บทที่ 902 บรรดาเทพปรากฏ
บนท้องฟ้า ดวงตาที่เบิกออกของเสี้ยวหน้าเทพเจ้ากำลังปิดลงอย่างช้าๆ
การยกระดับแผ่นดินเทวะที่แลกมาด้วยการสังเวยทุกสิ่งยังไม่สิ้นสุดเพราะเหตุนี้ กลับยังคงยกระดับท่ามกลางเสียงสนั่นหวั่นไหวแสบแก้วหู
เพียงแต่ขณะยกระดับ ตัวแผ่นดินเทวะก็อ่อนกำลังลงด้วย มีเพลิงไร้รูปกำลังลุกไหม้
คล้ายจะเผาสิ่งไม่บริสุทธิ์ทั้งหมดบนแผ่นดินเทวะให้หมดไป
ชัดว่าการเปลี่ยนรากฐานสะเทือนฟ้าสะท้านดินจากแผ่นดินเทวะเป็นอาณาจักรเทวะนี้ไม่มีทางสำเร็จได้โดยง่าย พลังของเสี้ยวหน้ายิ่งใหญ่หาใดเปรียบ แต่ว่า…ตัวแผ่นดินเทวะจะรับไหวหรือไม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ
และถึงแม้เทพเจ้าทั้งสามเตรียมแผ่นดินเทวะนี้มาเนิ่นนาน ผ่านวันเวลานับหลายหมื่นปี แต่เวลาน้อยนิดดูเหมือนยังไม่อาจประคองการยกระดับทั้งหมด
อย่างไรเรื่องพระจันทร์สีชาดตอนนั้น ตัวพระจันทร์สีชาดคือหนึ่งในสามสิบหกจันทราแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ขณะมีพลังต้องประสงค์ ชื่อหมู่ยังอยู่ระดับเพลิงพิบัติขั้นสูงสุด อีกครึ่งก้าวก็เป็นระดับพิสุทธิ์
ยังมีหลี่จื้อฮว่าวางแผนนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สำคัญที่สุดคือฐานะของชื่อหมู่
องค์ท่านเป็นถึงผู้สำเร็จเทพคนแรกที่ต้อนรับเสี้ยวหน้าในสมัยจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว มีผลกรรมกับเสี้ยวหน้าอย่างลึกซึ้ง กลืนกินบรรดาเทพเจ้าด้วยระดับพิสุทธิ์ครึ่งก้าว คนและเทพล้วนหวาดกลัว
ยามเคราะห์ขององค์ท่านจึงไม่มีเทพใดมาช่วย ย่อมเป็นลางดีของหลี่จื้อฮว่า
ทุกสิ่งรวมเข้าด้วยกันถึงจะได้โอกาสนั้นมา
แต่เทพเจ้าทั้งสามต่างออกไป
พลังต่อต้านจึงมาเยือนฉับพลันขณะดวงตาเสี้ยวหน้าค่อยๆ ปิดสนิท
ในแดนใหญ่เก้าเทือกเขาบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ กลางหนองน้ำที่ครองพื้นที่สามส่วนของดินแดนนี้มีดวงตาสีทองมหึมาดวงหนึ่งลืมขึ้น กลายเป็นเนตรสวรรค์จ้องมองแผ่นดินเทวะที่เทพเจ้าทั้งสามอยู่
ในแดนใหญ่โบราณศักดิ์สิทธิ์มีเขาลูกหนึ่งยิ่งใหญ่หาใดเทียม เผ่าบนดินแดนล้วนกราบไหว้ ยามนี้เขาลูกนั้นเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีทอง ยังเคลื่อนขึ้นจากพื้นประหนึ่งเขาสัตว์สีทองใหญ่ยักษ์ทะลวงความว่างเปล่า
ในแดนใหญ่หมื่นสมาน ขณะคลื่นมหาสมุทรพลิกม้วน มีเทวรูปองค์หนึ่งผุดขึ้นจากทะเล เทวรูปนี้สามเศียรหกกร สามเศียรแบ่งเป็นอสูร ภูตผีและเทพเจ้า
หกกรถือวัฏสงสาร พริบตาที่ปรากฏ มหาสมุทรรวมตัวเป็นร่างใหญ่โต ก้าวเดินไปยังความว่างเปล่า
…
การเปลี่ยนแปลงประหลาดเช่นนั้นปะทุขึ้นพร้อมกันในดินแดนมากมายบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
จิตเทพน่าหวาดกลัวเป็นสายเคลื่อนเทียมฟ้าจากทั่วทิศ ทำให้แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ฟ้าดินเปลี่ยนสีพร้อมค่อยๆ เข้าใกล้แผ่นดินเทวะที่เทพเจ้าทั้งสามอยู่ มันแผ่พลังเทพเจ้าทะลายฟ้าถล่มดิน
ชั่วขณะหนึ่ง นภาเหนือแผ่นดินเทวะเลือนราง ผืนดินบิดเบี้ยว กาลเวลาปะทุแตก ตามด้วยการระเบิดรุนแรงของความโลภ เหล่าองค์ท่านต้องการขัดขวางเทพเจ้าทั้งสาม หมายจะแย่งชิงผลของพวกเขา
บัดนี้กลุ่มเผ่านับไม่ถ้วนสั่นสะท้าน สรรพชีวิตล้วนเกิดความกลัวมหาภัยพิบัติมาเยือน
ทว่า…เทพเจ้าทั้งสามเตรียมการมาหลายหมื่นปี ด้วยปัญญาของเหล่าองค์ท่านไหนเลยจะไม่เตรียมตัวรับมือเรื่องนี้ ดังนั้นแทบจะในพริบตาที่จิตเทพหลายสิบองค์มุ่งมาโจมตี เทพเจ้าทั้งสามที่อยู่ระหว่างเลื่อนขั้นจึงลืมเนตรทิพย์พร้อมกัน
พริบตาต่อมา ค่ายกลใหญ่โตเปล่งแสงออกมาจากตัวเทพเจ้าทั้งสามทันที ค่ายกลนี้ปกคลุมทั่วทิศด้วยการเปล่งแสงครั้งเดียว ขณะแผ่รัศมีหลากสีสันยังแปลงอักขระออกมานับไม่ถ้วน
รอยตราอักขระเหล่านั้นล้วนมีกลิ่นอายโบราณ การกระจายตัวของพวกมันทำให้ทั้งค่ายกลมีความเก่าแก่
ค่ายกลนี้ชื่อว่าค่ายกลสังหารเทพ เรียกเต็มว่าค่ายกลเวทสังหารเทพ!
เป็นค่ายกลที่บรรพจารย์ผู้ใช้เวทแห่งเผ่านภามหาเวทแปลงตนเองเพื่อปกป้องเผ่าตอนนั้น
ต่อมายังถูกจิ่วหลีเอามาหลอม ทำให้อานุภาพของมันยิ่งรุนแรง
เมื่อเทพเจ้าทั้งสามได้ไปยังหลอมเป็นเวลานานหลายหมื่นปี ส่วนการใช้ค่ายกลนี้กักขังวิถีสวรรค์โบราณ นอกจากใช้เพื่อการสังเวยในปัจจุบัน เป้าหมายเดิมก็คือการใช้เลือดวิถีสวรรค์หล่อเลี้ยงค่ายกลสังหารเทพ
เพื่อใช้ตอนนี้!
ยามนี้ค่ายกลสังหารเทพปรากฏ ขัดขวางเหล่าเทพที่มาถึงไว้ด้านนอกในพริบตา
เพียงแต่แม้ค่ายกลนี้มีที่มาน่าหวาดกลัว ทั้งถูกหลอมสังเวยหลายครั้ง แต่เทพทุกองค์ที่เผชิญหน้าล้วนน่าครั่นคร้ามหาใดเปรียบ จึงขัดขวางได้เพียงช่วงหนึ่ง ไม่อาจขัดขวางได้นานนัก
แต่การเตรียมตัวของเทพเจ้าทั้งสามก็ไม่มีทางมีแค่ค่ายกลนี้
ขัดขวางได้ช่วงหนึ่ง เทพเจ้าทั้งสามเห็นว่ามากพอแล้ว
ดังนั้นพริบตาที่ค่ายกลสังหารเทพเริ่มทำงาน ความเป็นเทพของเทพเจ้าทั้งสามปะทุขึ้นพร้อมกัน สามารถเห็นตะวัน จันทราและดวงดาวปรากฏเหนือศีรษะเหล่าองค์ท่าน พวกมันแผ่อานุภาพยิ่งใหญ่และทับซ้อนกันในชั่วลมปราณ
ถึงกับกลายเป็นหอกปลายขอมหึมาเล่มหนึ่ง
หอกปลายขอนี้ยาวหนึ่งแสนจั้ง มองถ้วนถี่จะเห็นในนั้นมีวัสดุมากกว่าหนึ่งล้านชนิด
นอกจากนั้น ยังมีวิญญาณคนตายนับไม่ถ้วนรวมตัว
นั่นคือวิญญาณของเผ่ามากมายที่เผ่านภาคิมหันต์ไปล้างบางตอนทำสงครามกับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมาในการควบคุมของเทพเจ้าทั้งสาม รวมถึงของวิเศษล้ำค่าตามธรรมชาติที่ไปกวาดมาทั้งหมด
ยังบวกกับดวงชะตาทั้งเผ่านภาคิมหันต์ถึงได้ก่อเกิด
ของวิเศษนี้ก้าวข้ามระดับของสมบัติแดนสงครามไปนานแล้ว เรียกได้ว่าอมตะ
ใช้สิ่งนี้ฆ่าล้างเผ่าอื่นได้ง่ายดาย ก็ใช่ว่าจะใช้สิ่งนี้สังหารเทพไม่ได้
นี่คือความสามารถที่ซ่อนอยู่ของเทพเจ้าทั้งสาม!
บัดนี้ หอกปลายขออมตะปรากฏท่ามกลางฟ้าดิน ดูราวกับแยกท้องฟ้าออกจากพื้นดิน อานุภาพที่แผ่ออกมาทำให้เหล่าเทพที่มาเยือนสีหน้าเปลี่ยน จิตใจสั่นสะเทือน รู้สึกถึงอันตราย
พริบตาต่อมา หอกปลายขอน่าสะพรึงกลัวนี้แกว่งบนฟ้าตามความคิดของเทพเจ้าทั้งสาม ถึงกับกวาดธาราสวรรค์ พุ่งตรงไปหาเหล่าเทพที่มาเยือน
ผ่านบริเวณใด พลังทำลายล้างล้วนทำให้วิญญาณคนและเทพสั่นคลอน เสียงสนั่นหวั่นไหวแผ่ไปครึ่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ สะท้านสะเทือนทั่วทิศ
เหล่าเทพที่มาขัดขวางถอยหลังทันที กระทั่งถอยออกจากพื้นที่ดินแดนหนึ่งถึงได้หยุดลง พร้อมกันนั้นเสียงที่มาจากเทพเจ้าทั้งสามก็ผ่าลงมาในยามนี้
“ไสหัวไป!”
คำนี้ก้องสะท้อนไม่สิ้นสุด
บรรดาเทพที่มาขัดขวางเหล่านั้น ดินแดนที่ทุกองค์อยู่ล้วนสูงส่งลึกลับหาใดเปรียบ แต่บัดนี้ได้เพียงนิ่งเงียบ สุดท้ายจ้องมองหอกปลายขอนั้นอย่างลึกล้ำ ต่างคนทยอยหลบซ่อน
ค่ายกลสังหารเทพป้องกันได้ช่วงหนึ่ง หอกปลายขอสะท้านเทพน่าครั่นคร้ามเช่นนี้ สำหรับเหล่าองค์ท่านไม่มีผลกรรมอันใดกับเทพเจ้าทั้งสามมากนัก หากทำตามสถานการณ์ย่อมยินดี แต่ถ้าต้องจ่ายในราคาน่าอนาถ เช่นนั้นก็ไม่คุ้มค่า
ยามนี้ค่ายกลสังหารเทพรวมถึงหอกปลายขอน่าครั่นคร้ามที่พังทลายไปด้วยกัน
เปล่งแสงแวววามในที่สุด!
เห็นได้ว่าค่ายกลสังหารเทพแตกสลายกลายเป็นแสงดาว หอกปลายขอแกว่งกวัดดุจธารดารา ดาวหนึ่งร้อยแปดดวงสว่างไสวบาดตา
สุดท้ายกลายเป็นเอกภพ ปกคลุมตะวันทองจันทราเงิน!
บัดนี้พลังต้นกำเนิดเทพทั้งหมดของเทพสุริยันกับเทพจันทราในสามเทพเจ้ารวมอยู่ในกายเทพดารา ปลุกเคล็ดวิชาที่เหล่าองค์ท่านเตรียมมาหลายหมื่นปี!
เอกภพห้วงดารา!
ใช้เอกภพผนึกอดีตและอนาคต เปลี่ยนเวลาด้วยสิ่งนี้
ชั่วลมปราณ ตะวันทองจันทราเงินที่น่าสะพรึงกลัวหายไปจากแผ่นดินเทวะพร้อมเอกภพห้วงดารา
แต่ไม่รอเทพเจ้าทั้งสามโล่งใจ เสียงเย็นชาดังทอดมาจากความว่างเปล่า
“เทพทั้งหลายมีผลกรรมกับข้า จึงออกมือให้พวกเขาครั้งหนึ่ง”
ขณะพูด ก้นบึ้งที่อยู่ลึกลงไปในทะเลต้องห้ามไร้สิ้นสุดบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เดิมที่นั่นมืดมิดหาใดเปรียบ แต่ยามนี้กลับเปล่งแสงสีแดง เห็นได้ว่าในแสงสีแดงถึงกับมีมนุษย์กระดาษที่ตัดจากกระดาษสีแดงนับไม่ถ้วน
บัดนี้มีมนุษย์กระดาษแผ่นหนึ่งลอยออกมาจากทะเลลึก พริบตาต่อมาถึงกับมาถึงแผ่นดินเทวะที่เทพเจ้าทั้งสามอยู่ มันมุ่งไปหาเทพเจ้าทั้งสามราวกับผนึก
ความหวาดกลัวไร้เทียบเทียมผุดขึ้นในใจเทพเจ้าทั้งสาม ขยายในใจอุปราชไอศวรรย์ที่กำลังสำเร็จเทพ กระทั่งสวี่ชิงกับเอ้อร์หนิวที่อยู่ใต้เกลียวคลื่นยังใจสั่น
“องค์ท่านถึงกับยังมีชีวิตอยู่!”
นายกองพลั้งปาก
“องค์ท่านคือ?”
คลื่นในใจสวี่ชิงซัดหมื่นจั้ง เขาไม่รู้ว่าองค์ท่านที่นายกองเอ่ยถึงมีที่มาอย่างไร แต่เขาสัมผัสได้ ทั้งที่เป็นแค่มนุษย์กระดาษ แต่ถึงกับมีความน่าสะพรึงกลัวเทียบชั้นกับชื่อหมู่
ไม่รอด้านนายกองตอบคำ นอกเกลียวคลื่น เทพเจ้าทั้งสามสีหน้าเปลี่ยนไม่น้อย
แม้แต่เทพสุริยันที่สุขุมมาตลอด ยามนี้ยังตั้งจิตถึงขีดสุด
พริบตาต่อมา บนกายเทพเจ้าทั้งสามต่างมีเพลิงเทวะลุกไหม้ฉับพลัน พวกองค์ท่าน…กำลังเผาพลังต้นกำเนิดเทพของตน!
สีไฟแบ่งเป็นแดง ฟ้า ดำ!
สามสีระเบิดพร้อมกัน พริบตาที่มนุษย์กระดาษสีแดงนั้นมาถึง ไฟทั้งสามหลอมรวมเป็นหนึ่ง!
เทพเจ้าทั้งสามเลือกหลอมรวมกันช่วงสั้นๆ ในยามนี้เพื่อระเบิดพลังที่เป็นของเหล่าองค์ท่านในชาติก่อน
ชั่วพริบตา เปลวเพลิงสูงเทียมฟ้า แผ่ความรู้สึกแห่งวัฏสงสาร ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ขณะปกคลุมเทพเจ้าทั้งสาม ในเปลวเพลิงนั้นจะเห็นร่างใหญ่โตสายหนึ่งได้รางๆ คล้ายกำลังเดินจากวันเวลา…มาถึงนอกกาลเวลา
……………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา