บทที่ 944 หยิบตะเกียงกลางเปลวเพลิง
ในดาวจักรพรรดิโบราณ สายตานับหมื่นรวมอยู่บนแท่นบูชาลึกลับมหัศจรรย์ที่จักรพรรดิมนุษย์สำเร็จเทพ
ยามนี้แท่นบูชากลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ในพิธีบูชาบรรพชน!
มองจากไกลๆ แท่นบูชาห้าเหลี่ยมนี้เป็นสีดำล้วน ให้ความรู้สึกผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ยิ่งมีความรู้สึกหนักอึ้งหาใดเปรียบ
มองดูภาพรวม ราวกับตักขึ้นมาจากห้วงเวลา ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของนรก
และนอกจากรอยตราสัญลักษณ์ซับซ้อนมากมายบนนั้น ที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือศาลเจ้ากับโลงศพห้าใบ!
โลงศพโบราณแผ่จิตจักรพรรดิไม่สิ้นสุด ศพอดีตจักรพรรดิมนุษย์ด้านในเป็นตัวแทนสายเลือดราชวงศ์ สามารถสืบย้อนไปถึงจักรพรรดิโบราณเสวียนโยว ได้รับการยอมรับจากวิถีสวรรค์บนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ความสูงส่งทางสายเลือดของพวกเขาถือเป็นที่สุดบนแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
ส่วนศาลเจ้ายิ่งสร้างได้หรูหรายิ่ง วัสดุถึงกับเป็นกระดูกเทพเจ้า!
นี่ย่อมเป็นสิ่งล้ำค่าที่เผ่ามนุษย์ซ่อนไว้ ถูกจักรพรรดิมนุษย์เอาออกมาสร้างเป็นศาลเจ้าห้าหลัง และด้วยวัสดุไม่ธรรมดานี้ ทำให้กลิ่นอายเทพเจ้าในศาลเจ้าทั้งห้าเด่นชัดเป็นพิเศษ
ยามนี้กลิ่นอายรวมอยู่เหนือแผ่นป้ายสีดำในศาลเจ้า บุกทะลวงความว่างเปล่า ฟ้าดินล้วนเปลี่ยนสีเพราะมัน
ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าหรูหราอย่างที่สุด นอกจากราชวงศ์ ผู้บำเพ็ญที่เหลือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะได้มา
และการสำเร็จเทพต้องจุดเพลิงเทวะ ขั้นตอนนี้ต้องใช้พิธีกรรม!
แต่พิธีกรรมไม่มีรูปแบบแน่นอน ทุกการมีอยู่ที่อยากสำเร็จเทพล้วนต่างกัน
อย่างแรกคือโครงกระดูกห้าธาตุที่สวี่ชิงเคยเห็นใต้เสามรรคาสวรรค์พ้นพันธะในมณฑลรับเสด็จราชัน อย่างที่สองคือการจัดเตรียมในห้วงเวลาของบุตรเทวะแห่งตำหนักเทพชื่อหมู่บนแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทรา
ยังมีอย่างที่สาม คือการแทนที่เทพเจ้าแมงมุมของอุปราชไอศวรรย์เผ่านภาคิมหันต์ผู้นั้น
แท่นบูชาเหนือธรรมดาในดาวจักรพรรดิโบราณเผ่ามนุษย์ ก็คือพิธีกรรมสำเร็จเทพที่จักรพรรดิมนุษย์เลือกให้ตนเอง
แต่ไม่ว่าโลงศพหรือศาลเจ้าชัดว่าล้วนไม่ใช่จุดสำคัญของพิธีกรรมนี้ ตะเกียงสีม่วงที่อยู่ตรงกลางพิธีกรรมต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ
นั่นเป็นกลิ่นอายเซียน!
นี่ใช้โชคชะตาทั้งเผ่าเป็นลม ใช้กระดูกเทพเจ้าเป็นเตา ใช้กลิ่นอายเซียนตะเกียงโบราณเป็นไฟ ใช้จักรพรรดิมนุษย์ในอดีตเป็นฟืน เผาเซียนกับเทพ!
ระดับความยิ่งใหญ่ของมันเหนือชั้นกว่าทุกสิ่งที่สวี่ชิงเคยเห็น
นี่คือพิธีกรรมโดยสมบูรณ์ที่จักรพรรดิมนุษย์สำเร็จเทพ
ดังนั้นในทะเลเพลิงที่แผ่ออกมา เงาร่างที่ก่อรูปในเพลิงเทวะอันใกล้สมบูรณ์เหล่านั้น ตัวพวกมันล้วนอยู่ในสภาวะยิ่งกว่ามหัศจรรย์
ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้งไม่ใช่เทพเจ้า
หากเป็นกึ่งกลางของผู้บำเพ็ญเซียนกับเทพเจ้า
แม้เป็นเพียงภาพมายา ทั้งไม่มีกำลังรบแน่นอนและพลังบำเพ็ญที่จับต้องได้ แต่พวกมันกลับมีสถานะชวนตะลึงที่ทำให้ผู้บำเพ็ญราบคาบได้ และภายใต้การปราบปรามด้วยสถานะเช่นนี้ อีกทั้งอยู่ในเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน…
ผู้บำเพ็ญที่ก้าวเข้าไปในนั้น ระหว่างต่อสู้กับเงาร่างเหล่านั้น ไอพลังประหลาดในกายจะพุ่งถึงขั้นสูงสุดในพริบตา
หากไม่ดับสลาย ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเงาร่างนี้
แต่สวี่ชิงต่างออกไป
เขาไม่นับเป็นผู้บำเพ็ญ ทั้งยังไม่ใช่เทพเจ้า
เส้นทางที่เขาเดินตอนนี้ไม่เคยมีใครเดินมาก่อน ในฐานะผู้เบิกทางสายนี้ เขามีพลังบำเพ็ญของผู้บำเพ็ญ มีอำนาจของเทพเจ้า และมีไหมวิญญาณของเซียนต่างวิถี
ร่างกายเขายังเป็นกายของเทพเจ้า
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเคยกลืนโลหิตของเสี้ยวหน้า ผืนอนัตตาในกายมีอำนาจเทพเจ้าลวงตามากกว่าร้อย
ดังนั้นความสูงส่งของสถานะเขา เมื่อเทียบกับเทพเจ้าที่แท้จริงก็ไม่ต่างกันเท่าไร
บวกกับเงาร่างในทะเลเพลิงเหล่านี้ยังถูกตะเกียงดำจื่อเสวียนที่มีปฏิกิริยากับเขาทอนกำลังไป
ดังนั้น…ท่ามกลางเสียงสนั่นหวั่นไหวแทบหูหนวกไม่ขาดสาย สวี่ชิงที่บุกสังหารในทะเลเพลิงทำลายเงาร่างราบเป็นหน้ากลองด้วยพลังแข็งแกร่งทรงอานุภาพ ราวกับกลายเป็นพายุกวาดล้างสรรพสิ่ง
ไม่ว่ากระบี่จักรพรรดิในมือ หรือเจ้าเงา หรือเถาวัลย์เทพ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพายุนี้
ผ่านไปที่ใดล้วนถูกปราบจนราบคาบ
เห็นเถาวัลย์เทพหวีดคำราม กลืนกินเปลวเพลิงด้วยตื่นเต้นพลางม้วนไปยังเงาร่างสายแล้วสายเล่า คล้ายในความเข้าใจของมันเหล่านี้ล้วนเป็นอาหาร
เปลวเพลิงเลิศรสยิ่ง เงาร่างเป็นดั่งน้ำตาลเม็ด
ด้านเจ้าเงาก็ไม่ยอมน้อยหน้า ขณะกระโดดไปมา กลายเป็นชิ้นส่วนเงานับไม่ถ้วนในเปลวเพลิง
หากรวมชิ้นส่วนเงาเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะพบว่านั่นคือต้นไม้ใหญ่ ใต้ต้นไม้มีโลงศพห้อยลงมา มีดวงตาประหลาดงอกอยู่เต็มไปหมด
แต่สวี่ชิงเองก็หลักแหลมไม่ต่างกัน แกว่งกระบี่จักรพรรดิสะท้านทั่วทิศ
ขณะห้อตะบึงกวาดล้าง ความหิวโหยข้างในที่เคยถูกข่มไว้หลังกลืนโลหิตเสี้ยวหน้าบนแผ่นดินเทวะ คล้ายถูกกลิ่นอายของเพลิงเทวะดึงดูดจนปรากฏขึ้นอีกครั้ง
หิว…
ชั่วขณะที่ความรู้สึกนี้ปรากฏ นัยน์ตาสวี่ชิงออกแดงเล็กน้อย พลันยกกระบี่จักรพรรดิในมือปล่อยให้เงาร่างสายหนึ่งเข้ามาใกล้ พริบตาที่โผเข้ามา เขาอ้าปากทันใด
ดูดกลืนอย่างโหดเหี้ยม
ฉับพลันเงาร่างสายนั้นสั่นสะเทือนทั้งกาย ถึงกับถูกสวี่ชิงดูดเข้ามาในปาก
ผืนอนัตตาในกายสวี่ชิงพลันสั่นไหว เงาร่างเพลิงเทวะที่ถูกเขากลืนลงไปกลายเป็นฝนเพลิงสาดลงมา ก่อรูปเป็นสารอาหารและยิ่งดึงความหิวของสวี่ชิงมากกว่าเดิม
“รสชาติพอใช้ได้”
สวี่ชิงเลียริมฝีปาก เดินออกไปก้าวหนึ่งถึงตรงหน้าเงาร่างเพลิงเทวะที่ถูกเจ้าเงาปกคลุม ดูดกลืนอีกครั้ง
เงาร่างนั้นหายไปทันที เจ้าเงาอึ้งเล็กน้อย
แต่สวี่ชิงออกไปกลืนกินต่อแล้ว
เห็นเป็นเช่นนั้นด้านเจ้าเงาก็ตื่นเต้นอยากลอง ชั่วพริบตาทุกส่วนของเจ้าเงาที่กระโดดอยู่บนทะเลเพลิงล้วนอ้าปากกว้าง กลืนกินเงาร่างเพลิงเทวะทั้งหมดอย่างบ้าคลั่ง
แต่สวี่ชิงสามารถเห็นทะลุเปลวเพลิงนี้ว่ารอยร้าวของตะเกียงดำจื่อเสวียนเยอะขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
คล้ายยืนหยัดได้อีกไม่นาน
ประกายฉายวาบในตาสวี่ชิง พลันเคลื่อนกายมุ่งไปยังเปลวเพลิงสีทองบนแท่นบูชา แต่พริบตาต่อมาด้วยเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นจากเปลวเพลิงสีทอง เงาร่างสวี่ชิงที่เข้าใกล้ถอยหลังฉับพลัน
ทั้งกายเขากำลังลุกไหม้ ผิวหนังที่เผยอยู่ด้านนอกเหี่ยวแห้งลงไปอย่างชัดเจน เลือดเนื้อดูไม่ออก
แม้ด้วยความสามารถของเขาร่วมกับร่างของเทพเจ้าก็ไม่อาจเข้าไปในเปลวเพลิงนี้ได้
แต่สวี่ชิงไม่เคยถอดใจ เขาข่มความเจ็บปวดรุนแรงจากการเผาไหม้ที่ปรากฏทั่วกาย ขณะยกมือพลังวิเศษระเบิดเป็นสายสนั่นหวั่นไหว อำนาจเทพเจ้าเคลื่อนลงมาปราบเพลิงสีทองตรงหน้า ทว่าผ่านไปสิบกว่าลมปราณทุกอย่างยังเหมือนเดิม
เพลิงนี้ไม่อาจสั่นคลอน
สวี่ชิงสีหน้าอึมครึม กลิ่นอายกระบี่จักรพรรดิในมือแผ่ออก หนึ่งกระบี่เคลื่อนลง
ฟ้าดินเลื่อนลั่น เงากระบี่มหึมาสายหนึ่งแปลงบนนภา ฟันไปยังเปลวเพลิงสีทองตรงแท่นบูชา
เพลิงนี้ขาดพลัน แม้เกิดช่องแหว่งสายหนึ่ง แต่พริบตาต่อมาเปลวเพลิงลุกโชนอีกครั้ง ถึงกับทำให้ปราณกระบี่สลาย
“ทะลวงไม่ได้รึ”
สวี่ชิงพึมพำ เห็นตะเกียงในเปลวเพลิงดวงนั้นมีรอยร้าวเพิ่มอีกหลายสาย ใจเขาร้อนรนจนปั่นป่วน
หลังจากเห็นพิธีกรรมสำเร็จเทพมาหลายครั้ง สวี่ชิงเข้าใจพิธีกรรมเช่นนี้ โดยทั่วไปต้องมีพลังอานุภาพเหนือกว่าตัวพิธีกรรมถึงจะทำลายมันได้
ไม่อย่างนั้น คิดจะขัดขวางการดำเนินของพิธีกรรมสำเร็จเทพ ก็มีแต่ต้องใช้เล่ห์กลบางอย่าง
นัยน์ตาสวี่ชิงจึงฉายแววบ้าคลั่ง ส่งจิตไปหาเจ้าเงากับเถาวัลย์เทพ
เจ้าเงาลังเลเล็กน้อย แต่ด้านเถาวัลย์เทพไม่หยุดคิดสักน้อยนิด พลันพุ่งไปด้านหลังเปลวเพลิงสีทอง เมื่อถึงตรงหน้ามันก็กลืนกินสุดกำลัง
พลังกลืนกินมหาศาลกลายเป็นแรงดึง ทำให้เปลวเพลิงเอนมาทางเถาวัลย์เทพราวสายน้ำ
เปลวเพลิงที่อยู่ทางด้านสวี่ชิงจึงเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือเถาวัลย์เทพเองก็เริ่มลุกไหม้ เกิดเค้าลางเหี่ยวเฉา ชัดว่ายืนหยัดได้ไม่นานนัก
เห็นเป็นเช่นนั้น เจ้าเงาก็เทหมดหน้าตัก โผเข้าไปในพริบตา แม้เปลวเพลิงสีทองเผาไหม้อย่างไรก็ยังกลายเป็นม่านดำทาบไปยังจุดที่เปลวเพลิงเบาบางตรงหน้าสวี่ชิง
ชั่วขณะที่ลงมา เจ้าเงาโอดครวญส่งเสียงร้องน่าเวทนา ด้วยการเผาไหม้จากเปลวเพลิง ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้ม่านที่แปลงจากเงาเริ่มบิดเบี้ยว
แต่มันไม่กล้าออกมา ได้เพียงฝืนทนรับ ในใจยิ่งเด็ดขาด ฉีกตรงกลางออกฉับพลัน
เกิดเป็นช่องสายหนึ่งแยกเปลวเพลิงออกจากกัน!
สวี่ชิงพุ่งตัวออกไปทันที ความเร็วถึงขีดสุดของร่างกาย บุกปะทะความว่างเปล่ากลายเป็นเงาติดตา พลันเข้าใกล้รอยแยกในชั่วขณะที่เจ้าเงาใกล้ทนไม่ไหว
มือขวาลวงตากลายเป็นกึ่งโปร่งแสง ยื่นทะลุรอยแยกของเจ้าเงาเข้าไปในเปลวเพลิง!
คว้าไปยังตะเกียงดำจื่อเสวียนดวงนั้นสุดกำลัง!
…………………………………

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา