บทที่ 916-2 สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวสยบกำราบ (2)
ตอนนี้กลับมายังบริเวณที่สหายร่วมทางอยู่ แต่ก็ไม่ได้เข้าใกล้มานัก กลับอยู่บริเวณห่างออกไปหลายสิบจั้ง จากนั้นในร่างก็เดือดพล่าน กระอักเลือดออกมา
ใบหน้าของเขาขาวซีด สีหน้าอึมครึม ท่าทางเหมือนพลังปราณเสียหาย
“สหายเฟิง กับแค่ระดับหวนสู่อนัตตาสองคน ไยจึงควบคุมไม่ได้เล่า”
หลานเหยาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง นับแต่แรกจนจบก็ไม่ได้ลงมือเลย ตอนนี้สายตากะพริบวาบรางๆ ในใจแม้จะตื่นตะลึง แต่ก็สะกดลงไป เอ่ยเนิบนาบ
“เหอะ สหายหลานทั้งๆ ที่รู้ดีไยต้องถาม เจ้าก็เห็นฝีมือของเจ้าสองคนนี้แล้วว่าไม่ได้เป็นคนธรรมดา อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการร่วมมือกันโจมตี”
“และเจ้าพูดเช่นนี้ ก็คงจะยั่วยุข้า คิดจะให้ดูไพ่ตายเหล่านั้นของข้าแซ่เฟิงคนนี้ ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้อย่าได้ใช้อีกเลย”
ชายหนุ่มแซ่เฟิงตอบกลับไปอย่างอึมครึม
หลานเหยาได้ยินก็หัวเราะ
“สหายเฟิงขี้ระแวงอีกแล้ว น้องสาวคนนี้ก็แค่พูดไปตามปากเท่านั้น เจ้ากับข้าร่วมมือกันยังไม่ทันเสร็จ ข้าจะทำแบบนั้นได้อย่างไร”
ชายหนุ่มแซ่เฟิงแค่นเสียงขึ้นจมูก ไม่ตอบรับอีก
สำหรับเรื่องที่หลานเหยาก่อนหน้านี้ไม่ได้ลงมือช่วย เขาก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร
ความสัมพันธ์ของเขาสองคนก็แค่ร่วมมือกันเท่านั้น
เพียงแต่ ตอนนี้เขาสะบักสะบอมเช่นนี้ อีกฝ่ายกลับเยาะเย้ยเสียดสี อีกทั้งยังยั่วยุตน ดังนั้นคำพูดของเขาเมื่อครู่ก็ไม่เกรงใจแล้ว
แต่ว่าสำหรับพวกสวี่ชิงทั้งสองคน ตอนนี้เขาจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ ในฐานะผู้บำเพ็ญแดนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งมีพลังบำเพ็ญระดับเตรียมสู่เทวะ แม้เรื่องจากลงมาเยือนที่นี่จะถูกผนึกพลังบำเพ็ญ ทำได้แค่แสดงพลังระดับสองโลกออกมาได้เท่านั้น แต่ในสายตาของเขา ผู้บำเพ็ญระดับหวนสู่อนัตตา ต่อให้มีไพ่ตายอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังสังหารได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือเท่านั้น
แต่ตอนนี้ แน่นอนว่าต่างออกไป
อีกทั้งคนที่เมื่อครู่ก็มีความคิดคล้ายกันก็ย่อมยังมีสหายร่วมเดินทางของเขา ดังนั้นผู้หญิงที่ชื่อหลานเหยา เมื่อครู่จึงแค่สังเกตมองดู ไม่ได้ร่วมลงมือด้วย
เห็นได้ชัดว่าในใจของนางตอนนั้นก็คิดว่าระดับขั้นนี้ ชายหนุ่มแซ่เฟิงควบคุมได้อย่าง่ายดาย
และก็ไม่แปลกใจที่สองคนนี้จะคิดเช่นนี้ หากเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งระดับเตรียมสู่เทวะของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ พวกเขาสองคนก็ไม่มีทางประมาทมากนัก แต่พลังบำเพ็ญของสวี่ชิงกับนายกองจะอย่างไรก็เป็นแค่ระดับหวนสู่อนัตตาขั้นหนึ่งเท่านั้น
เช่นนี้แล้ว แม้จะไม่ถึงกับดูถูกศัตรู แต่ก็ไม่มีทางจริงจังให้ความสำคัญ
แต่ภาพที่เกิดขึ้นข้างหน้าเมื่อครู่ ทำให้จิตใจของพวกเขาเกิดระลอกคลื่นอย่างรุนแรง
“สองคนนี้อยู่ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน…ต่อให้อยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นอัจฉริยะฟ้าประทาานแล้ว สหายหลานมิใช่ว่าชอบสังหารอัจฉริยะฟ้าประทานโดยเฉพาะหรอกหรือ ร่วมมือกันลงมือดีหรือไม่”
ชายหนุ่มแซ่เฟิงสายตาฉายประกาย ประสานสายตากับพวกสวี่ชิงทั้งสองคน จู่ๆ ก็ส่งกระแสจิตให้หลานเหยา
“พวกเขาเป็นเผ่ามนุษย์ เผ่ามนุษย์มีอัจฉริยะเช่นนี้ ย่อมไม่แปลก”
หลานเหยาหัวเราะ
“ส่วนร่วมกันลงมือ สองคนนี้เป็นคนที่สหายเฟิงเป็นฝ่ายคิดจะสังหารเอง ไม่เกี่ยวกับน้องสาวเลยสักนิด แค่เห็นแก่ที่เจ้ากับข้าร่วมมือกัน ข้าจะช่วยเจ้าในตอนที่เหมาะสมสักคราก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มแซ่เฟิงสายตาฉายประกายวูบ มองไปทางพวกสวี่ชิงทั้งสองคนอีกครั้ง ทันใดนั้นมือขวาก็พลันสะบัด ข้างกายเขาเกิดเสียงดังวิ้งลั่นขึ้นมาทันที เห็นเพียงเมฆดำเป็นกลุ่มๆ พลันปรากฏขึ้น
เมฆดำเหล่านี้ก่อขึ้นจากตะขาบสีดำที่มีขนาดเท่าแขน ข้างหลังมีภาพสัญลักษณ์หน้าผี
แต่ละตัวโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง เสียงคำรามเมื่อรวมกันแล้วแหลมเล็กเป็นอย่างยิ่ง ดังขึ้นในหูสวี่ชิงก็แสบหูยิ่งนัก นายกองทางนั้นยิ่งเคร่งเครียด
จำนวนมีไม่น้อยกว่าหลายหมื่น
หลังจากปรากฏตัวออกมา ในยามที่ชายหนุ่มแซ่เฟิงสะบัดมือ ก็เกาะกันเป็นกลุ่มเป็นฝูง พุ่งไปหาสวี่ชิงและนายกองทางนั้นอย่างมืดฟ้ามัวดิน
พื้นดินสะท้อนเงาของพวกมันออกมา อาณาเขตกว้างมาก ความกดดันพลันบังเกิดขึ้น
พลังก็น่าตื่นตะลึง ดูแล้วน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
ในทันทีที่พวกมันพุ่งมา นายกองก็พลันยกมือขึ้น ทันใดนั้นแสงสีฟ้าที่เขาซ่อนอำพรางลงไปก็พลันสาดแสงมาจากทั่วทุกสารทิศ แล้วพลันลอยขึ้นฟ้า
ทุกที่ที่ผ่าน พลังเย็นยะเยือกปะทุ แช่แข็งฟ้าดิน ผนึกทุกสรรพสิ่ง
ตะขาบผีพลังไม่ธรรมดาพวกนั้นโดนก่อนใคร ความเร็วลดลงทันที แต่ความโหดเหี้ยมของพวกมันไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กรีดร้องคำรามก็พ่นไฟกวาดไปรอบๆ
พลังน้ำแข็งแม้จะแข็งแกร่ง แต่จะอย่างไรก็ค่อนข้างน้อย ส่วนตะขาบผีพวกนั้นก็มีจำนวนมากเกินไป ไฟที่พ่นออกมากลายเป็นทะเลเพลิง
แต่ในพริบตาที่ต่างฝ่ายต่างต้านทานกัน เงาดำนับไม่ถ้วนก็แผ่ออกมาจากบนพื้นทันที เป้าหมาย…ก็คือเงาเมฆแมลงที่ก่อขึ้นจากตะขาบพวกนั้น!
วิชาสิงร่างปะทุตามมาขึ้นทันที
เสี้ยวพริบตาต่อมา สวี่ชิงและนายกองพลันพุ่งตัวออกไป คนหนึ่งซ้าย คนหนึ่งขวา พุ่งตรงไปทางชายหนุ่มแซ่เฟิงที่อยู่กลางอากาศ
และชายหนุ่มแซ่เฟิงเห็นได้ชัดว่า หลังจากที่เสียเปรียบ สำหรับพวกสวี่ชิงทั้งสองคนก็มองเป็นผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขั้นเดียวกัน
ดังนั้น ในขณะเเดียวกับที่ใช้วิชาตะขาบพวกนี้ ในร่างเขา พลังบำเพ็ญก็พลันปะทุขึ้นมา
บนบ่าทั้งสองข้างมีไฟสีดำสองกลุ่มลอยขึ้นมา
ในไฟต่างมีโลกใบใหญ่หนึ่งใบ กะพริบวูบวาบในนั้น แผ่กลิ่นอายน่ากลัวออกมา กระจายไปทั่วสารทิศ
ที่ยิ่งน่าตกใจไปกว่านั้นคือ บนตัวเขายังมีไฟสีดำอีกสามกองปรากฏขึ้นที่แขนและเหนือศีรษะอีกด้วย
เพียงแต่ไฟสามกองนี้หมองหม่นนัก เหมือนถูกหมอกปกคลุมอยู่ ราวว่าถูกผนึก
โลกใบใหญ่ในนั้นก็เช่นกัน
“ระดับเตรียมสู่เทวะห้าโลก!” สวี่ชิงสูดลมหายใจ
“ถูกผนึกไปแล้วสามโลก ทำไมถึงถูกผนึก” นายกองก็ตื่นตะลึงไปเช่นกัน แต่ไม่นานนักก็เกิดความสงสัย มองหน้ากันกับสวี่ชิง ความเร็วไม่ลดลง
ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่กลับไม่มีรอยแผลสักเท่าไร เกราะมหาขุนพลฟ้าทมิฬบนร่างตอนนี้กำลังกะพริบแสงวูบวาบ ร่วมกับจิ่วหลีที่วนล้อม และร่างบรรพจารย์ผู้ใช้วิญญาณ
ร่วมกับการเพิ่มพลังกายเนื้อที่หมัดจักรพรรดิอมตะที่เขาลอกเลียนแบบเหยียนเสวียนจื่อนำมาให้ ทุกอย่างทำให้การป้องกันกายเนื้อของเขาถูกสะสมไปจนถึงขั้นที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งขั้นหนึ่ง
ครั้งนี้ ชายหนุ่มแซ่เฟิงตื่นตะลึงแล้วจริงๆ
“การป้องกันเช่นนี้…เช่นนั้นข้าจะดูสิว่า กฎเกณฑ์จะทำร้ายเจ้าได้หรือไม่!”
ชายหนุ่มแซ่เฟิงแค่นเสียงเย็น ยกมือคว้าไปทางท้องฟ้า ทันใดนั้นเส้นไหมนับไม่ถ้วก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า มาอยู่รอบกายเขาอย่างมากมายมหาศาล แล้วก่อเป็นตาข่ายผืนใหญ่ปากหนึ่ง
ตาข่ายนี้แปรเปลี่ยนมาจากกฎเกณฑ์ เสี้ยวขณะต่อมา ในแสงสีเงินก็ต่างแปรเปลี่ยนเป็นสีเงิน แผ่ออกไปทั่วทุกสารทิศ
ทุกที่ที่ผ่านล้วนตัดเฉือนทุกสิ่ง
พลังบำเพ็ญทั่วร่างสวี่ชิงโคจร พลังป้องกันสำแดงออกมาในระดับสูงสุด เพียงพริบตาก็สัมผัสเข้ากับตาข่ายนั่น เสียงแซ่ดๆ ดังออกมา พลังกายเนื้อของเขาทำการต้านทาน
แต่ร่างก็ยังถอยไปข้างหลัง
และห่างไปไม่ไกลจากชายหนุ่มแซ่เฟิง จากการปกคลุมมาของตาข่าย เงาร่างของนายกองที่ก่อนหน้านี้สลายไป มาซ่อนอำพรางอยู่ในท้องฟ้าก็ถูกบีบให้ปรากฏออกมา
แต่ในเสี้ยวขระที่ปรากฏตัวขึ้น ร่างของเขาก็ระเบิดตัวเองทันที แปรเปลี่ยนเป็นหนอนสีฟ้านับไม่ถ้วน วนล้อมอยู่รอบมือกระดูกข้างนั้น พุ่งตรงไปทางชายหนุ่มแซ่เฟิงด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง
ความเร็ว ความแข็งแกร่ง คล้ายว่าปะทุทุกอย่างขึ้นมา น้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้น ร่วมกับกระดูกก็ทะลวงแสงสีเงินมา หลังจากที่ประชิดไปยังชายหนุ่มแซ่เฟิง มือกระดูกก็คว้าเอาไว้ หนอนทั้งหมดต่างอ้าปาก พ่นไอเย็นออกมา
เพียงพริบตา เห็นว่าแสงแดนศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองถูกทำลายเช่นนี้ ชายหนุ่มแซ่เฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง แม้จะป้องกันการโจมตีจากมือกระดูกได้ทัน แต่กลับไม่อาจต้านทานไอเย็นที่ปกคลุมฟ้าดินได้
ไอเย็นมหาศาลไม่สิ้นสุดปกคลุมเขาเอาไว้ ทำให้ร่างของเขาชะงัก
จิตสังหารในดวงตาสวี่ชิงฉายวูบ ในเสี้ยวพริบตานี้ เขายกมือขวาขึ้นอย่างไม่ลังเล กริชสีเลือดเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น ใบหน้าเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนกริช จากนั้นกริชเล่มนี้ก็ใช้แรงปาดไปข้างหน้า
เสียงฉัวะดังขึ้น
ตาข่ายกฎเกณฑ์ถูกกริชเฉือน เสี้ยวขณะต่อมา ร่างสวี่ชิงก็ไหววูบปานสายฟ้า หลังจากที่มาปรากฏข้างหน้าชายหนุ่มแซ่เฟิง กริชก็ปาดไปที่คอของเขาเต็มแรง!
สีหน้าของชายหนุ่มแซ่งเฟิงเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ ในตอนนี้เอง หลานเหยาที่คอยมองการต่อสู้ศึกนี้อยู่ ดวงตาหรี่ลง แล้วพลันยกมือขึ้น
ทันใดนั้นกลีบดอกไม้แต่ละกลีบๆ ก็ปรากฏขึ้นรอบๆ บริเวณที่พวกสวี่ชิงทั้งสามคนประมือกันอยู่
และตัวหลานเหยาเอง ก็ก้าวเท้าไหววูบออกไป จะพุ่งมา
แต่สวี่ชิงกับนายกองจะไม่ป้องกันหลานเหยาไปได้อย่างไร แทบจะในพริบตาที่หลานเหยาลงมือ กระดูกสันหลังสีฟ้าเส้นหนึ่ง ก็มาปรากฏอยู่ข้างหน้านางแล้วฟาดไปอย่างเต็มแรง
ในขณะเดียวกัน ตะขาบผีที่กำลังพ่นไฟใส่แสงสีฟ้าในที่ไกลๆ เหล่านั้น แต่ละตัวจู่ๆ ก็ไม่พ่นไฟอีก เปลี่ยนทิศทางพุ่งตรงไปหาหลานเหยา
พวกมันถูกเจ้าเงาควบคุมแล้ว!
และแสงสีฟ้าในเสี้ยวขณะนี้ก็พวยพุ่งขึ้นฟ้า แปรเปลี่ยนเป็นกำแพงปราการ ปกคลุมหลานเหยา!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา