บทที่ 432 คนที่กล้าใช้ชื่อเด็กน้อย ต้องตาย!
สวี่ชิงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ถังหูลู่อร่อยมาก รสชาติที่คุ้นเคยใกล้เคียง แฝงความทรงจำของเขาในเมืองเป็นเอกไว้ ตลอดทางนี้เขาจึงค่อยๆ ลิ้มรส ละเมียดเคี้ยวทุกคำ
แต่พิษตามลมวูบนั้น ทำให้ถังหูลู่เปลี่ยนเป็นสีดำส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมา
เมื่อสังหารเสร็จ สวี่ชิงก็มองชิงชิวที่เดินมาอย่างเย็นชา ถึงแม้ในใจเขาจะไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับหญิงสาวคนนี้นัก แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็กำลังทำภารกิจ จึงเอ่ยเสียงเย็นชา
“ข้าไม่แย่งแต้มกองทัพของเจ้าหรอก”
ระหว่างที่พูด สวี่ชิงก็หันหลังเดินจากไป และเสียงของชิงชิวก็ดังมาอย่างเย็นชาทันที
“ใครสนใจแต้มกองทัพกัน!”
ชิงชิวสาวเท้าเดินมาพร้อมเสียงที่ดังก้อง ไม่สนใจสวี่ชิง นางเดินไม่กี่ก้าวก็มาอยู่เบื้องหน้าคนชุดดำ
ไม่ได้หยิบถุงเก็บของเป็นลำดับแรก แต่ใช้เท้าเหยียบศีรษะของศพก่อน
ไม้ไผ่ไม่ได้เพียงทะลุแทงศีรษะเท่านั้น แต่มีเสียงศีรษะที่ถูกเหยียบจนแตกดังโพละใต้เท้าของชิงชิว
เสียงดังออกมา สวี่ชิงที่เดินไปไกลแล้วยังได้ยิน หันหน้ามามองผาดหนึ่ง
ชิงชิวที่ยืนอยู่ใกล้ศพเหมือนจะยังไม่สาแก่ใจ ยกเท้าขึ้นเหยียบต่อจนเละเทะ
ภาพที่โหดร้ายนี้ สวี่ชิงรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ เดาว่าคนผู้นี้น่าจะไปผิดใจอะไรกับชิงชิว และจะต้องฝังลึกมาก จึงถอนสายตากลับมา ออกจากเมืองหลวงเขตปกครอง ไปยังหอกระบี่
ชิงชิวไม่หันไปมองสวี่ชิงเลยตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากที่เหยียบศพคนชุดดำจนเละ นางก็หยิบถุงเก็บของจากกองเลือดเนื้อขึ้นมา จ้องเศษเนื้อเละๆ บนพื้นเขม็ง ดวงตาเผยความรังเกียจออกมา
‘อย่างเจ้าน่ะคู่ควรกับชื่อเด็กน้อยหรือ กล้ามาทำให้คำนี้แปดเปื้อน ข้าจะทำให้เจ้าตายไม่เหลือซากเลย!’ ชิงชิวแค่นเสียงเย็นชาในใจ
คนร้ายประกาศจับคนนี้ เดิมไม่ใช่เป้าหมายภารกิจของนาง แต่หลังจากที่นางเห็นรายชื่อประกาศจับที่อีกฝ่ายใช้ชื่อว่าเด็กน้อย นางก็จับจ้องมาที่คนผู้นี้ คิดจะจัดการเขาทิ้งเสีย
ชื่อเด็กน้อยนี้ศักดิ์สิทธิ์อย่างมากในใจชิงชิว เป็นตัวแทนของความดีงาม นางจึงไม่อนุญาตให้ใครทำให้แปดเปื้อน
‘ใช่เลยๆ เล่นงานเขาให้ตายเสีย ตายตกตามเขาไปเลย!’ หลังจากที่ผีร้ายไม่เห็นเงาของสวี่ชิงแล้ว ถึงกล้าพูดออกมา ร้องเอะอะในสมองชิงชิว
‘เอาล่ะ เรื่องที่ให้เจ้าไปตรวจสอบ ได้เรื่องหรือยัง!’ ชิงชิวเอ่ยเย็นชาในจิตเทพ
‘ได้เรื่องแล้ว อีกสี่เดือน เป็นไปได้มากว่าขบวนสินค้าของเผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ที่มาซื้อหินเมฆมารดรจะกลับเผ่าของพวกเขาผ่านหุบเขานภาจันทรา แต่ตำแหน่งนั้นไม่เหมาะกับการซุ่มดักปล้น เจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำ’
ผีร้ายเอ่ยรวดเร็ว
ชิงชิวไม่พูดจา หันหลังเดินจากไปไกลใต้แสงจันทร์
‘ถ้าเจ้าจะทำจริงๆ ข้าคิดว่าเราต้องเตรียมพร้อมที่จะตายตกตามพวกเขาไป ถึงแม้ว่าข้าจะรอวันนี้มานาน แต่ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะต้องพิจารณานานกว่านี้สักหน่อย’
ผีร้ายค่อนข้างลังเล
‘ข้าต้องการแต้มกองทัพเพียงพอที่จะลดเวลาทำหน้าที่ได้ ต้องไปแย่งของของพวกเขาเพื่อมาแลกแต้มกองทัพ!’ ชิงชิวส่งเสียงในใจอย่างเรียบนิ่ง
‘คุ้มค่าหรือ ไม่ใช่ว่าแค่สามปีหรือไร ตอนนี้ผ่านไปครึ่งปีแล้ว” ผีร้ายถอนหายใจ มันคิดจะตายตกตามกัน แต่กลับไม่อยากตายพร้อมกับพวกสามัญ
‘อันที่จริงๆ ที่เหมาะจะตายตกตามไปคือเจ้าหมาบ้านั่น…’
ชิงชิวมองข้ามคำพูดเหล่านั้นของผีร้าย เอ่ยเสียงราบเรียบ
‘ข้ารอถึงสามปีไม่ไหว ในหนึ่งปีข้าจะไปทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ’
‘ไม่เช่นนั้นเจ้าน่าก็ครุ่นคิดอีกหน่อยเถอะ อันที่สามปีก็สามปีสิ นานถึงเพียงนี้แล้ว ไม่ต่างกับสามปีหรอก’ ผีร้ายยังไม่ยอมแพ้ เอ่ยแนะนำต่อ
‘ไม่ได้!
‘ช่วงนี้ข้าใจโหวงบ่อยๆ รู้สึกว่าพี่เด็กน้อยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตเป็นตายอยู่ในทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ ข้ารอไม่ไหว
‘ตอนนี้ข้าปกป้องเขาได้แล้ว ข้าจะไปหาเขา ข้าติดค้างหนี้ชีวิตเขา!’
ส่วนสวี่ชิงตอนนี้กลับมาถึงหอกระบี่แล้ว
หลังจากนั่งลงขัดสมาธิเขาก็หยิบแผ่นหยกของปลัดเขตปกครองออกมาศึกษาอย่างละเอียด
เวลาไหลผ่านไป ตอนที่ฟ้าเกือบจะสว่าง สวี่ชิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเผยแววครุ่นคิด
‘หุ่นเชิดเซียนต้องหลอมคนที่มีชีวิต อีกทั้งต้องยินยอมพร้อมใจด้วย…’
เขาอ่านเนื้อหาด้านในแผ่นหยกไปแล้วหลายรอบ และศึกษาอย่างละเอียดรอบหนึ่ง เข้าใจการสร้างหุ่นเชิดเซียนของเผ่าเคียงเซียนมากขึ้น
เพียงแต่อย่างไรนี่ก็เป็นความลับสุดยอดของเผ่าเคียงเซียน ปลัดเขตปกครองจึงไม่อาจศึกษาแก่นที่แท้จริงได้
แต่เนื้อหาที่บันทึกไว้ในแผ่นหยก ก็เพียงพอสำหรับสวี่ชิงแล้ว
‘ไม่ว่าจะเคล็ดวิชาลับ หรือวิธีการแปรสภาพ รวมถึงเก้าหลอมเคียงเซียนที่พูดถึงในนั้น ที่จริงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สำคัญ…ที่สำคัญคือเผ่าเคียงเซียนเลือกคนในเผ่ามาเป็นวัตถุดิบได้อย่างไร’
สวี่ชิงหรี่ตา ในหัวสมองปรากฏภาพเผ่าเคียงเซียนในคุกเหล่านั้นขึ้นมา
‘เป็นไปได้หรือไม่ว่าพันธสัญญาส่งตัวนักโทษเมื่อครบสิบปีของทั้งสามเผ่า สำหรับเผ่าเคียงเซียนแล้วยังมีจุดประสงค์และเจตนาอื่นอีก เช่น…
‘นำนักโทษที่ส่งกลับไปหลอมเป็นหุ่นเชิดเซียน?
‘และปกตินักโทษจะผ่านการตายหลายครั้งในคุกจนสูญเสียความทรงจำทั้งหมด เช่นนี้ในบางระดับ ก็ถือว่าเติมเต็มเงื่อนไขเรื่องยินยอมพร้อมใจด้วย’
ดวงตาสวี่ชิงเปล่งแสงวาบ เขานึกถึงเรื่องที่ผู้อาวุโสมือผีพูดถึงคำสั่งเมื่อสามร้อยปีก่อนของเจ้าเขตปกครอง
“เพื่อที่จะไม่ให้ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างเผ่าเคียงเซียง จึงออกคำสั่งว่าไม่ลบความทรงจำของนักโทษเผ่าเคียงเซียนอีกต่อไปเช่นนั้นหรือ เรื่องนี้…”
สวี่ชิงครุ่นคิด เรื่องนี้ดูเหมือนเจ้าเขตปกครองจะมีเมตตา แต่จากข้อมูลที่สวี่ชิงรู้ในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเจ้าเขตปกครองรู้กระบวนการการสร้างหุ่นเชิดเซียน จึงมีคำสั่งนี้ออกมา
เพียงกล่าวให้นุ่มนวล ทั้งหมดก็เพื่อมิตรภาพของทั้งสองเผ่า เรื่องนี้ทำให้เผ่าเคียงเซียนต้องยอมรับโดยปริยาย
‘เรื่องใดก็ตามล้วนห้ามมองเพียงแค่ผิวเผิน’
สวี่ชิงทอดถอนใจ ตอนอยู่ในเจ็ดเนตรโลหิตเขาก็สัมผัสได้บ้างแล้ว ตอนอยู่พันธมิตรแปดสำนักดีกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อมาเมืองหลวงเขตปกครอง ความรู้สึกนี้ก็รุนแรงขึ้น
‘เช่นนี้ ข้าสามารถคิดหาวิธีที่จะทิ้งบางอย่างเอาไว้ที่ตัวนักโทษเผ่าเคียงเซียนที่กำลังจะถูกส่งตัวกลับไปได้…’
สวี่ชิงคิดว่าทำเรื่องนี้ได้
ส่วนท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างแล้ว ดวงตาสวี่ชิงเผยประกายหม่น ลุกขึ้นตรงไปยังกรมราชทัณฑ์ แต่ไม่ได้ไปที่เขตติงหนึ่งสามสอง และไม่ได้ไปที่เขตปิ่ง แต่ไปที่ชั้นเก้าก่อน
ที่นั่นใช้สถานะและอำนาจพัศดีเขตปิ่งของตน ตรวจสอบข้อมูลนักโทษทั้งหมดของเขตติง ในที่สุดก็หาเบาะแสจากในนี้เจอ
เผ่าเคียงเซียนทั้งหมดไม่ได้ถูกขังอยู่แค่ในเขตปิ่ง
ในเขตติงก็มีนักโทษเผ่าเคียงเซียนด้วยเช่นกัน จำนวนอยู่ที่ประมาณสามร้อย
“ข้าสังหารคนไปตั้งมากมาย แล้วผู้ใดล่ะที่เป็นสหายเขา
“แต่ว่านี่ไม่สำคัญ ช่วงนี้ข้าใกล้จะถึงวันที่ส่งตัวกลับเผ่าแล้ว หลังจากข้าออกไป ความทรมานในวันนี้จะต้องเอาคืนให้สาสม!”
ขณะที่เผ่าเคียงเซียนคนนี้กำลังเคียดแค้นอย่างรุนแรง สวี่ชิงก็ยังทำตามแผนต่อ ไปหาเผ่าเคียงเซียนคนอื่นที่กำลังจะถูกส่งตัวกลับในเขตติง ล้วนทำเช่นนี้ทั้งสิ้น
ทุกครั้ง เขาล้วนเปลี่ยนโฉมหน้า และพูดคลับคล้ายคลับคลาตามโทษที่นักโทษแต่ละตนได้รับ
ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าเคียงเซียนเหล่านี้จับได้ว่าตนเองทำอะไรกับร่างกายพวกเขา
ทำให้พวกเขาไม่สามารถประติดประต่อข้อมูลที่ขาดหายไปได้ และคิดว่านี่เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวเท่านั้น
เสร็จเรื่องเหล่านี้ สวี่ชิงก็ออกจากเขตติง ไปยังเขตปิ่ง
เขตปิ่งยังมีเผ่าเคียงเซียนอีกสองคน แม้สวี่ชิงจะสามารถแบกกฎเกณฑ์ที่ประทับลงมาของโลกใบเล็กได้ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก ไม่อิสระ ยิ่งไปกว่านั้นเวลายังจำกัดอีกด้วย
ดังนั้นเผ่าเคียงเซียนสองคนนี้ เขาจึงปล่อยไปก่อน
และถัดจากนี้ เขาก็ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การปรับตัวกับกฎเกณฑ์ที่ประทับลงมาของโลกใบเล็กในเขตปิ่ง ลองก้าวเข้าไปในโลกใบเล็กทีละก้าว ซึ่งแต่ละก้าวก็แบกรับความเจ็บปวดรวดร้าวจวนจะปริแตกของร่างกายไว้
เพียงแต่ว่าอย่างมากสุดก็ทนได้เพียงสามร้อยอึดใจ ยังไม่เพียงพอที่จะฝังไอพลังประหลาดของตนเข้าไปในร่างเผ่าเคียงเซียน
“อย่างน้อยข้าต้องทนได้สักสองพันอึดใจ ถึงจะฝืนทำไหว”
หลังจากสวี่ชิงตัดสินใจ ก็พยายามมากยิ่งขึ้น
ช่วงนี้นอกจากที่ไปเข้าเวรทุกครั้ง เขาก็จะนำสุรากาหนึ่งไปฝากผู้อาวุโสมือผีด้วย เขารู้ว่าอีกฝ่ายชอบดื่มสุรา
หลังจากที่มอบให้หลายครั้ง สวี่ชิงก็สอบถามถึงเคล็ดลับในการแบกรับกฎเกณฑ์ของโลกใบเล็กขึ้นอย่างนอบน้อมขณะที่อีกฝ่ายดื่มสุรา เขาเชื่อว่าจะต้องมีเคล็ดลับอะไรอยู่แน่
ตอนแรกมือผียังไม่พูด ต่อมาหลังจากดื่มสุราของสวี่ชิงไปหลายครั้ง เริ่มชื่นชมสวี่ชิงมากขึ้น เริ่มบอกให้เขารู้
สวี่ชิงฟังอย่างตั้งใจ จากนั้นก็ไปทดสอบในโลกใบเล็ก ผ่านการลับคมอยู่หลายครั้ง สรุปด้วยตัวเอง
เขาก็พัฒนาได้ไวมากเช่นนี้ เวลาในการแบกรับกฎเกณฑ์ก็นานขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งเดือนต่อมาเวลาของเขาก็เพิ่มจากสามร้อยอึดใจมาเป็นหนึ่งพันอึดใจแล้ว
ในระหว่างนี้ เขตปกครองผนึกสมุทรก็เกิดเรื่องที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
มีผู้บำเพ็ญเผ่าฟ้าทมิฬปรากฏตัวขึ้นในเขตปกครองผนึกสมุทร ถูกผู้แข็งแกร่งที่วังครองกระบี่ส่งตัวไปจับตัวมาอย่างลับๆ หลังจากทรมานให้รับสารภาพ สุดท้ายก็ถูกส่งตัวมาสะกดไว้ในเขตปิ่ง
เรื่องนี้เป็นความลับ คนนอกไม่รู้ สวี่ชิงในฐานะที่เป็นพัศดีเขตปิ่งถึงได้รู้
วันที่ส่งตัวมา คือตอนที่เขากำลังเข้าเวร ขณะที่เพิ่งเดินเข้ามาในชั้นเก้าสิบ สวี่ชิงก็เห็นมือผีรวมถึงพัศดีโลกใบที่หนึ่งอีกไม่น้อย กำลังมารับตัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเผ่าฟ้าทมิฬ
หากบอกว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เผ่ามนุษย์เสื่อมถอยลงคือศึกล้างเผ่ากับเผ่านภาคิมหันต์เมื่อครั้งนั้น เช่นนั้นเผ่าฟ้าทมิฬก็คือนักฆ่าที่รอโอกาสจะตัดเผ่ามนุษย์ออกไปหลังจากที่เผ่ามนุษย์ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างยากลำบาก
เผ่าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ก็เลือกที่จะขึ้นตรงกับเผ่าฟ้าทมิฬในตอนนั้น
กระทั่งจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ การทรยศของใต้เท้าคลื่นศักดิ์สิทธิ์ในตอนนั้น คล้ายเป็นแผนการที่น่าตกตะลึงแผนหนึ่ง เพียงแต่เมื่อผ่านยุคผ่านสมัยมาจนปัจจุบัน จึงมีน้อยคนนักที่รู้รายละเอียดข้อเท็จจริง
สวี่ชิงรู้เรื่องเหล่านี้ค่อนข้างน้อย ประวัติศาสตร์ทั้งหมด ล้วนรู้มาจากการบอกเล่าของปลัดเขตปกครองเมื่อครั้งที่มาฝึกฝนลับให้กับผู้ครองกระบี่ทั้งสิ้น
แต่สวี่ชิงรู้ว่าเผ่าฟ้าทมิฬไม่ชอบแสงอาทิตย์ จึงทำลายดวงตะวันที่แต่เดิมล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าให้มอดดับไป
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั่วทั้งดินแดนของเผ่าฟ้าทมิฬ จึงมีเพียงดวงจันทร์เท่านั้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา