เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 907

บทที่ 907 ไม้ตายสุดท้าย!

ท้องฟ้านิ่งสงบ

เมฆหมอกสลายพร้อมกับรัศมีที่ส่งข้าม

บนม่านฟ้า แม้เสี้ยวหน้าเทพเจ้าขนตาระริกด้วยการปรากฏตัวของอาจารย์สวี่ชิง แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใด สุดท้ายยังคงไม่ลืมตา

ยามนี้หลังจากศพจักรพรรดิที่สวี่ชิงกับเอ้อร์หนิวอยู่หายไป หลังจากประกายสีทองที่แปลงจากฝ่ามือสีทองริบหรี่ ท้องฟ้ากลับสู่สภาวะปกติอย่างสิ้นเชิง

ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

แต่สำหรับผู้แข็งแกร่งแต่ละฝ่ายรวมถึงเทพเจ้าที่สนใจผลกรรมทั้งหมดในครั้งนี้ เรื่องวันนี้ทำให้เหล่าองค์ท่านยากลืมเลือนไปชั่วชีวิต เรียกได้ว่าภาพจำฝังลึกถึงขีดสุด

โดยเฉพาะฝ่ามือสีทองที่ปรากฏตอนสุดท้าย ชัดว่ามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพวกโอหังอวดดีสองคนนั้น ที่มาอาจสืบหาได้ แต่ต้องบอกว่าการกระทำของฝ่ามือนี้ยังคงทำให้แต่ละฝ่ายรู้สึกกดดันในใจ

แม้อีกฝ่ายไม่ได้พุ่งออกจากแดนต้องห้ามเทพเจ้าด้วยพลังของตัวเอง กลับหลบซ่อนอยู่บนตัวผู้บำเพ็ญไร้สติสองคนนั้นเพื่อใช้โอกาสนี้เข้าใกล้เสี้ยวหน้า แต่การออกมือตอนท้ายมากพอให้เห็นความแข็งกล้าด้านกำลังรบ

‘เป็นผู้บำเพ็ญ แต่ก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญ เป็นเทพ แต่ก็ไม่ใช่เทพ’

‘นี่คือความสามารถเหลือรู้ เกิดจากการผสานเซียนกับเทพร่วมกับวิชาจำเพาะบางอย่าง’

‘แม้สิ่งเหลือรู้นี้จะแข็งแกร่ง แต่ครั้งนี้โลภมากเกินไป เป็นต้องเจ็บหนัก แต่ก็ด้วยความโลภของเขาจึงได้เลือดเนื้อเทพบิดรไปมาก…อนาคตพูดยาก’

‘อาจเป็นคนเดียวกับผู้บำเพ็ญลึกลับที่ปรากฏตัวก่อนหน้านี้!’

‘สิ่งเหลือรู้นี้ไม่ใช่คนเดียวกับผู้บำเพ็ญลึกลับที่โผล่มาช่วยเทพเจ้าทั้งสามเมื่อครู่!’

จิตเทพผุดขึ้นในใจแต่ละฝ่ายเป็นระยะ ด้วยเข้าใจต่างกัน ความเห็นย่อมไม่เหมือนกัน และต่างฝ่ายจะไม่ไปสนทนาแลกเปลี่ยนกัน

นานาจิตตัง

“ทุกท่าน แยกย้าย!”

ขณะแต่ละฝ่ายผุดความคิดต่างๆ นานา เทพสุริยันเงยหน้ามองฟ้าทั่วทิศอย่างเยียบเย็น กล่าวคำราบเรียบ

เมื่อเสียงองค์ท่านดังขั้น กลายเป็นสายฟ้าผ่าไม่ขาดสาย

พริบตาต่อมา ทำให้แต่ละฝ่ายที่รวมจิตเทพและสายตาไว้ตรงนี้ทยอยแยกย้าย ไม่ว่าผู้บำเพ็ญลึกลับหรือผู้เหลือรู้ หรือพวกโอหังอวดดีสองคนนั้นล้วนทำให้พวกเขาเกิดความคิดมากมาย

และตอนนี้เทพเจ้าทั้งสามเลื่อนขั้นสำเร็จแล้ว แต่ละฝ่ายย่อมไม่อาจจ้องมองต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…จินตนาการได้ว่าหลังจากเทพเจ้าทั้งสามเลื่อนขั้นพิสุทธิ์ เกรงว่าสถานภาพของเผ่าแข็งแกร่งในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น

ดังนั้นต้องเตรียมทุกอย่างไว้แต่เนิ่น

ไม่นานพื้นที่นี้จึงว่างเปล่าไม่เหลือกลิ่นอาย ไม่มีการหลบซ่อนใดอีกต่อไป เทพสุริยันหันมองเทพจันทราและเทพดาราข้างกาย กำลังจะเอ่ยปาก

แต่พริบตาต่อมา สีหน้าองค์ท่านไหวเล็กน้อย สายตาตกอยู่ที่ไกล ร่างกายพลันรางเลือน

เทพจันทราก็สังเกตเห็น ทว่าสีหน้าเรียบนิ่ง ร่างกายสลายหายเช่นกัน

ส่วนเทพดารากลับหัวเราะเยาะ

“หาญกล้าไม่เบา ถึงกับส่งกลับมา”

“เอาเถอะ อย่างไรก็ยังติดค้างปราณพลังหยางข้า”

ขณะเอ่ยคำ เทพดาราท่วงท่างามหยดย้อยดุจเซียน เท้างามยกย่างยามเหลียวมองลำแสง ก้าวสู่ความว่างเปล่าในชุดกระโปรงบางพลิ้วไหว

ขณะเดียวกัน ไกลออกไปจากที่นี่หมื่นจั้ง ยังคงเป็นแดนใหญ่ของเผ่านภาคิมหันต์ กลางเขารกร้างแห่งหนึ่งมีแสงส่งข้ามกระจายฉับพลัน

เกิดเป็นวงแหวนแวววามกวาดทั่วทิศประหนึ่งพายุ

ผ่านที่ใดกินบริเวณเจ็ดพันจั้ง ภูเขาแตกละเอียด พืชพรรณทั้งหลายล้วนเป็นเศษธุลี ผืนดินกลายเป็นซากปรักหักพัง

ใจกลางพื้นที่มีศพสภาพดูไม่จืดวาบออกมา

พริบตาที่ปรากฏ ศพสภาพเละนี้ประคองร่างไม่ค่อยอยู่ วาบหายไปอีกครั้ง ทว่ามีเงาร่างสองสายตกลงมาจากในนั้น

เป็นสวี่ชิงกับเอ้อร์หนิวนั่นเอง

สวี่ชิงฝีเท้าไม่มั่นคง เลือดสดทะลักมุมปาก สีหน้ายิ่งซีดเผือด เลือดเนื้อทั่วร่างมองไม่ออก เขาฝืนใช้จิตเทพตรวจดูโดยรอบอย่างรวดเร็วด้วยจิตใจที่ไม่หวั่นไหว

เมื่อสัมผัสกลิ่นอายที่นี่และถึงกับสังเกตเห็นว่ายังอยู่เขตพื้นที่ของเผ่านภาคิมหันต์ สวี่ชิงสีหน้าอึมครึม

“คงเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์!”

สวี่ชิงกล่าวเสียงแหบแห้ง คำตอบนี้เห็นได้ชัดเจน เพราะเมื่อนายท่านเจ็ดอยู่ในสภาวะบางอย่างก็ต้องปรับการส่งข้ามให้พวกเขาห่างออกมาจากเผ่านภาคิมหันต์จึงถูก

สถานการณ์ฝั่งเอ้อร์หนิวตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน บนกายมีแต่รู นอนหอบหายใจเฮือกใหญ่อยู่บนพื้น โบกมือโดยไม่สนคำที่ได้ยิน

“ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดเรื่องอะไรกับตาเฒ่าจริง อย่างเช่นตาย เช่นนั้นข้าในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ นับจากนี้ไปข้าก็คือนายท่านเจ็ด!”

นายกองหัวเราะคิกคิก ท่าทางไม่คิดอะไรมาก

สวี่ชิงได้ยินคำพูดไม่เหมาะสมเช่นนี้ หันมองรอบทิศตามสัญชาตญาณ

นายกองก็ไล่มองรอบด้านทันที

หลายลมปราณผ่านไป เขากะพริบตาโล่งอก

“ดูท่าตาเฒ่าจะไม่อยู่แถวนี้จริงๆ”

“แต่ไม่เป็นไร ตาเฒ่าโตป่านนั้นแล้วไม่ต้องให้พวกเราเป็นกังวลหรอก เขาเลือกออกมือจะไม่มีการเตรียมตัวได้อย่างไร ทำใจให้สบาย เขาทำการใหญ่มามากกว่าเราแยะ ไม่ตายหรอก”

สวี่ชิงได้ยินแล้วคิดว่ามีเหตุผล จึงพยักหน้า

ยามนี้นายกองฝืนลุกขึ้นมากอดคอสวี่ชิง นัยน์ตาฉายแววตื่นเต้นครึ้มอกครึ้มใจ

“เป็นไงบ้างศิษย์น้อง ครั้งนี้คุ้มล่ะสิ!”

สวี่ชิงหายใจเข้าลึก สัมผัสรอยอนัตตาจางๆ มากกว่าร้อยบนผืนอนัตตาของตน ทุกสายล้วนเป็นอำนาจเทพเจ้า

แม้สุดท้ายเขายังต้องตระหนักรู้ทีละสายถึงจะเปลี่ยนรอยอนัตตาเหล่านี้เป็นของจริงได้ แต่เส้นทางบำเพ็ญที่ไม่เคยมีใครเดินมาก่อนของเขาถือว่าสำเร็จก้าวใหญ่แล้ว

สิ่งที่ได้มานี้เรียกได้ว่าเป็นโชคใหญ่

กำลังรบก็ยกระดับพุ่งพรวด

นอกจากนั้น ยังมียันต์เทพเจ้าในกายที่แปลงจากพลังยกระดับแผ่นดินเทวะ

แม้พลังไม่เทียบเท่า แต่โลหิตของเสี้ยวหน้าที่พวกเขากลืนลงไปอยู่ในระดับสูงสุดไร้ใดเทียม เทียบกับเทพสุริยัน เหมือนน้ำแข็งหมื่นปีกับน้ำธรรมดา

กระนั้นน้ำแข็งยังคงน้อยเกินไป แต่น้ำกว้างใหญ่เป็นทะเลไร้สิ้นสุด

ทะเลพลิกม้วน ย่อมสามารถถล่มทำลาย

ช่วงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ด้านเทพดารากำลังจะยกมือ แต่นายกองเอ่ยคำชวนตะลึง ตะโกนออกมาสุดแรงเกิด

“เยว่เยว่ น้องหญิง ฮูหยิน!!”

หกคำนี้ออกมา ฟ้าดินเปลี่ยนสี!

เทพดารากะพริบตาปริบๆ นัยน์ตาเทพสุริยันฉายแววโกรธขึ้ง ความสูญสลายรุนแรงขึ้นทันใด ทว่าพริบตานั้น…เทพจันทราที่ด้านข้างถึงกับก้าวเดินออกมา

เมื่อก้าวลงมา พลังเทพน่าครั่นคร้ามแผ่ออกจากกายองค์ท่าน ถึงกับขวางพลังของเทพสุริยันไว้

จากนั้น เทพจันทรามองไปยังเอ้อร์หนิวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

สวี่ชิงก็สั่นสะท้าน เขาเคยคิดว่านายกองยังมีทางหนีทีไล่ แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้…

และด้านนายกอง ยามนี้ยังตะโกนเสียงดัง

“น้องหญิง หนิวหนิวผิดไปแล้ว…”

สวี่ชิงทำหน้าเหยเก คำว่าหนิวหนิวทำให้เขารู้สึกประหลาดอย่างยิ่ง

แต่ดูเหมือนนายกองจะไม่สนใจเหล่านี้ ตอนนี้สายตาเขาเปี่ยมความหลงใหล สีหน้าเสน่หา น้ำเสียงมีความรักใคร่ลึกซึ้ง

“น้องหญิง เจ้ารู้หรือไม่ ชาตินี้ข้ามาทำเรื่องทั้งหมดนั่นที่นี่ ก็เพื่อจะได้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าอีกครั้งเหมือนชาติก่อน!”

“ข้าไม่สนว่าจะเป็นหรือตาย บ้าบิ่นโดยไม่คำนึง บุกบั่นโดยไม่คิดถึงสิ่งใด เพราะใจข้ามีรัก เพราะข้ายังเป็นหนิวหนิวผู้นั้นที่ทุ่มเททุกอย่างได้เพื่อรัก”

“ข้าในชาติก่อนไม่รู้จักทะนุถนอม แต่ชาตินี้ ไม่ว่าสวรรค์จะให้โอกาสข้าหรือไม่ ข้าก็จะแย่งสิทธิ์ที่จะได้ยืนอยู่ตรงหน้าร่างจริงของเจ้ามาด้วยตัวเอง!”

“เพื่อการนี้ ข้าตั้งใจใช้ทองนิลกาฬหมื่นปีคู่กับผลึกนิรันดร์ และยืมแรงศิษย์น้องข้าหลอมปิ่นหงสาสองอันด้วยกัน ต่างคนหมายมอบให้ผู้เป็นที่รัก”

“วันนี้ ข้าอยากบอกเจ้า เยว่เยว่ โปรดรับปิ่นหงสาของข้าไว้…เราคืนดีกันเถอะ”

พูดจบ นายกองหยิบปิ่นหงสาเหมือนกับของที่ให้สวี่ชิงเมื่อครู่ออกมาอันหนึ่ง ให้มันลอยไปยังท้องฟ้าด้วยความสั่นเทา

ตัวเขากลับก้มหน้า คล้ายกังวลถึงผลลัพธ์ ไม่กล้ามองสีหน้าเทพจันทราตรงๆ ราวกับกลัวว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นการปฏิเสธหรือความเฉยชา

สวี่ชิงเริ่มทนฟังไม่ไหว แต่อย่างไรนี่ก็เกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต จึงได้แต่มองนายกองสารภาพความรู้สึกเงียบๆ ทว่าพริบตาต่อมา เขาเห็นนายกองส่งสายตาให้ตนขณะก้มหน้า

สวี่ชิงนิ่งเงียบ เขารู้จักนายกองดีเกินไป เขาแทบจะเข้าใจความหมายของสายตานี้ในพริบตา ทั้งนึกถึงปิ่นหงสาที่อีกฝ่ายให้ตนก่อนหน้านี้

หากเป็นเวลาอื่นเขาปฏิเสธแน่นอน แต่ตอนนี้…

สวี่ชิงแอบถอนหายใจ เงยหน้ามองไปยังเทพดารา ฝืนใจเอ่ยคำ

“เทพชั้นสูงซิงเหยียน ตอนมา ข้าเตรียมของขวัญไว้ชิ้นหนึ่ง…”

………………………………….

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา