เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 909

บทที่ 909 ผู้บำเพ็ญแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ ภาค 10 คะนิ้งโปรย

บทที่ 909 ผู้บำเพ็ญแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ ภาค 10 คะนิ้งโปรย

แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ เขตปกครองพิสดารบันลือ

เขตปกครองนี้ในยุคบรรพกาลเป็นของเผ่ามนุษย์ เป็นหนึ่งในเขตปกครองส่วนนอกของดินแดนเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์

ในอดีตเนื่องจากผลิตพิสดารบันลือที่มีผลต่อการสัมผัสรับรู้กฎเกณฑ์ไม่น้อย มีชื่อเสียงอย่างมากในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

แต่การมาเยือนของเสี้ยวหน้า เคราะห์ภัยพิบัติบังเกิดบนโลก กลิ่นอายเทพเจ้าโจมตีฟ้าดิน เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง นับจากนั้นไม่เพียงผลพิศดารบันลือสูญพันธุ์ เขตปกครองนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมถูกโจมตีอย่างสาหัสรุนแรงเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

ไอพลังประหลาดในนั้นก็เข้มข้นเกินกว่าสถานที่อื่นๆ หลายเท่า

เช่นนี้แล้วจึงไม่เหมาะที่จะเป็นที่พำนักอาศัยของชนเผ่าดั้งเดิม ก็ค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

มีเพียงอสูรกลายพันธุ์ที่กำเนิดจากไอพลังประหลาด และตัวตนแปลกประหลาดเหล่านั้นถึงจะอาศัยอยู่ที่นี่ได้

ส่วนเผ่าพันธุ์ที่แต่เดิมเคยอยู่ที่นี่ก็ย้ายถิ่นฐานไปรอบๆ ถูกอสูรกลายพันธุ์ สิ่งประหลาดรบกวนโจมตีอยู่ตลอด

ไม่ใช่ไม่อยากย้าย เพียงแต่ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ สำหรับเผ่าพันธุ์เล็กๆ เหล่านี้แล้ว สุดท้ายก็ไม่มีที่ให้ไป ในเมื่อสถานที่ที่ไอพลังประหลาดน้อยก็ล้วนแต่มีเจ้าของแล้วทั้งสิ้น

กลับกันไม่เหมือนกับที่นี่ แม้จะมีอันตรายในระดับหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ไม่ค่อยมีการโกหกหลอกลวง แค่เผชิญหน้ากับอสูรร้ายและสิ่งประหลาด พวกเขาพอจะปกป้องตัวเองได้

โดยเฉพาะตำแหน่งของเขตปกครองนี้พิเศษมาก ตั้งอยู่ระหว่างเผ่านภาคิมหันต์และเผ่ามนุษย์ กลายเป็นพื้นที่กันชนของสองเผ่าไปตามธรรมชาติ ซึ่งก็ทำให้เผ่าพันธุ์เล็กๆ เหล่านี้ อยู่ในพื้นที่แคบได้รับผลประโยชน์ในระดับหนึ่ง

ตอนนี้ ทางตะวันตกของเขตปกครองพิศดารบันลือ ในทิวเขาที่ทอดตัวยาว มีเงาร่างสามร่างเป็นชายหนึ่งหญิงสองเดินออกมา

สามร่างนี้ไม่ใช่เผ่ามนุษย์ แต่มีส่วนคล้ายกับเผ่ามนุษย์ เพียงแต่ข้างหลังตามีปีก อีกทั้งที่หว่างคิ้วมีตาที่สาม

ผู้บำเพ็ญที่อยู่ข้างหน้าเป็นชายหนุ่ม สวมชุดเสวียนผาวสีดำปักไหมทอง คนที่อยู่ตรงกลางเสื้อผ้าอาภรณ์ปลิวสะบัด เส้นไหมทองในนั้นกะพริบวูบวาบ ฉีกทึ้งมิติรอบๆ เป็นรอยแยกบางๆ!

เห็นได้ถึงความไม่ธรรมดาของอาภรณ์ชุดนี้

และบริเวณที่เขาผ่านยังมีลมน้ำแข็งติดตามอีกด้วย เหมือนว่าเป็นทูตที่มาจากหุบเหวเยือกเย็นมืดมิด

รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำ สูงกว่าคนทั่วไปมาก ราวกับภูเขาอย่างไรอย่างนั้น ทำให้คนรู้สึกกดดัน หน้าตาดูแข็งแกร่งเด็ดขาด คางเป็นสันคมราวมีดสลัก เผยความแข็งแกร่งและเย็นชาออกมาอย่างโดดเด่นชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง

ถึงดวงตาล้ำลึก ราวท้องฟ้าราตรีอันมืดมิด เพียงแต่ในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้น กลับฉายประกายแสงเจ้าเล่ห์ ไร้จิตใจและเหี้ยมโหดออกมาวูบวาบ ทำให้คนไม่กล้าจ้องมองตรงอย่างส่งเดช

ตอนนี้เขาเคลื่อนไปข้างหน้าพลางกำลูกตาสีแดงข้างหนึ่งเล่นในมือ ในลูกตานั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือด กำลังดิ้นรนสุดกำลัง ฉายประกายแสงสีแดงวูบวาบไม่หยุด ส่งเสียงครวญครางหวีดแหลม

แต่อยู่ในมือชายหนุ่มคนนี้ กลับไม่อาจดิ้นหลุดได้เลยแม้เพียงน้อยนิด

หากมีผู้บำเพ็ญที่อาศัยในบริเวณนี้อยู่ที่นี่ ก็จะต้องจำได้ทันทีว่า ตาข้างนี้เป็นปีศาจลูกตาต่างเผ่าที่ขึ้นชื่อเสียงโหดเหี้ยมในบริเวณนี้

ปีศาจชนิดนี้เชี่ยวชาญเรื่องวิชาอำพรางซ่อนกาย ในขณะที่ร่องรอยยากที่จะคาดเดา ก็มีพรสวรรค์ในการจัดการกับวิญญาณ โดยปกติแล้วต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับหวนสู่อนัตตาพบเจอ ก็ต้องย่นคิ้วไปเช่นกัน

แต่ตอนนี้…อยู่ในมือชายหนุ่มคนนั้น กลับอเนจอนาถน่าสังเวชปานนี้ หลังจากร้องครวญครางอยู่สามสี่ทีก็ถูกชายหนุ่มคนนั้นบีบแหลก

“แดนรกร้างสกปรกโสมม กลิ่นชวนให้คลื่นเหียนนัก ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่า ที่นี่จะเป็นต้นกำเนิดพลังบรรพชนของแดนศักดิ์สิทธิ์เรา ท่าทางเผ่าพันธุ์ที่นี่ อาศัยในพื้นที่แบบนี้ ก็ล้วนแต่เป็นหนอนสกปรกโสโครก ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานสักเท่าไร”

อารมณ์ของชายหนุ่มเหมือนจะไม่ดีเอามากๆ เอ่ยเสียงเย็นขึ้น

แต่ทันทีที่เขาพูดออกมา เสียงเยียบเย็นก็ดังมาจากข้างหลัง

“สหายเฟิงกล่าววาจาเกินไปแล้ว เจ้าทั้งๆ ที่รู้ว่าที่นี้เป็นเช่นนี้เพราะเหตุจากซ่างฮวงนั่น แดนศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายต่างๆ ตอนนั้นจากไปก็เพราะอับจนหนทาง และเผ่าพันธุ์ที่นี่ก็ล้วนหาต้นกำเนิดสายเลือดที่เชื่อมต่อกันได้ในแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น”

“เพียงแต่พวกเราอยู่บนฟ้า พวกเขาอยู่บนดิน เดิมก็โดดเดี่ยว มีชีวิตอยู่อย่างลำบากอยู่แล้ว คำพูดเหยียดหยามของเจ้า ค่อนข้างจะเกินสมควรไปแล้ว”

คนที่พูดเป็นผู้หญิงที่อยู่เยื้องทางขวาของชายหนุ่ม

ผู้หญิงคนนี้รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ข้างหลังมีปีกสีเงิน ผิวขาวเนียนไร้มลทินราวหยก มีสีชมพูระเรื่อๆ แกม

สวมชุดเสวียนผาวสีดำปักไหมทองเช่นกัน ในตัวนางมีความรู้สึกพิเศษ ร่วมกับบุคลิกราวเซียนในภาพวาดแล้ว ก็ประดุจหมอกประดุจควัน

ทั้งยังมีคิ้วยาวขุนเขาไกลลิบ บางเบายาวเรียว ดวงตาสุกใสเป็นประกาย เนตรงามทั้งสองมีประกายแสงความสงบนิ่งไหลวน ทำให้คนในขณะที่เกิดความรู้สึกรักใคร่เอ็นดู ก็มีความรู้สึกที่ไม่กล้าดูถูก

และคำพูดนางดังออกมา ชายหนุ่มคนนั้นเหมือนจะอยากพูดอะไร แต่เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างระแวงสหายร่วมเดินทางคนนี้ สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แค่เงยหน้ามองไปยังเสี้ยวหน้าที่อยู่สูงบนท้องฟ้า

แต่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่เยื้องไปทางด้านซ้ายของเขา ตอนนี้กลับหัวเราะเบาๆ ขึ้นมา

“สหายเยวี่ยตงเจ้ากล่าวผิดแล้ว ตอนนั้นมหาจักรพรรดิของเผ่าต่างๆ และจักรพรรดิแม้จะเดินจากไป แต่ผู้มีพรสวรรค์ทุกคนล้วนติดตามไปด้วยทั้งสิ้น พวกที่อยู่พวกนั้นก็เป็นพวกคนชั้นล่างที่พรสวรรค์ทั่วไปหรือไม่ก็พวกนักโทษก็เท่านั้น”

“และคนชั้นล่างจะก็สมกับเป็นคนชั้นล่าง ในหลายหมื่นปีที่กลิ่นอายเทพโจมตีเช่นนี้ก็ยังสามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์ไปได้ทุกรุ่นทุกรุ่น ก็น่าสนใจดี หากเจ้ารู้สึกสงสาร ไม่สู้อยู่ที่นี่หาคนชั้นล่างมาฝึกคู่ด้วย ทิ้งชนรุ่นหลังไว้ให้มากหน่อย ก็นับว่าสนองจิตใจเมตตาของเจ้าเซียนเยวี่ยตงได้เต็มที่แล้ว”

ผู้หญิงที่เอ่ยรูปโฉมงดงามราวดอกบัว ผมยาวดำขลับเรียบลื่นดุจสายน้ำ สิ่งที่ดึงดูดสายตาคนที่สุดคือเอว เอวบางอ่อนช้อยคล้ายกิ่งหลิวเรียวเล็กช่อหนึ่ง ที่พลิ้วไหวและมีชีวิตชีวา

ส่วนขาเรียวงามทั้งสองข้างอยู่ภายใต้เสวียนผาววับแวม เพิ่มความเย้ายวนขึ้นมาอีกหลายส่วน

เพียงแต่คำพูดของนางกลับเต็มไปด้วยความแดกดัน

ผู้หญิงที่ชื่อเยวี่ยตงคนนั้นได้ยินก็ดวงตาเย็นเยียบ

“หลานเหยา เจ้าอยากตายหรืออย่างไร”

ระลอกคลื่นพลังระดับเตรียมสู่เทวะกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากร่างของนาง ส่วนผู้หญิงที่ชื่อหลานเหยาคนนั้น ในดวงตาแผ่จิตสังหารออกมาเช่นกัน พลังบำเพ็ญปะทุ เป็นระดับเตรียมสู่เทวะเช่นกัน!

เพียงแต่ว่าค่อนข้างน่าประหลาด ทั้งสองดูเหมือนระดับเดียวกัน แต่ก็เหมือนไม่ใช่ระดับเดียวกัน เหมือนถูกผนึก

เห็นผู้หญิงทั้งสองคนไม่ลงรอยกัน ชายหนุ่มคนนั้นขมวดคิ้ว มองไปทางเยวี่ยตง เอ่ยเย็นเยือก

“สหายเยวี่ยตง การลงมาครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง และพวกเรามาที่นี่ก็เพื่อปฏิบัติภารกิจตามเจ้าแดนศักดิ์สิทธิ์ของตระกูล ร่วมกับผู้ลงมาเยือนแดนศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ เพื่อวางจุดรับตัวไปตามที่ต่างๆ เจ้ายั่วยุปลุกปั่นเช่นนี้ หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง!”

“อย่าหาว่าข้าแซ่เฟิงไม่เตือนเจ้าก่อน หากเส้นทางต่อจากนี้ เจ้ายังกระทำตัวเช่นนี้อีก ข้ากับสหายเหยาหลานก็ไม่แน่ว่าคงต้องจับตัวเจ้าเอาไว้แล้ว”

คำพูดนี้เมื่อดังออกมา ความเย็นเยือกแผ่ลาม รอบๆ แปรเปลี่ยนเป็นธงเล็กมายามากมายปรากฏขึ้นรอบๆ เหนี่ยวนำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี เห็นได้ชัดว่าเป็นปรากฏการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากพลังวิเศษพันธนาการบางอย่าง

ส่วนเหยาหลานคนนั้นหัวเราะออกมา ยกมือคว้าไปกลางอากาศ ทรายเจ็ดสีแถบหนึ่งก็ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า แล้วแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นวนที่นี่ วนล้อมอยู่บนท้องฟ้า

กระทั่งว่ามีบางเผ่ารู้เรื่องเหล่านี้ตั้งนานแล้ว แอบติดต่อช่วยเหลืออย่างลับๆ หรือไม่ก็ไม่ทราบได้

สรุปแล้ว จากการตกลงมาของอุกาบาตร้อยกว่าลูกที่เหมือนหน่วยสำรวจ ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ คลื่นใต้น้ำแผ่ระลอก…

จากเสียงสะท้อนก้องเป็นระลอกๆ นั่น จากนิมิตมงคลนับไม่ถ้วนที่ปรากฏขึ้นบนม่านฟ้า ประกายแสงภูเขาเทพพลันฉายวูบวาบ มีเสียงระฆังดังมา มีเสียงโห่ร้องยินดีดังแซ่ซ้องมาจากทั่วทุกสารทิศ พิธีกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

สามอุปราชลอยอยู่หน้ารูปสลักเทพเจ้าทั้งสามในภูเขาเทพ แผ่รัศมีอำนาจยิ่งใหญ่ ข้างหลังพวกเขาคือเทพเจ้า ข้างหน้าคือสมาชิกเผ่านภาคิมหันต์มากมายมืดฟ้ามัวดิน

สมาชิกเผ่าเหล่านี้แบ่งเป็นสามฝ่าย เรียงลำดับด้วยพลังบำเพ็ญและฐานะ ต่างมีอ๋อง มีโหว ผู้แข็งแกร่งมามาย จะเห็นได้ถึงความน่ากลัวของพลังรากฐานของเผ่านภาคิมหันต์ในฐานะที่เป็นเผ่าแข็งแกร่งแห่งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์

ส่วนคนที่อยู่รอบๆ มีมากยิ่งกว่า ผู้นำระดับสูงและคนสำคัญของเผ่าที่สวามิภักดิ์ทุกเผ่าล้วนมาเยือนอย่างสมเกียรติ รัศมีอำนาจที่เกิดจากการรวมมาของทุกฝ่านทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมเมฆหอบทะลัก

ที่ไกลออกไปอีก เป็นผู้บำเพ็ญที่ล้อมดูรอบๆ พวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้ามาใกล้จนเกินไป แต่มองพิธีมาจากที่ไกลๆ ก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้นับว่าไม่เสียเปล่า

นี่ก็คือพิธีของเผ่านภาคิมหันต์ ไม่มีพิธีการที่ซับซ้อนอะไร และไม่มีการบูชาที่หรูหราฟุ่มเฟือยอะไร ทุกอย่างล้วนดั้งเดิมและทรงพลัง

ตอนนี้ มีขุนนางแห่งเทพเจ้าสรรเสริญเทพเจ้า จากนั้นก็มีผู้ทำพิธีที่เป็นตัวแทนอำนาจ อ่านโองการอุปราช คำพูดวาจาแฝงไว้ด้วยความปลุกใจ ดังก้องไปในฟ้าดิน

ส่วนสวี่ชิงและนายกองตอนนี้ก็เปลี่ยนรูปโฉมแล้ว ซ่อนตัวอยู่ในผู้บำเพ็ญที่ล้อมดูเหล่านั้น กำลังมองพิธีมาจากที่ไกลๆ ฟังโองการแห่งอุปราชไปด้วย พลางส่งกระแสจิตถึงกันไปด้วย

“อาชิงน้อย คิดดีแล้วหรือยัง”

“อืม มหาขุนพลนภาทมิฬไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคว้าเอามาให้ได้” ในดวงตาสวี่ชิงฉายประกาย เอ่ยตอบอย่างสงบนิ่ง

ระหว่างทางมา ในใจของเขามีแผนการแล้ว ตอนนี้กำลังจะพุ่งตัวออกไป แต่ในตอนนี้เอง ผู้ทำพิธีที่อ่านโองการแห่งอุปราชคนนั้น คำกล่าวก็พลันเปลี่ยนไป

“จากนี้ จะประกาศผู้ที่ได้ครอบครองตำแหน่งขุนพลฟ้าทมิฬในมหกรรมล่าเหยื่อครั้งนี้!”

“มหกรรมล่าเหยื่อด่านที่หนึ่ง ย้ายภูเขา สวี่ชิงแห่งเผ่ามนุษย์อันดับหนึ่ง!”

“มหกรรมล่าเหยื่อด่านที่สอง แผ่นดินใหญ่ผืนคีรี สวี่ชิงแห่งเผ่ามนุษย์อันดับหนึ่ง!”

“มหกรรมล่าเหยื่อด่านที่สาม แผ่นดินเทวะ สวี่ชิงแห่งเผ่ามนุษย์อันดับหนึ่ง!”

“จากการยอมรับของเทพทั้งสาม ประทานสมญามหาขุนพลฟ้าทมิฬ!”

“สวี่ชิง ยังไม่ขึ้นมาบนแท่น เข้าพบอุปราชทั้งสามของเผ่าข้าอีกหรือ!”

คำพูดนี้เมื่อดังออกมา ทั่วทุกสารทิศฮือฮา แม้เรื่องด่านที่หนึ่งและด่านที่สอง คนทั้งหลายจะรู้กันแล้ว แต่เรื่องที่เกี่ยวกับในแผ่นดินเทวะ กลับไม่ใช่ใครๆ ก็ล่วงรู้

ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ย่อมฮือฮาเป็นธรรมชาติ

สวี่ชิงกะพริบตาปริบๆ

“ท่าทางปิ่นเล่มนั้นของท่านจะได้ผลไม่น้อยเลยทีเดียว”

นายกองหัวเราะฮี่ๆ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา