!
พริบตาที่มันปรากฏออกมา การคำรามไร้เสียงที่มาจากโครงร่างขุย สะท้อนไปทุกทิศทาง และทำให้เสียงร้องของสัตว์ประหลาดมากมายในผืนป่าขณะนี้ล้วนหยุดนิ่งลงกะทันหัน
สวี่ชิงค่อยๆ ลืมตา แสงสีม่วงสาดจ้าไปทั่วทั้งห้องยาในพริบตา ราวกับว่ามีอัสนีสีม่วงฟาดผ่าลงมา
และในการแผ่ซ่านของแสงม่วงและเสียงคำรามของโครงร่างขุยด้านหลัง สวี่ชิงที่นั่งหน้าไร้อารมณ์อยู่ตรงนั้น ก็สร้างแรงกดดันขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อแสงม่วงในดวงตาสลาย เงาขุยที่อยู่ด้านหลังเลือนรางไป สวี่ชิงก็พึมพำเสียงต่ำ
“เคล็ดคีรีสมุทร ขั้นหก”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา