เข้าสู่ระบบผ่าน

ผู้กล้าเหนือกาลเวลา นิยาย บท 947

บทที่ 947 ผู้ปกครอง

เกือบจะในทันทีที่องค์ชายสิบเอ็ดนำดวงตะวันแสงอรุณออกมา สวี่ชิงก็ถอยหลังอย่างรวดเร็ว และยกมือคว้าศพจักรพรรดิออกมา

แม้เอ้อร์หนิวจะไม่อยู่ที่นี่ ศพจักรพรรดิจำเป็นต้องควบคุมด้วยคนสองคน สวี่ชิงเพียงคนเดียวไม่อาจจะขยับเขยื้อนได้ แต่การหลอมรวมเข้าไปเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน ยังพอทำได้เช่นกัน

ส่วนเรื่องในครั้งนี้ สวี่ชิงไม่ได้บอกเอ้อร์หนิว

เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาทม่วงคราม เรื่องราวนี้ล้ำลึกเกินไป

เรื่องบางเรื่อง เขาเลือกที่จะเผชิญหน้าด้วยตนเองตามประสาของเขา

และการเผชิญหน้ากับการระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณ สวี่ชิงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี

เขายังสังเกตเห็นเบาะแสบางอย่าง

ดวงตะวันแสงอรุณดวงนี้ แม้ว่าหลักการจะคล้ายกับดวงตะวันบรรพกาลของเขา แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน

พูดให้ถูกคือ ดวงที่เขาเคยมีนั้น เกิดจากการผสมผสานระหว่างดวงตะวันบรรพกาลกับเนื้อของชื่อหมู่ โดยอาศัยความปั่นป่วนภายใน ก่อพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำลายโลกได้

ทว่าดวงตะวันแสงอรุณของเผ่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

มันเป็นพลังที่เสถียร แม้จะไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก แต่สามารถก่อตัวขึ้นได้อย่างเป็นระเบียบภายใต้ระบบของเผ่ามนุษย์ได้

และมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นสมบัติของเผ่าพันธุ์

แน่นอนว่าวัตถุดิบต้องเพียงพอด้วย

ดังนั้นการระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณดวงนี้ จึงก่อให้เกิดแสงเจิดจ้า ที่ไม่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความหวาดกลัว ทว่าเป็นความรู้สึกของแสงยามอรุณรุ่ง!

ราวกับแสงแรกของวันฉีกผ่านความมืดมิดของราตรีกาลออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะเดียวกันก็เผาผลาญความมืดมิดของโลก ลอยสูงสู่ท้องฟ้า

นำแสงสว่างมาสู่ฟ้าดิน สะกดความมืดมิดทั้งปวง

มว่า…เมื่อมันอยู่ในมือขององค์ชายสิบเอ็ด มันก็ถูกกำหนดให้เป็นฝ่ายอนธกาล กลายเป็นเผ่ามนุษย์ กลายเป็นดาราจักรพรรดิโบราณ

ดังนั้นในชั่วขณะถัดมา เมื่อแสงและความร้อนอันไร้ขอบเขต แผ่กระจายออกไปรอบด้านราวกับพายุและคลื่นกระหน่ำ ทั้งดาราจักรพรรดิโบราณจึงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ราวกับมีดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง เกิดขึ้นภายในดาราจักรพรรดิโบราณ!

ยิ่งกว่านั้น มันยังเข้ามาแทนที่ดาราจักรพรรดิโบราณ กลายเป็นดวงอาทิตย์ที่แท้จริงภายในดินแดนต้องประสงค์ ด้วยพลังอันมหาศาลในระยะเผาขน ไฟเทวะที่เกิดจากพิธีกรรมสำเร็จเทพของดาราจักรพรรดิโบราณยังวูบไหวอย่างรุนแรง

คลื่นความผันผวนอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายแห่งความพินาศ ในทันใดก็กลายเป็นวันโลกาวินาศ

มาสู่ผืนโลก

ภายในดาราจักรพรรดิโบราณ ผู้บำเพ็ญเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างเปลี่ยนสีหน้า วิกฤตเป็นตายปะทุขึ้นในจิตใจอย่างรุนแรง ความรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายและจิตใจ

มีเพียง…อ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่ที่กำลังต่อสู้กับอ๋องสวรรค์เผ่ามนุษย์กลางอากาศเท่านั้น ที่สีหน้าไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ

นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่กระแสวนสีเลือด ลงมายังเผ่ามนุษย์ พวกเขาก็รู้ภารกิจของตนอยู่ในใจแล้ว

เพื่อเผ่าพันธุ์ เพื่อคำสัญญา พวกเขารู้ดีว่าตนเองเป็นดาบที่ทิ่มแทงเผ่ามนุษย์

และภารกิจของดาบ…นอกจากจะสังหารแล้วยังต้องทำลายตัวเองด้วย

ดังนั้น หลังจากจัดเตรียมกระบวนการคืนชีพภายในเผ่าแล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะทำลายร่างกายและพลังบำเพ็ญ

ตอนนี้ การระเบิดของดวงตะวันแสงอรุณ เป็นสัญญาณแก่พวกเขา

จากนั้นอ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่ก็ก็มองหน้ากัน ดวงตาของฉายแววมุ่งมั่น ทันใดนั้นก็ปล่อยกลิ่นอายทำลายล้างออกมาจากร่างกายของตนเองโดยไม่ลังเล

ดวงตะวันแสงอรุณหนึ่งดวงบวกกับการระเบิดตัวเองของอ๋องสวรรค์ทั้ง เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นดาบที่แท้จริง!

วินาทีนั้น ทั่วทั้งดาราจักรพรรดิโบราณจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!

ความเป็นความตายปรากฎขึ้นในชั่วขณะนั้น

ที่นอกดาราจักรพรรดิโบราณ ในเมืองหลวงจักรพรรดิแห่งเผ่ามนุษย์ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นทุกหนแห่ง ผู้บำเพ็ญทุกคนจิตใจสั่นคลอนในขณะนั้น

ค่ายกลเผ่ามนุษย์ส่องแสงเจิดจ้า พยายามที่จะกำราบมันไว้

ทว่า…ไร้ผล

เว้นแต่จะมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าจนเพิกเฉยต่อดวงตะวันแสงอรุณได้ มิฉะนั้น พิธีกรรมบูชาบรรพชนที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้จำต้องสิ้นสุดลง

และจุดจบนั้นจะกลายเป็นวันสิ้นโลกที่แท้จริงของเผ่ามนุษย์

ดังนั้นจึงมีคนจำนวนหนึ่งมองไปยังรูปปั้นจักรพรรดิครองกระบี่โดยสัญชาตญาณ…

เวลานี้ดูเหมือนว่าจะมีเพียงดาบครั้งสุดท้ายของจักรพรรดิครองกระบี่เท่านั้น ที่จะสามารถแก้ไขและคลี่คลายทุกสิ่งได้

ทว่า…องค์จักรพรรดิกลับนิ่งเงียบ

สวี่ชิงถอนหายใจเบาๆ แต่ถึงตอนนี้ เขาก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวในวันนี้ยังคงก่อปัญหาได้

เพราะองค์รัชทายาทม่วงครามยังไม่ปรากฏตัว

เพราะจักรพรรดิมนุษย์เอาแต่นิ่งเงียบตั้งแต่ต้นจนบัดนี้

และแล้วพลังทำลายล้างภายในดาราจักรพรรดิโบราณก็ปะทุขึ้น

แต่ตอนนั้นเอง…จักรพรรดิมนุษย์ก็ขยับตัว

พระองค์มีสีหน้าเรียบเฉย ยกพระหัตถ์ขวาขึ้นอย่างสงบ

โซ่แห่งดวงชะตาที่พันธนาการพระวรกายก็ขาดออกอีกหลายท่อนทันทีที่พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้น จากนั้นก็กดพระหัตถ์ขวาลงเบาๆ

ฝ่ามือยักษ์ เข้ามาแทนที่ท้องฟ้าเหนือดาราจักรพรรดิโบราณในเสี้ยวขณะ ปกคลุมแผ่นดินดาราจักรพรรดิโบราณ

ปรากฏขึ้นเหนือดาราจักรพรรดิโบราณ!

ในพริบตา พายุพลันโหมกระหน่ำ ฟ้าดินมืดมัว พลังอันยิ่งใหญ่แผ่ปกคลุม

บดบังท้องฟ้าพร้อมกับผ่กระจายพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่ามหาขั้นเตรียมสู่เทวะ

สั่นสะเทือนทุกทิศทาง

จากนั้น กดลงเบาๆ ที่ด้านล่าง

ความว่างเปล่าแตกสลาย ฟ้าดินร้องคำราม อ๋องสวรรค์เผ่ากลืนนภาทั้งสี่องค์ที่กำลังระเบิดตัวเอง ร่างกายกระตุกวูบ พลังที่ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านลงมาและห่อหุ้มพวกเขาทั้งสี่โดยตรง บีบเค้นด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ

ท่ามกลางเสียงร้องครวญคราง พวกเขาถูกบีบคั้นกลิ่นอายทำลายล้างที่แผ่กระจายออกไป กลับเข้าสู่ร่างกาย!

ภายใต้พลังมหาศาลนี้ อ๋องสวรรค์ทั้งสี่กระอักเลือดออกมา ร่างกายสั่นเทา ถูกพลังที่มองไม่เห็นนี้กดขี่และล้มลงกับพื้น

ท่ามกลางเสียงครืนครันของแผ่นดิน ร่างทั้งสี่ถูกตรึงอยู่กับที่ ไม่อาจดิ้นรนได้

แม้แต่โลกของพวกเขาก็เช่นกัน

ภายใต้พลังอันเบ็ดเสร็จ การต่อต้านใดๆ ล้วนแต่ไร้ความหมาย

ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น ชั่วขณะถัดมา ดวงตะวันแสงอรุณที่กำลังจะระเบิดออกพลันสั่นสะเทือน แสงและความร้อนทั้งหมดม้วนกลับไปดังเดิม

มันถูกบีบอัดกลับเข้าไปจนกลายเป็นดวงตะวันแสงอรุณอีกครั้ง

มีเพียงรอยร้าวแผ่กระจายไปทั่ว เปลี่ยนสถานะจากที่เคยเสถียรก็กลายเป็นสั่นคลอน

จากนั้นก็อันตรธานไปจากตำแหน่งเดิม

ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนอากาศ โดยมีโซ่เหล็กครึ่งหนึ่งพันธนาการอยู่ ตกในพระหัตถ์ของจักรพรรดิมนุษย์ที่ยกขึ้น

ท้องฟ้าเงียบสงบ

ฟ้าดินไม่ไหวติง

ขณะนี้ดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนจ้องไปที่จักรพรรดิมนุษย์โดยสัญชาตญาณ

ในสายตานั้นมีทั้งความตกตะลึง ความงงงวย ความเหลือเชื่อ และความหวาดกลัว

จักรพรรดิมนุษย์เป็นเจ้าเหนือหัวเพียงหนึ่งเดียวของเผ่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน ทุกคนในที่นี้ล้วนรู้ดี เพียงแต่…ตลอดเวลาที่จักรพรรดิมนุษย์ขึ้นครองราชย์กว่าสามพันปี พระองค์ไม่เคยลงมือมาก่อน

ดังนั้นความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับพลังของเจ้าเหนือหัว จึงจำกัดอยู่เพียงคำบรรยายสั้นๆ ในตำราโบราณเท่านั้น

เพราะผู้บำเพ็ญแทบทุกคนในที่แห่งนี้ไม่เคยเห็นเจ้าเหนือหัวองค์ที่สองมาก่อนในชีวิต

ประกอบกับการมีอยู่ของเทพชั้นสูง ทำให้ผู้คนดูแคลนระดับขั้นของเจ้าเหนือหัวโดยสัญชาตญาณ

จนกระทั่งถึงตอนนี้

“เจ้าเหนือหัว…”

“นี่คือพลังของเจ้าเหนือหัว!!”

“มหาขั้นเตรียมสู่เทวะเมื่อเทียบกับพระองค์ก็เปรียบเหมือนมดปลวก! หากเจ้าเหนือหัวทรงพลังเช่นนี้ แล้วเทพเจ้าจะ…”

เสียงสูดหายใจงมาจากทั่วทุกสารทิศ

สวี่ชิงมองจักรพรรดิมนุษย์ด้วยแววตาเยือกเย็น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นจักรพรรดิมนุษย์ลงมือ

“ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับหลี่จื้อหวา แต่ก็เป็นพลังของเจ้าเหนือหัวอย่างแท้จริง…”

สวี่ชิงพึมพำในใจ

เวลานี้ สีพระพักตร์จักรพรรดิมนุษย์ยังคงสงบนิ่งเช่นเคย พระองค์ทรงถือดวงตะวันแสงอรุณไว้ในพระหัตถ์ มององค์ชายสิบเอ็ดที่สีหน้ามืดครึ้ม

“สิบเอ็ดน้อย ยังมีอีกหรือไม่?”

จักรพรรดิมนุษย์เอ่ยเสียงราบเรียบ

“ข้าไม่รู้ว่าเขามีหรือไม่ แต่ข้ามี!”

เสียงเย็นชาดังขึ้นฉับพลันจากขอบแท่นบูชาด้านหลังจักรพรรดิมนุษย์

ในพริบตา สายตาทั้งหมดก็หันไปมองผู้พูด สายตาส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เพราะผู้ที่พูดนั้นไม่ใช่องค์ชายสิบเอ็ด หากแต่เป็น…องค์ชายสิบที่ยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายใหญ่ องค์ชายสี่และองค์ห้า!

องค์ชายสิบซึ่งเข้าร่วมพิธบูชาบรรพชนอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้ทำสีหน้าหวาดกลัวตลอดเวลา ราวกับว่าไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่

ทว่าตอนนี้ สีหน้าของเขากลับสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาของเขาสบประสานกับจักรพรรดิมนุษย์ที่หันพระพักตร์มา ขณะที่เขาพูด

จักรพรรดิมนุษย์ดูไม่ได้แปลกใจ

“ในที่สุดเจ้าก็ตัดสินใจจะต่อสู้กับเราแล้วหรือ เจ้ามีทางเลือกอื่นแท้ๆ”

องค์ชายสิบเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“จู่ๆ ท่านก็ขอให้องค์ชายที่ข้าสิงร่างอยู่เข้าร่วมพิธีบูชาบรรพชน ไม่ใช่ว่าจะล่อให้ข้าออกมาต่อสู้กับท่านด้วยหรือ?”

“ข้านั้นมีทางเลือกอื่น ทว่าคำสัญญาที่พวกเขาหยิบยื่นให้ ทำให้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ขอทำตามความปรารถนาของพวกเขา และทดสอบพลังต่อสู้ของเจ้าก่อน”

เมื่อองค์ชายสิบพูดจบ ร่างกายของเขาก็พร่าเลือนไป ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยว กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาจากร่างกายของเขาราวกับกำลังฟื้นคืนชีพขึ้นมา

ฟ้าดินเปลี่ยนสี ลมพายุโหมกระหน่ำ

กลิ่นอายนี้ปั่นป่วนเมฆหมอก ทำให้ดาราจักรพรรดิโบราณสั่นสะเทือน เช่นเดียวกับภายนอก

ภายใต้กลิ่นอายนี้ มหาขั้นหวนสู่อนัตตาสั่นสะเทือน มหาขั้นเตรียมสู่เทวะยังถูกสะกด เพราะนั่นคือ…กลิ่นอายของเจ้าเหนือหัว

พลานุภาพเทียบเท่าพลังที่จักรพรรดิแสดงออกมาเมื่อครู่

ท่าทีขององค์ชายสิบสงบลงในไม่กี่อึดใจ ใบหน้าเปลี่ยนไปกลายเป็นใบหน้าที่ต่างไปจากเดิม

ดวงตาข้างเดียวอยู่กึ่งกลางหว่างคิ้ว ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ

เฉกช่นเผ่ากลืนนภาทั้งสี่ที่ปรากฏตัวมาก่อนหน้านี้

เมื่อสุรเสียงอันนุ่มนวลของจักรพรรดิมนุษย์ดังขึ้นและเงียบลง โซ่เหล็กแห่งดวงชะตาที่พันธนาการร่างของพระองค์ก็ขาดออกทีละเส้น

ทุกครั้งที่โซ่ขาดออกจากกัน กลิ่นอายของพระองค์ก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าในชั่วพริบตา ฟ้าดินกู่ร้องคำราม ลมพายุคลั่งพัดกระหน่ำ พลังสะกดอันน่าพรั่นพรึงไร้สิ่งใดเทียมพวยพุ่งออกมาจากร่างของพระองค์

“ตั้งแต่ข้าบรรลุมรรคา ข้ายังไม่เคยแสดงพลังต่อหน้าชาวโลก วันนี้ ขอให้ท่านจักรพรรดิทุนเทียนจงดูให้ประจักษ์แก่สายตา เพราะข้าจะลงมือเพียงครั้งเดียว”

เมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบ โซ่เหล็กเส้นสุดท้ายที่พันธนาการร่างของจักรพรรดิมนุษย์ก็ขาดออกทันที

กลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่กว่าก่อนหน้านี้ก็พวยพุ่งออกมาจากร่างของพระองค์

ในตอนนั้นเอง ดาราจักรพรรดิโบราณก็พลันสั่นสะเทือน เมืองหลวงจักรพรรดิสั่นไหว ดินแดนกว้างใหญ่ตกอยู่ในความโกลาหล

จักรพรรดิมนุษย์ยกพระหัตถ์ขวาขึ้น เหมือนกับที่เคยสะกดดวงตะวันแสงอรุณ แต่ครั้งนี้…ฝ่ามือที่ปรากฏขึ้นนั้นไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าเหนือดาราจักรพรรดิโบราณ

ทว่าอยู่ที่ด้านนอกดาราจักรพรรดิโบราณ!

ห้วงนภาเหนือเมืองหลวงจักรพรรดิเผ่ามนุษย์มืดสนิทลงทันใด

ฝ่ามือยักษ์ไร้ขอบเขต ปกคลุมท้องฟ้าด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจบรรยายได้ ก่อนจะร่วงลงมา

สูญตาพังทลายลง ผืนฟ้าแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ แผ่นดินสั่นสะเทือน ภูเขาถูกบดขยี้

ฉากนี้ หัตถ์เดียวครองนภา!

แม้แต่เทพเจ้า ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้!

เมื่อกดลงมา ฝ่ามือยักษ์ก็ตกลงบนดาราจักรพรรดิโบราณด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ และแรงกดดันไม่มีที่สิ้นสุด

เพียงเคลื่อนไหวครั้งเดียว ก็คว้าดาราจักรพรรดิโบราณไว้ในฝ่ามือได้

เมื่อบีบลงไป ดาราจักรพรรดิโบราณก็สั่นสะเทือน ทุกคนที่อยู่ภายในรู้สึกราวกับว่าฟ้าดินกำลังสั่นคลอน

สีหน้าของจักรพรรดิทุนเทียนตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

พระองค์หายใจหอบ หน้าซีดเผือก ดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ร่างถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว เงาพร่าเลือนปรากฎขึ้นบนใบหน้าราวกับจะหลุดลอยออกไปจากร่าง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีร่องรอยของการส่งข้ามปรากฎขึ้นภายใน

พระองค์พยายามจะหลบหนีตั้งแต่แรก!

แต่สายไปเสียแล้ว

ฝ่ามือยักษ์ที่กำดาราจักรพรรดิโบราณไว้ทะลุผ่านดวงดาวไปโดยไม่ทำร้ายผู้ใด แต่กลับกวาดลางทุกสรรพสิ่งเบื้องหนาจักรพรรดิทุนเทียน

“ข้าจะส่งท่านไปเอง!”

ตู้ม!

ร่างมายาถูกระเบิดออกจากองค์ชายสิบ กลายร่างเป็นจักรพรรดิทุนเทียน แตกสลายและก่อตัวขึ้นใหม่วนเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังจากแตกสลายไปอย่างน้อยพันครั้ง จิตวิญญาณของจักรพรรดิทุนเทียนก็สลายไปในที่สุด!

“วันนี้ข้าทำลายวิญญาณส่วนหนึ่งของท่านไปแล้ว ภายในครึ่งเดือน หากท่านไม่ส่งสมบัติแดนสงครามของท่านมาให้ ข้าจะฉีกทึ้งสูญตา แล้วไปยังเผ่าพันธุ์ของเจ้าด้วยตัวข้าเอง”

จักรพรรดิมนุษย์เอ่ยเสียงราบเรียบ

ในขณะนั้น พลานุภาพอันเฉียบพลันครอบงำท้องฟ้า

ผู้คนในเผ่ามนุษย์ต่างเงียบสนิท จิตใจของทุกคนว่างเปล่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พวกเขารู้ว่าจักรพรรดิมนุษย์แข็งแกร่ง แต่…แข็งแกร่งถึงขั้นกำราบเจ้าเหนือหัวอีกองค์หนึ่งได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงไม่น้อย

อีกทั้งการกำราบครานี้ ยังเป็นการกำราบโดยสิ้นเชิง!

สวี่ชิงรู้สึกปั่นป่วนในใจไม่ต่างกัน เขาเคยเห็นเจ้าเหนือหัวองค์อื่นมาแล้ว!

หลี่จื้อหวาก็เป็นเจ้าเหนือหัว

เจ้าเหนือหัวยังมีการแบ่งลำดับขั้น

ขั้นต้น กลาง ปลาย และขั้นสูงสุด พลังต่อสู้ย่อมแตกต่างกันมาก

“ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากฝ่ามือนั้น เทียบกับหลี่จื้อหวา… แทบจะไม่ต่างกันมากนัก…”

“หรือว่า…จักรพรรดิมนุษย์จะเป็น…เจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุด!”

สวี่ชิงพึมพำในใจ ความรู้สึกไม่สมจริงพลุ่งพล่านในใจอย่างแรงกล้า

ตามความเข้าใจของเขา ระดับเจ้าเหนือหัว ปัจจุบันในดินแดนต้องประสงค์นั้น ต้องอาศัยสายโลหิตและดวงชะตาจึงจะมีโอกาสเลื่อนขั้นสู่ระดับนั้นได้

แต่นั่นเป็นเพียงแค่ขั้นต้นเท่านั้น

ส่วนขั้นสูงสุด…ภายใต้ความสนใจจากเผ่าพันธุ์ทรงอำนาจต่างๆ ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แทบจะไม่มีอยู่เลย

ดังนั้น เมื่อมีผู้คุ้มครองระดับเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดปรากฎตัวขึ้น ในระหว่างที่เทพเจ้าสามพระองค์ดวงตะวัน จันทรา และดวงดาราแห่งเผ่านภาคิมหันต์กำลังเลื่อนขั้นนั้น จึงเกิดความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนต้องประสงค์

การสืบสวนในภายหลังดำเนินไปอย่างไม่หยุดทั้ง ทั้งเผ่าพันธุ์ทรงอำนาจและเทพเจ้าต่างอยากรู้ว่าเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดที่สามารถปิดกั้นสรรพความรู้นั้นเป็นใคร!

เพราะในระบบของผู้บำเพ็ญ ปัจจุบันเจ้าเหนือหัวนั้นหาได้ยากยิ่ง หากไปถึงขั้นสูงสุดแล้ว…เทพเจ้าต่างๆ ไม่มีทางยอมรับได้อย่างแน่นอน

“หรือว่า…”

สวี่ชิงมองไปทางจักรพรรดิมนุษย์

ในตอนนั้นเอง จักรพรรดิมนุษย์ที่ยืนอยู่กลางอากาศก็ก้าวลงมาทีละก้าว จนไปยืนอยู่บนแท่นบูชาในที่สุด

ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์ประกอบพิธีบูชาบรรพชนก่อนหน้านี้

ที่นั่น พระองค์หันหลังกลับ มองไปยังองค์ชายสิบเอ็ดที่กำลังสับสน และตรัสออกมาเช่นเดิม

“สิบเอ็ดน้อย ยังมีอีกหรือไม่?”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ผู้กล้าเหนือกาลเวลา