ตอนที่ 70 ใครโกงกัน?
กลางดึกวันที่ 11 พฤษภาคม ใต้ดินลึกของเทียนหนานเกิดแผ่นดินไหว พวกปรมาจารย์รุดเข้าไปควบคุมสถานการณ์!
คืนวันนั้นฟางผิงสัมผัสถึงความผิดปกติไม่ได้แต่อย่างใด
จวบจนสว่างเช้าไปโรงเรียน ค่อยรู้ข่าวนี้จากวงสนทนาของเพื่อนนักเรียน
เพราะปรมาจารย์แจ้งเตือนล่วงหน้า ทุกคนจึงอพยพออกไปทันเวลา คนธรรมดาไม่มีใครเป็นอะไรมาก มีแค่คนบางส่วนที่ทำใจทิ้งบ้านไม่ได้ ทำให้ถูกผลกระทบไปบ้าง และแม้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจะมีไม่มาก แต่ทรัพย์สินกลับเสียหายอย่างมหาศาล
—
เรื่องนี้ฟางผิงไม่ได้สนใจนัก แต่ยังคงรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่า บรรยากาศแต่ละที่เริ่มตึงเครียดขึ้นมาไม่น้อย
หยางเฉิงที่ไม่ได้มีผู้ฝึกยุทธ์มากมาย ตอนนี้ฟางผิงกลับพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์แปลกหน้าปรากฏตัวอยู่บ่อยครั้ง นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติอีกแล้ว
จนกระทั่งผู้ว่าจางนำทีมกลับถึงหยางเฉิง บรรยากาศตึงเครียดจึงค่อยผ่อนคลายลง
—
วันที่ 17 พฤษภาคม ฟางผิงค่อยมีโอกาสพูดคุยกับหวังจินหยางอีกครั้ง
หวังจินหยางเป็นฝ่ายโทรศัพท์หาเขา ก่อนหน้านี้เขาติดต่อเหล่าหวังไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาเขาเลยส่งข้อความให้เหล่าหวังแทน
น้ำเสียงที่โผล่ออกมาจากปลายสายของหวังจินหยางแฝงความเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
หวังจินหยางอธิบายให้ฟังคร่าวๆ “หลายวันนี้ทำภารกิจอยู่ข้างนอกตลอด ไม่สะดวกพกมือถือ…”
พูดถึงเหตุผลที่ไม่ได้รับโทรศัพท์แล้ว หวังจินหยางค่อยเอ่ยว่า “นายส่งข้อความมาบอกว่าอยากจะฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้?”
กวนหูหยวน
ฟางผิงปลีกตัวหลบจากฟางหยวนที่กำลังแต่งห้องอย่างเบิกบานใจ เลี่ยงมาอยู่ที่ข้างหน้าต่าง “อืม พี่หวังพูดมาตลอดว่าการต่อสู้นั้นเป็นเรื่องหลัก ดังนั้นผมเลยอยากฝึกวิธีต่อสู้ แต่ไม่มีคนช่วยชี้แนะ…”
หวังจินหยางขมวดคิ้ว “เคล็ดวิชาต่อสู้ต้องฝึกอยู่แล้ว! แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดของนายคือการสั่งสมปราณ หล่อเลี้ยงร่างกายและกระดูกเป็นหลัก ฉันไม่แนะนำให้นายฝึกการต่อสู้ในตอนนี้ มันจะทำให้การทะลวงด่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ช้าไปอีก รอกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แล้ว ค่อยฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้ก็ไม่สาย…”
ฟางผิงได้ฟังคำพูดนี้ เดาออกทันทีว่าเขาน่าจะไม่รู้ผลตรวจร่างกายของตัวเอง
ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนฟางผิงจะตอบปลายสายว่า “พี่หวัง ตอนที่ตรวจร่างกาย ผมตรวจปราณได้หนึ่งร้อยสี่สิบเก้าแคล สองวันก่อน ผมเพิ่งหลอมกระดูกขั้นต้นไป ขีดจำกัดปราณเกินหนึ่งร้อยห้าสิบแคลแล้ว ผมยังไม่คิดจะทะลวงด่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ตอนนี้ปราณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไปเลี้ยงกระดูกได้ช้าลง ผมเลยอยากจะลองฝึกการต่อสู้สักหน่อย…”
“อะไรนะ?”
หวังจินหยางที่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมาตลอด ตอนนี้ตกใจขึ้นมาจริงๆ
ตอนแรกหวังจินหยางหงุดหงิดอยู่บ้าง ช่วงนี้เขามีเรื่องมากมาย จนถึงวันนี้จางชิงหนานยังคงไม่กลับมา เขานั้นกังวลใจอย่างมาก
ประธานติดอยู่ในถ้ำใต้ดิน ตอนนี้แม้เขาจะไม่ได้รับช่วงต่อเป็นประธานสมาคมผู้ฝึกยุทธ์ แต่ต้องรับหน้าที่ชั่วคราว รับผิดชอบเรื่องต่างๆ แทนประธานเช่นกัน
อันที่จริงเขาเห็นข้อความของฟางผิงนานแล้ว
แต่เทียบกับเรื่องอื่น นี่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งหมอนี่ยังคิดทะเยอทะยานเกินตัว ตอนนี้คิดจะฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้ซะแล้ว
ดังนั้นพอมาถึงวันนี้ เขาสะสางภาระงานพอสมควรแล้ว จึงโทรกลับหาฟางผิง
หวังจินหยางตั้งใจอธิบายอย่างใจเย็นก็เพื่ออยากล้มเลิกความคิดของฟางผิง
แต่พอได้ยินว่า เขาหลอมกระดูกขั้นต้นแล้ว หวังจินหยางตะลึงไปทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง “นายบอกว่านายหลอมกระดูกขั้นต้นแล้ว?”
ช่วงที่หวังจินหยางเจอฟางผิงครั้งสุดท้ายมันเมื่อไหร่กัน!
เขาเจอฟางผิงครั้งแรกต้นเดือนเมษาที่สถานีรถไฟ ปราณของฟางผิงยังไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแคล แม้ต่อมาจะกินยาบำรุง ก็ขึ้นมาแค่ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบแคล จนถึงตอนนี้น่าจะผ่านไปเดือนกว่าเท่านั้น
แค่เดือนกว่า ฟางผิงกลับบอกว่า เขาทะลวงขีดจำกัดปราณแล้ว หลอมกระดูกขั้นต้นเสร็จสิ้น ทั้งเตรียมจะฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้…
หวังจินหยางยอมรับว่าเขาพบคนมามากมาย!
แน่นอนว่า ต้องเคยเจอคนที่มีพรสวรรค์มาก่อน เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
ตอนที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย เขามีปราณประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบแคล พอๆ กับตอนที่ฟางผิงกินยาบำรุงเข้าไป
ปราณหนึ่งร้อยยี่สิบแคลถึงหนึ่งร้อยห้าสิบแคล แม้หวังจินหยางจะมีทั้งทรัพยากรและโอกาส ยังต้องใช้เวลาถึงสามเดือน!
แต่ความเร็วแบบนี้กลับทำให้คนจำนวนมากตกตะลึง ออกปากชมไม่หยุดแล้ว
เขาทะลวงด่านขั้นหนึ่ง ใช้เวลาไปพักใหญ่เหมือนกัน จนใกล้จะจบเทอมแรกตอนปีหนึ่ง หวังจินหยางค่อยทะลวงเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองได้
ช่วงเวลาที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วจะเป็นหลังจากเข้าสู้ขั้นหนึ่งแล้วมากกว่า ขั้นหนึ่งทะลวงขั้นสอง ขั้นสองทะลวงขั้นสาม หวังจินหยางได้สร้างประวัติศาสตร์ใช้เวลาทะลวงด่านสั้นที่สุดให้กับมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้หนานเจียง
การสั่งสมปราณของคนทั่วไป อันที่จริงมีข้อจำกัดเรื่องเวลา
จะรีบไม่ได้ เร็วไม่ได้ ไม่เหมือนกับการหลอมกระดูก
การหลอมกระดูก ขอแค่คุณมีทรัพยากรที่เพียงพอ ปราณแข็งแกร่ง การหลอมกระดูกก็จะเร็วตาม
แต่การเพิ่มของปราณ เพราะข้อจำกัดด้านร่างกาย ถึงจะมีทรัพยากรที่เพียงพอ ยังคงจะเพิ่มได้อย่างช้าๆ อยู่ดี เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับอันตราย
ตอนนี้ฟางผิงบอกเขาว่า สั่งสมปราณถึงขีดจำกัดแล้ว…
ฟางผิงสัมผัสได้ถึงความตกใจในน้ำเสียงเขา ลำพองตัวขึ้นมาอยู่บ้าง ละล่ำละลักเอ่ยว่า “เพิ่งสำเร็จเหมือนกัน โชคดีที่มีพี่หวัง เพราะพี่ส่งเคล็ดวิชาให้ผม ยังมียาบำรุงครั้งก่อน…”
หวังจินหยางตัดบท “เรื่องพวกนี้ไม่ต้องพูดหรอก เอาเป็นว่านายหลอมกระดูกขั้นต้นและทะลุขีดจำกัดของปราณแล้ว?”
“อืม”
“ปราณแตะถึงหนึ่งร้อยห้าสิบแคล หลอมกระดูกเสร็จสิ้น ตอนนี้นายสามารถหาโอกาสทะลวงด่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้แล้ว แน่นอน ครั้งแรกต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย อันตรายไม่น้อย หากนายจะรอให้เข้ามหาวิทยาลัยก่อนค่อยทะลวงด่านก็ได้ แต่ถ้าอยากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ตอนนี้ ไม่ใช่ว่าไร้ทางเสียทีเดียว คนอย่างพวกเรานั้นมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ไม่ได้มากมายขนาดนั้น นายใจกล้าไม่กลัวตายอยู่แล้วนี่ จะทะลวงด่านด้วยตัวเอง…”
ฟางผิงใบหน้าดำคล้ำ นี่นายหมายความว่ายังไง?
ฟางผิงนึกถึงคำถามเมื่อครู่ได้อีกครั้ง ถามว่า “พี่หวัง งั้นต้องมีปราณเท่าไหร่ถึงจะหลอมกระดูกครั้งที่สองได้?”
“หนึ่งร้อยแปดสิบแคล แน่นอนว่า เป็นแค่ประสบการณ์ของฉัน คนอื่นไม่แน่ใจเหมือนกัน การฝึกวิชานั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคน ไม่มีอะไรตายตัว ถึงเวลานั้น นายจะเข้าใจเอง”
หวังจินหยางไม่พูดมาก สุดท้ายค่อยพูดว่า “การฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้ ไม่ใช่ว่าพูดสั้นๆ จะสามารถเข้าใจได้ เอาแบบนี้ดีกว่า ฉันกลับไปจะส่งคลิปฝึกวิธีต่อสู้ รวมทั้งคลิปของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและคลิปที่ฉันรู้สึกว่าดีให้นายละกัน…”
พูดจบ หวังจินหยางค่อยเตือนว่า “เคล็ดหลอมกระดูก จวงกงพวกนั้นไม่ใช่ความลับอะไร แต่คลิปฝึกการต่อสู้พวกนี้ อย่าเอาไปเผยแพร่มั่วซั่ว! เคล็ดวิชาต่อสู้คืออะไร? พูดให้ชัดเจนก็คือเทคนิคฆ่าคน! ปราณสูง ลำดับขั้นสูง อาจจะไม่มีพลังทำลายล้างเสมอไป แต่เคล็ดวิชาต่อสู้เมื่อฝึกฝนจนถึงระดับหนึ่งแล้ว แน่นอนว่าจะเปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง นี่ไม่อาจเผยแพร่สู่ภายนอกได้ ตอนนี้ปราณและกระดูกของนายอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว อนาคตต้องมาอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ ฉันเลยยกเว้นให้นาย สอนเรื่องพวกนี้ล่วงหน้า…”
“เข้าใจแล้วพี่หวัง วางใจเถอะ ผมจะไม่เผยแพร่ให้คนอื่น!”
“อืม งั้นตกลงตามนี้ละกัน…”
หวังจินหยางไม่ได้ซักไซ้ว่าทำไมปราณของฟางผิงจึงเพิ่มเร็วขนาดนี้
คนทุกคนล้วนมีโอกาสและจังหวะไม่เหมือนกัน หวังจินหยางทะลวงสามขั้นในเวลาหนึ่งปี ในสายตาคนอื่น เขาถือว่าเป็นปีศาจตนหนึ่ง
ปราณของฟางผิงเพิ่มอย่างรวดเร็ว อาจเพราะได้รับประโยชน์จากเรื่องอื่น ไม่ก็เป็นพรสวรรค์จริงๆ เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องถามให้ชัดเจน
หวังจินหยางไม่สืบเสาะความลับของฟางผิง ฟางผิงก็ไม่เค้นถามความลับของเขาเหมือนกัน
อย่างเช่นภารกิจครั้งนี้ของหวังจินหยางคืออะไร?
ทั้งตอนที่หมอนี่ยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์มีค่าปราณเท่าไหร่ อย่างต่ำคงต้องประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบแคลแน่นอน
และครั้งก่อนถานเจิ้นผิงบอกว่า ตอนที่พวกเขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ ปราณนั้นแตะที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบถึงแปดสิบแคล
พูดอีกนัยหนึ่ง ตอนที่หวังจินหยางยังไม่ทะลวงด่าน ปราณคงไม่ต่ำกว่าพวกเขาที่กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
อันที่จริงฟางผิงยากจะจินตนาการอยู่บ้าง ในสถานการณ์ที่ไม่มีระบบช่วยเหลือ หวังจินหยางทำยังไงให้ปราณแตะถึงหนึ่งร้อยแปดสิบแคลในระยะเวลาสั้นๆ!
ยิ่งปราณสูงเท่าไหร่ยิ่งเพิ่มขึ้นยากเท่านั้น เรื่องนี้ฟางผิงพบเจอมากับตัว
วันที่ 3 พฤษภาคม ปราณของฟางผิงแตะที่หนึ่งร้อยห้าสิบสองแคล
เพราะมีระบบคอยช่วยเหลือ ผ่านไปครึ่งเดือน ปราณของฟางผิงจึงแตะถึงหนึ่งร้อยหกสิบแคลแล้ว
ตอนนี้ค่าปราณและจิตใจของฟางผิงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ทรัพย์สิน : 4,650,000
ปราณ : 160 แคล
จิตใจ : 179 เฮิรตซ์
ฟางผิงพอใจกับตัวเลขนี้อย่างมาก แต่เมื่อเทียบกับหวังจินหยางแล้ว ใครโกงกว่าใคร ยังพูดยากอยู่บ้าง
——————————

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน