บทที่ 885 จุดตะเกียงในสมบัติเทพ
………………..
ดวงชีพอสูรสมุทรบรรพกาลเป็นวิถีสวรรค์ของสมบัติเทพคลังที่หนึ่งของสวี่ชิง สำเร็จขึ้นนานแล้ว นี่ทำให้ในขณะเดียวกับที่สมบัติเทพคลังที่หนึ่งเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาแล้ว พลังกฎเกณฑ์และกฎระเบียบก็เต็มเปี่ยมมากที่สุดเช่นกัน
ส่วนสมบัติเทพคลังที่สองที่แปรเปลี่ยนมาจากพิษต้องห้าม และสมบัติเทพคลังที่สามที่แปรเปลี่ยนมาจากพลังดวงจันทร์สีม่วง อีกทั้งยังมีสมบัติจักรพรรดิ ตอนนี้เป็นเพียงแค่มีสมบัติแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
วิญญาณเป็นวิถีสวรรค์ ดังนั้นสมบัติที่ไร้วิถียากที่จะสมบูรณ์ ห้าคลังไม่อาจปะทุได้ดั่งภูเขาไฟ และไม่อาจสร้างจิตวิญญาณแห่งกฎเกณฑ์และกฎระเบียบได้ แปรเปลี่ยนเถ้าให้กลายเป็นกองดินไม่ได้ รอยเต๋ายากจะกลับคืน
ดังนั้นได้วิถีสวรรค์นอกจากจะเป็นสิ่งที่สวี่ชิงต้องการสำหรับฐานะมหาขุนพลนภาทมิฬแล้ว ยังเป็นเป้าหมายในการมาแผ่นดินเทวะครั้งนี้อีกด้วย!
และตลอดทางมานี้ แม้จะเจอสิ่งมีชีวิตแผ่นดินเทวะไม่น้อย และส่วนใหญ่สามารถแปลงเป็นวิถีสวรรค์ได้ แต่ว่าติดด้วยเหตุผลต่างๆ เขาก็ล้มเลิกไปทีละอย่างๆ
ยกเว้นในเสี้ยวขณะนี้!
รูปสลักสามเศียรหกกรที่หว่างคิ้วมีรอยจันทร์เหล่านั้น กลิ่นอายที่แผ่ออกมาสามารถขับเคลื่อนคลังสมบัติเทพที่สามของเขา นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ดังนั้นในดวงตาสวี่ชิงฉายประกายประหลาด
ขณะเดียวกัน เสียงของนายกองก็ดังมาจากข้างหน้า
“ศิษย์น้องเล็ก มานี่เร็ว ใกล้จะไม่ทันแล้ว”
นายกองตะโกนลั่น เสียงอยู่ในลมส่งไปได้ไม่ไกลเท่าไร สวี่ชิงหลังจากได้ยิน เสียงนี้ถูกลมฉีกทึ้ง แตกสลายแหลกราญ
สวี่ชิงพยักหน้า ดึงสายตากลับมาจากรูปสลัก มองไปทางลมพายุท่วมฟ้าที่หอบไปทั่วทุกทิศจากที่ไกล สัมผัสลมทรายรอบๆ ที่พัดมาบนร่าง ความรู้สึกเหมือนมีดคนนับไม่ถ้วนแทงมา
ทุกอย่างนี้ทำให้เขาก้มหน้าเล็กน้อย ร่างเพียงไหววูบก็ตรงไปทางนายกอง
เห็นสวี่ชิงตามมาทัน นายกองสำแดงความเร็วเต็มที่พุ่งทะยาน ในที่สุดก็มาถึงยังภูเขาสุสานจักรพรรดิ
มาถึงที่นี่ ลมพายุข้างหลังพวกเขายิ่งรุนแรง มองไปไกลๆ ดำมืดไปทั้งผืน ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้าหรือผืนดินล้วนขมุกขมัวอยู่ในพายุ เหมือนความชั่วร้ายไม่สิ้นสุดมาพร้อมด้วยพลังทำลายล้าง โจมตีมา
รูปสลักที่ริมชายขอบถูกท่วมจมไปในลมพายุสีดำ กระทั่งว่าแม้แต่ภูเขาจักรพรรดิแห่งนี้ก็เหมือนว่าจะถูกฝังกลบไปในลมทรายเช่นกัน
แต่นายกองเตรียมการมาพร้อมมาก เป้าหมายชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง ทันทีที่เข้าใกล้ภูเขา เขาก็พ่นเลือดคำโตออกมา
เป็นคำที่ใหญ่มากจริงๆ!
เพราะปริาณของเลือดเทียบได้กระทั่งว่าเป็นเลือดทั้งร่างของผู้ใหญ่เผ่ามนุษย์คนหนึ่ง
ในขณะที่พ่นออกมา มือขวาของเขาก็สะบัดเขียนเลือด ใช้เลือดต่างน้ำหมึก ปาดไปบนหินผาของภูเขา
วาดเป็นวงรีวงหนึ่ง
ยังไม่จบแค่นั้น นายกองพ่นเลือดออกมาคำแล้วคำเล่า หลังจากที่พ่นออกมาสิบเจ็ดคำ ในสายตาของสวี่ชิง นายกองใช้เลือดสดๆ เหล่านี้วาดเป็นวงกลมที่สมบูรณ์วงหนึ่งไปบนกำแพงหิน
จากนั้นก็เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังบั่นก็ดังก้องออกมาจากปากของนายกอง
“ฮือๆ โศกสลดยิ่งนักบิดาข้า เจ็บออดแอดเพียงเล็กน้อย กลับม้วยมอดมรณา”
“รู้เป็นอย่างดีบิดาข้า ชั่วชีวาลำบากยากเข็น ให้กำเนิดพวกข้า รักเอ็นดูหวงแหนเป็นอย่างยิ่ง”
“ทว่าสวรรค์ทอดทิ้งข้า พรากเราจากกัน วิญญาณล่องไปในปรโลก จะตะโกนอย่างไรไม่ได้ยิน จะมองอย่างไรก็ไม่เห็น เสียงและภาพไม่อาจได้สัมผัส ร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ความรักความอาวรณ์นี้จะระบายอย่างไร”
เสียงของนายกอง แต่ละตัวอักษรโศกเศร้า แต่ละประโยคเจ็บปวดรวดร้าว ลมสามารถฉีกทึ้งเสียงของเขาได้ ทว่ายากจะลบล้างอารมณ์ในน้ำเสียงของเขา ปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ดังมาในจิตใจของสวี่ชิง สวี่ชิงก็หวั่นไหวไปด้วยเช่นกัน
หากไม่ได้เห็นว่านายกองที่เสียงเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ตอนนี้หันกลับมากะพริบตาให้ตน หน้าตาแฝงไว้ด้วยความได้ใจ สวี่ชิงกระทั่งมีความรู้สึกว่าคนที่ฝังอยู่ในสุสานจักรพรรดิแห่งนี้เป็นบิดาของนายกองจริงๆ…
และเสี้ยวขณะต่อมา หลังจากที่นายกองกู่ร้อง มือขวาก็ยกขึ้น แทงเข้าไปในร่าง ควักเอาตับของตัวเองออกมา แล้วแปะไปในวงกลมสีเลือดที่วาดไว้บนหินผา
เสียงของเขาโศกเศร้ายิ่งกว่าเดิมทันที
“บัดนี้ข้าขอประกอบพิธีเซ่นไหว้ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านผู้ล่วงลับ หากวิญญาณของบิดาข้ายังรับรู้ได้ในปรโลก ขอให้ท่านมาลิ้มลอง โอ้ ช่างโศกเศร้าอาดูรนัก! ขอท่านโปรดรับไว้ด้วยเถิด!”
หินผาทั้งผืนสั่นสะเทือน จากนั้นนายกองก็ควักเอาไต ม้าม ปอด แปะเข้าไปในวงกลมสีเลือดทีละอย่างๆ สุดท้ายก็ควักเอาหัวใจของตัวเองออกมา แปะไปไว้บนนั้น
เหมือนว่าพวกนี้ก็คือของสังเวยของเขา!
รอบิดามาลิ้มรส!
ฟ้าดินคำรามลั่น เขาจักรพรรดิสั่นคลอน พายุในเสี้ยวขณะนี้น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ในยามที่กรรโชกประชิดเข้ามา มือทั้งสองของนายกองประสานปางมือ ในดวงตาฉายแววบ้าคลั่ง ศีรษะเงยไปข้างหลัง จากนั้นก็พลันกระแทกไปยังกำแพงหินที่อยู่ข้างหน้าอย่างแรง ปากคำรามลั่น
“ขอท่านโปรดรับไว้ด้วยเถิด!”
ความแรงในการออกแรงพูดได้ว่าทุ่มสุดกำลัง
เสียงกร๊อบดังขึ้น กะโหลกของนายกองจากการกระแทกนี้ก็แตกร้าวทางหนึ่ง
สวี่ชิงหวั่นไหวอีกครั้ง
และทุกอย่างของนายกองนี้แลกมาซึ่งการสั่นสะเทือนที่รุนแรงเป็นอย่างยิ่งของเขาสุสานจักรพรรดิ ในวงกลมบนหินผา จุดที่เขากระแทกลงไปมีรอยร้าวทางหนึ่งเกิดขึ้นตามมา
นายกองบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม ส่งเสียงร้องสะอึกสะอื้น เงยหน้าอีกครั้ง กระแทกไปเต็มแรง
“ขอท่านโปรดรับไว้ด้วยเถิด!”
พื้นดินสะท้านขุนเขาสะเทือน
รอยร้าวที่หน้าผากของเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รอบแยกบนภูเขาข้างหน้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้าย หลังจากที่นายกองกระแทกไปติดๆ เก้าครั้ง วงกลมเลือดบนหน้าผาก็พลันพังทลายลง เผยให้เห็นถ้ำที่เดินอยู่ในนั้นได้ถ้ำหนึ่ง!
ในถ้ำม่านแสงส่องประกายระยิบระยับ สกัดกั้นข้างในข้างนอก
“ฮ่าๆ ในที่สุดก็เปิดออกแล้ว!”
นายกองใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเลือด สีหน้าคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้าไปในม่านแสงถ้ำหินผาอย่างราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง ไม่ลืมที่จะหันมาหัวเราะโบกหาสวี่ชิง
“อาชิงน้อย นี่เป็นประตูข้างหลังสุสานจักรพรรดิที่ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าข้าคนนี้ทิ้งเอาไว้เมื่อชาติที่แล้ว กระตุ้นไร้อักษรก็เดินทางผ่านได้ และมีการสกัดกั้นจากม่านแสงรอยแยกนี้ อันตรายข้างนอกเข้ามาไม่ได้”
“ฮ่าๆ ของวิเศษที่นี่กำลังรอพวกเราอยู่ พวกเราบุก!””
นายกองพูดพลางพุ่งไปข้างหน้า แต่ไม่กี่ก้าวเขาก็สัมผัสได้ว่าสวี่ชิงไม่ได้มา ดังนั้นจึงหันกลับไป เสี้ยวขณะต่อมาเขาก็อึ้งตะลึงไป
“ศิษย์น้องเล็ก เจ้าจะทำอะไร”
นอกท่านแสงของถ้ำ สวี่ชิงเดิมจะตามนายกองเข้ามาในม่านนี้ แต่หลังจากได้ยินอีกฝ่ายพูดว่าอันตรายข้างนอกเข้าไม่ได้ ในใจสวี่ชิงกระตุกวูบ ในดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว สภาวะเทพนายแห่งจันทร์สีม่วงปะทุขึ้นทันที
ไหมวิญญาณหลายล้านเส้นแผ่ออก รวมเป็นร่างนายแห่งจันทร์สีม่วงอย่างรวดเร็ว ยิ่งมีศีรษะของจิ่วหลีเพิ่มพลัง กำลังรบถึงระดับสูงสุดทันที พุ่งไปยังรูปสลักรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วกดลงไปผ่านอากาศ
เพียงแต่ร่องรอยเสียหาย ยากจะฟื้นคืน
เห็นเป็นเช่นนี้ ไม่รอให้นายกองทางนั้นพูดอะไร สวี่ชิงที่อยู่ในม่านแสงก็พลันก้าวออกไปอีกครั้ง เพียงก้าวเดียวก็ออกไปจากม่านแสง ขณะประสานปางมือพลังวิเศษก็สำแดง เคล็ดวิชาพุ่งลงไปราวดาวตก
รูปสลักตื่นขึ้นอีกครั้ง ต่อสู้อีกครั้ง
เพียงพริบตา เสียงสะท้านสะเทือนดังก้อง ระลอกคลื่นพลังบ้าคลั่งรุนแรงแผ่ไปรอบๆ สวี่ชิงประเดี๋ยวก็ถอยกลับมา ประเดี๋ยวก็พุ่งออกไป
นายกองอยู่ในม่านแสงเห็นภาพนี้ ในใจตื่นตะลึง รู้ว่าสวี่ชิงจะอาศัยการคุ้มครองจากม่านแสงมาผลาญให้รูปสลักหมดพลังไปทีละนิดๆ
เขาจะเตือนสวี่ชิงว่ารูปสลักที่นี่จะตายไม่ได้ เพราะจากการศึกษาค้นคว้าในอดีตของเขา รูปสลักหากแหลกสลาย มีอัตราสูงมากที่จะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่รุนแรงอื่นๆ ยิ่งกว่า
แต่คิดอีกทีหากว่าหากตนพูดไปเช่นนี้ นั่นเป็นการทำให้หน้าตาในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองตกต่ำลง
หน้าตาสำคัญยิ่งกว่าความเป็นตายเสียอีก
ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนให้ใบหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าช่วยเจ้าอีกแรง” พูดแล้ว เขาก็พุ่งออกไปเช่นกัน ลงมือไปด้วยกันกับสวี่ชิง สะกดรูปสลัก
ซ้ำๆ เช่นนี้ การแตกสลายอยู่เรื่อยๆ ของรูปสลักนั่น จนกระทั่งสุดท้าย ดาบวิถีสวรรค์นอกม่านแสงปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างไปจากครั้งก่อนๆ
วิถีสวรรค์แปรเปลี่ยนเป็นตัวดาบ คำสาปเทพพิษต้องห้ามเป็นคมดาบ แสงประกายอรุณเป็นประกายดาบ!
เขาจักรพรรดิภูตแปรเปลี่ยนเป็นแท่นประหาร ชะตาหนึ่งสามสองเป็นร่องดาบ!
วิหคทองเป็นโซ่ จันทร์สีม่วงเป็นผนึก!
ใช้เวลาหลอมผสาน ใช้ตะเกียงชีวิตนาฬิกาแดดขับเคลื่อน!
แท่นประหารเทพ!
ดาบประหารฟันลงมา รูปสลักที่ถูกทำลายอยู่ตลอดจนเหลือเพียงศีรษะเดียว แขนเดียว ร่างที่อยู่นอกม่านแสงสะท้านรุนแรง ศีรษะขาด ร่างแยกเป็นส่วนๆ แตกสลายไปที่ตรงนั้น
ทันทีที่มันแหลกสลาย แสงจันทร์เป็นกลุ่มๆ แผ่ออกมาจากในร่างที่แหลกละเอียดของมัน
สวี่ชิงลมหายใจหอบถี่ สมบัติเทพคลังที่สามในร่างเปิดออก แปรเปลี่ยนเป็นพลังนำทาง เพียงพริบตา แสงจันทร์เหล่านั้นก็พุ่งมาหาสวี่ชิง ผสานไปในสมบัติเทพ
ในสมบัติเทพดำมืดเหมือนมีตะเกียงดวงหนึ่งลุกไหม้ขึ้นมา!
ขณะเดียวกัน บนดาวพิเศษดวงนี้ อีกด้านหนึ่งที่ห่างไกลจากสุสานจักรพรรดิลิบลับ มีเงาร่างหนึ่งกำลังทำพิธีที่ทั้งแปลกประหลาดและลึกลับ
พิธีนี้ใช้ดวงอาทิตย์เป็นต้นกำเนิดพลัง ใช้ดวงจันทร์เป็นพลัง ใช้ดวงดาวเป็นตัวเชื่อมโยง สร้างเป็นภาพสัญลักษณ์สามเหลี่ยมขนาดมหึมาบนพื้น
รอบๆ ภาพ ลมพัดกรรโชก กลางภาพมีคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่
คนคนนี้เสื้อผ้ากว้างหลวมคล้ายชุดผู้ชาย แต่ท่ามกลางลมพายุเสื้อแนบไปกับร่างกาย ส่วนโค้งเว้าวิจิตร อ้อนแอ้นอรชรนัก
หน้าตาของเขายิ่งเลิศล้ำ ผิวฉ่ำน้ำ ขาวเนียนละเอียดยิ่งกว่าหิมะ มีเพียงสีหน้าเย็นชาแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร
เป็นเหยียนเสวียนจื่อนั่นเอง
พิธีรอบๆ นางตอนนี้กะพริบวูบวาบ ก่อเป็นลำแสงทางหนึ่ง ไม่ได้พุ่งขึ้นฟ้าแต่มุดลงดิน ทะลุผ่านไปทั่วทั้งดวงดาว เชื่อมต่อกับสุสานจักรพรรดิที่อยู่อีกด้านหนึ่งของดาวดวงนี้
เพียงพริบตา เงาร่างของเหยียนเสวียนจื่อก็หายลับไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา