บทที่ 778 ข้ายืนอยู่ตรงหน้าเจ้า
………………..
“สำนักย่อยยอดจักรพรรดิดาราถูกปล้น!”
“เห็นว่าของหายไปเยอะมาก มีจารึกหินที่เก็บไว้ในเขตหวงห้าม จารึกนี้ในวันปกติธรรมดาทั่วไปอย่างยิ่ง มีเพียงในคืนที่ฝนตกฟ้าคะนองจะมีเงาปรากฏขึ้นรางๆ”
“เคยถูกสำนักยอดจักรพรรดิดาราศึกษามานาน ในที่สุดก็ไขปริศนาภาพพิเศษสลักบนหินก้อนหนึ่งได้ เงาเลือนรางในนั้นคือผู้บำเพ็ญหลอมตันเถียนโบราณผู้หนึ่ง มีคุณค่าทางโบราณคดี แต่อันที่จริงก็ไม่ได้มากถึงเพียงนั้น”
“หินก้อนนี้หายไปก็ช่างเถิด แต่ของชิ้นอื่นที่ถูกปล้นไปก็เรียกได้ว่าอุกฉกรรย์…ได้ยินว่ามีพื้นที่ส่วนหนึ่ง ต้นไม้ ก้อนอิฐ กระทั่งสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงนั้นทั้งหมดถูกรื้อไปสามส่วน ดินบางแห่งถูกขุดลงไปสามฉื่อ ราวกับตั๊กแตนลง…”
“ที่ยิ่งไม่น่าเชื่อคือ อาภรณ์บางส่วนก็ถูกขโมยไปด้วย!”
“เกิดอะไรขึ้น…ขโมยของพวกนั้นไปทำไม”
แม้สำนักย่อยอดจักรพรรดิดาราจะไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวาง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นหนึ่งในสิบสุดยอดสำนักของเผ่ามนุษย์ เมื่อสำนักมีการเคลื่อนไหวย่อมดึงดูดสายตาผู้คน โดยเฉพาะเรื่องถูกปล้น
ประกอบกับสิ่งที่สูญหายไปแปลกประหลาดยิ่ง
ดังนั้นเช้าตรู่วันนี้ เรื่องการปล้นสำนักย่อยยอดจักรพรรดิดาราจึงเล่าลือออกไปไม่หยุด คนที่ได้ฟังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ล้วนตกตะลึงระคนสงสัยกับเรื่องนี้
ไม่นานนัก ก็มีคนสืบข้อมูลลับบางอย่างผ่านพวกเส้นสายและข้อมูลเหล่านี้ ก็เหมือนน้ำเย็นที่สาดลงไปในน้ำมันเดือด ปะทุขึ้นมาทันที
“หนึ่งในโจร วิชาเวทย์ที่สำแดงคือขั้นใหญ่ของสายเซียนต่างวิถี!”
“อีกทั้งจากการพิจารณาของสำนักย่อยยอดดาราจักรพรรดิ จำนวนไหมวิญญาณของคนผู้นี้มากถึงแสนเส้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหนือกว่าบรรพจารย์ทั้งสองของสายเซียนต่างวิถีไปแล้ว!”
“เรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไรกัน ข้าก็เคยไปทำความเข้าใจสายเซียนต่างวิถีมาก่อน ความเร็วในการบำเพ็ญเชื่องช้ายิ่ง หากอยากมีไหมวิญญาณนับแสนเส้น…ยังไม่ต้องพูดถึงเลยว่าร่างกายแบกรับการแบ่งแยกวิญญาณออกมาเช่นนี้ได้หรือไม่ เพียงแค่เวลาที่ใช้ก็เกือบหมื่นปีแล้ว!!”
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
ข่าวคราวแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว แค่ช่วงเช้า ลมพายุก็พลันก่อตัวขึ้น ขณะที่ปกคลุมไปทั้งเมืองหลวงจักรพรรดิ ก็ย่อมเล่าลือไปถึงวังศึกษาด้วย
และในฐานะที่สายเซียนต่างวิถีเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ในยามกลางวัน ก็มีผู้ร่ำเรียนจำนวนมากรวมตัวอยู่ด้านนอก ต่างมองมท่เจดีย์ขาวสายเซียนต่างวิถีอย่างไม่อยากเชื่อ พากันวิพากษ์วิจารณ์
เพราะตัวแทนของสำนักยอดจักรพรรดิดาราที่ยื่นเรื่องขอเข้าไปในเจดีย์ขาว ตอนนี้ยังไม่เดินออกมา
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งก้านธูป ตัวแทนสำนักยอดจักรพรรดิดาราคนนั้นก็เดินออกมาจากเจดีย์ขาวสายเซียนต่างวิถีด้วยสีหน้าปั้นยาก รีบร้อนจากไป
ด้านหลังเขา เป็นเจ้าสายเซียนต่างวิถีตลอดจนศิษย์ทั้งสามคน
แม้ตอนนี้หน้ากากของวังศึกษาจะบดบังระลอกคลื่นอารมณ์ของพวกเขาเอาไว้ แต่ความตกตะลึงที่เผยออกมาจากดวงตา ก็แสดงให้เห็นใจที่ไม่สงบของพวกเขาทั้งสี่
อารมณ์ของพวกเขาเวลานี้ มีทั้งความตื่นตะลึง สับสน ตื่นเต้นตลอดจนความคลั่งไคล้ผสมปนเปกัน
สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักย่อยยอดจักรพรรดิดารา พวกเขาได้ยินคำเล่าลือมาตั้งแต่แรกๆ แต่ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเรื่องผู้บำเพ็ญลึกลับสำเร็จขั้นใหญ่สายเซียนต่างวิถีปรากฏตัวขึ้น ทำให้พวกเขาตกตะลึง
จากนั้นตัวแทนของสำนักยอดจักรพรรดิดาราก็มาหา บอกรายละเอียดมากมาย รวมถึงตรวจสอบข้อมูลของผู้บำเพ็ญในสายเซียนต่างวิถี พวกเขาถึงได้รับรู้ความจริงของเรื่องที่เกิดขึ้น
ความปั่นป่วนในใจพวยพุ่งขึ้นไปถึงขีดสุดแล้ว
และการสอบสวนของสำนักยอดจักรพรรดิดาราก็ยังไม่ได้คำตอบ แม้หลายปีมานี้ศิษย์หลักที่บำเพ็ญในสายเซียนต่างวิถีจะมีแค่สี่คน แต่อันที่จริงด้านนอกก็ผู้ที่บำเพ็ญวิชาสายเซียนต่างวิถีอยู่
ถึงอย่างไรการก่อตั้งวังศึกษาก็เพื่อทำลายการเล่นพรรคเล่นพวก ทำให้ทุกคนเรียนเคล็ดวิชาได้ ดังนั้นต่อให้สายเซียนต่างวิถีจะกำหนดไว้ว่าต้องเป็นศิษย์หลักถึงจะศึกษาได้ แต่ความเป็นจริง หลายครั้งกฎข้อนี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญ
ดังนั้นนับแต่โบราณมา มีคนมากมายที่รู้วิชาสายเซียนต่างวิถี หากหมายจะตรวจสอบ ก็ประหนึ่งงมเข็มในมหาสมุทร
และด้วยความคิดในกรอบนี้ ผู้คนจึงคิดว่าเจ้าสายอาจเป็นผู้บำเพ็ญลึกลับสำเร็จขั้นใหญ่ผู้นั้นไปตามสัญชาตญาณ และที่เป็นไปได้มากกว่า…ผู้บำเพ็ญลึกลับผู้นี้ จะต้องเป็นตาเฒ่าที่ซ่อนตัวมานับพันปีแน่!
เวลานี้เจ้าสายเซียนต่างวิถียืนอยู่ด้านนอกเจดีย์ขาว สะกดความตื่นเต้นในใจ พยายามทำให้ตัวเองสงบลง กวาดสายตาไปที่่ร่างของผู้ร่ำเรียนในวังศึกษารอบๆ
เขารู้สึกสะท้อนใจสุดคณานับ
“กี่ปีแล้ว ที่สายเซียนต่างวิถีไม่ได้เป็นที่สนใจเช่นนี้ ไม่มีผู้ร่ำเรียนห้อมล้อมเช่นนี้…”
นอกเหนือจากใจที่โหมซัด เขายังรู้สึกตื้นตันใจกับผู้ลึกลับขั้นสูงของสายเซียนต่างวิถีคนนั้นอย่างยิ่ง ยิ่งภาคภูมิใจ จึงสูดลมหายใจลึก เปล่งเสียงกับคนด้านภายนอก
“ข้าไม่ทราบว่าสำนักย่อยยอดจักรพรรดิดาราไปยั่วยุอะไรผู้อาวุโสของสายข้าผู้นั้น จนทำให้ผู้อาวุโสสายข้าต้องลงโทษเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการตักเตือนเช่นนี้ ทว่าเรื่องราวในครั้งนี้ สายเซียนต่างวิถีของข้ารับผิดชอบได้!
“ตั้งแต่โบราณมา ผู้ที่เรียนวิชาสายเซียนต่างวิถีของข้ามีมากมาย ยิ่งมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้นในเผ่ามนุษย์เรา จึงมีผู้แข็งแกร่งสายเซียนต่างวิถีอยู่มากมายนัก
“แต่เดิม ข้าไม่อยากป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ด้านนอกรับรู้ เพราะสายของข้าอ่อนน้อมถ่อมตนมาโดยตลอด ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลก ใช้ฐานะอย่างสายทั่วไปติดต่อกับด้านนอก แต่วันนี้…ในเมื่อผู้อาวุโสสายข้าลงมือแล้ว พวกเราก็จะไม่หลบซ่อนอีก
“ใช่แล้ว คนผู้นี้คือหนึ่งในผู้แข็งแกร่งสายเซียนต่างวิถีของข้า!”
เจ้าสายเซียนต่างวิถีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ เสียงสะท้อนก้อง ทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในกลุ่มผู้ร่ำเรียนรอบๆ นับไม่ถ้วน และท่ามกลางความจอแจนี้ เจ้าสายเซียนต่างวิถีนำมือไพล่หลัง เชิดหน้าเดินกลับเข้ไปในเจดีย์ขาว
ศิษย์สามคนนั้นก็เดินตามไปอย่างฮึกเหิมทันที
จนกระทั่งทั้งสี่กลับเข้ามาในเจดีย์ขาว จากการปิดประตู ศิษย์ทั้งสามก็สะกดความตื่นเต้นในใจไว้ไม่ไหวอีก พากันมองไปทางเจ้าสาย
“ท่านอาจารย์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ท่านอาจารย์ สายเซียนต่างวิถีของพวกเรา มีผู้แข็งแกร่งขนาดนั้นอยู่จริงหรือ”
“ไหมวิญญาณหนึ่งแสนเส้นเชียวนะ นี่…เป็นไปได้อย่างไร”
เสียงคนทั้งสามกำลังสั่นเทิ้ม
เจ้าสายเซียนต่างวิถีเงยหน้า เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ
“ไม่รู้!”
หากเป็นแต่ก่อน ศิษย์สามคนนี้จะต้องกล่าวยอกย้อนเป็นแน่ ถึงอย่างไรเจ้าสายก็ไม่ทำอะไรพวกเขาอยู่แล้ว พวกเขากระทั่งยังอยากจะถูกขับออกด้วยซ้ำ
สวี่ชิงครุ่นคิด หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นยืน เดินออกจากจวนมุ่งหน้าไปที่วังศึกษาท่ามกลางแสงตะวันยามเช้า
ส่วนนายกอง ยังไม่กลับมา
สวี่ชิงไม่สนใจ เมื่อมาถึงทางเข้าวังศึกษา ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปก็เหมือนการส่งข้ามที่สุ่มปรากฏตัวด้านในวังศึกษา เสื้อผ้าอาภรณ์เปลี่ยนไป ใบหน้ามีหน้ากากเพิ่มขึ้นมา
ผู้คนหลั่งไหลมาที่นี่เป็นจำนวนมาก เสียงจ้อกแจ้กจอแจเหมือนจะดังมากกว่าปกติ
สวี่ชิงมองซ้ายวาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปที่สายเซียนต่างวิถี เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้านก็ดังมาอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อได้ยินถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ผู้บำเพ็ญลึกลับสายเซียนต่างวิถี เขาก็ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้าน
ครู่ต่อมา เดินผ่านฝูงชน สวี่ชิงก็มองเห็นเจดีย์ขาวของสายเซียนต่างวิถี ที่นี่แตกต่างไปจากก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง มีผู้ร่ำเรียนหลายสิบคนกำลังขอคำแนะนำวิชาสายเซียนต่างวิถีอย่างนอบน้อม
เจ้าสายนั่งหลังตรงอยู่ด้านในด้วยแววตาน่าเกรงขาม
ศิษย์ทั้งสามต่างเชิดหน้าขึ้นกำลังอธิบายให้ผู้อื่นฟัง
หลังจากสังเกตเห็นสวี่ชิง เจ้าสายก็พยักหน้าเบาๆ ศิษย์ทั้งสามคนนั้นก็ร้องเรียก ดึงตัวเขาไปทันที หนึ่งในนั้นน้ำเสียงเจือความภาคภูมิใจ เอ่ยเสียงเบา
“ทำไมเมื่อวานเจ้าไม่มา ได้ยินเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับสายเซียนต่างวิถีของพวกเราแล้วกระมัง
“ข้าจะบอกเจ้าให้นะว่าอันที่จริงสายเซียนต่างวิถีของพวกเราซ่อนเร้นอำพรางมาตลอด แท้จริงแล้วพวกเราแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสที่มีไหมวิญญาณหลายแสนเส้นผู้นั้น เป็นหนึ่งในบรรพจารย์สายของเรา!”
ขณะที่ศิษย์คนนี้กำลังจะกล่าวเพิ่มติม เจ้าสายก็กระแอมไอ
“มีคนมา เจ้าไปต้อนรับหน่อยสิเสวียนเหลยจื่อ”
สวี่ชิงประสานมือ ศิษย์ที่เอ่ยอยู่ข้างๆ ก็หยุดพูดทันที พูดทิ้งท้ายว่า
“มีเรื่องบางเรื่อง เจ้าเพิ่งเข้ามายังไม่อาจล่วงรู้ได้ สรุปง่ายๆ เจ้าทำให้ตัวดีๆ แล้วกัน อันที่จริง…พวกเราร้ายกาจยิ่ง!”
สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ เขาคาดการณ์ภาพนี้ไว้นานแล้ว จึงทำทีตื่นเต้น พยักหน้าอย่างหนักแน่น จากนั้นก็มองไปที่ประตูซึ่งมีผู้ร่ำเรียนเดินเข้ามาเจ็ดแปดคน
สวี่ชิงก้าวเข้าไป เอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“ทุกท่านมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด หากอยากจะรู้เรื่องสายเซียนต่างวิถี ข้าอธิบายให้กับพวกท่านได้”
เนื่องจากกฎของวังศึกษา ผู้ร่ำเรียนเจ็ดแปดคนนี้ล้วนมีลักษณะเดียวกันในสายตาสวี่ชิง แต่มีหนึ่งในนั้นที่ระแวดระวังตัว ถือโอกาสตอนที่คนอื่นสอบถามสวี่ชิง เขาก็กวาดสายตามองทุกคนรวมถึงสวี่ชิงอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายก็จดจ้องไปทางเจ้าสายสองสามครั้ง พึมพำในใจ
‘ด้านนอกพูดกันว่าผู้บำเพ็ญสายเซียนต่างวิถีผู้นั้น เป็นตาเฒ่าอายุนับพันปี แต่ข้าที่ประมือกับเขาวันนั้น อีกฝ่ายไม่ได้แสดงออกมาว่ามีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานชัดเจนนัก โดยเฉพาะการพูดจาก็น้อยยิ่ง น่าจะเป็นพวกเงียบขรึมไม่ค่อยพูด เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้าหมาสองนั่น…จะเป็นเจ้าสายคนนี้!’
คิดถึงตรงนี้ ผู้ร่ำเรียนคนนี้ก็คล้ายจะทำตามใจชอบ ถามกับสวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ ประโยคหนึ่ง
“ผู้ร่ำเรียนท่านนี้ ข้าอยากจะเข้าร่วมสายเซียนต่างวิถี อยากทราบเรื่องสายนี้สักหน่อย เช่นเจ้าสายท่านนี้ของพวกเรา ดูแล้วน่าจะเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อย เหมือนว่าอายุก็ไม่มากเท่าไรกระมัง…”
สวี่ชิงได้ยิน ก็มองคนผู้นี้ผาดหนึ่ง รู้สึกระแวดระวังขึ้นมา

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา