เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 100

บทที่ 100 หลอมรวมธาตุความมืด และอย่าได้ประมาทอีกครั้ง!

ทว่า…

เพียงแค่ฉู่โม่วเตรียมจะฝึกฝนต่อ

เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป

ชายหนุ่มหันมองออกไปทางหน้าต่างที่ไร้ซึ่งวี่แววใด ๆ

ห้องฝึกซ้อมของเขานั้นตั้งอยู่ที่ชั้นสอง และเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป เขาจะสามารถพบกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ภายในสวนได้ ด้วยความที่เป็นต้นไม้พุ่มใหญ่ พุ่มด้านบนของมันจึงแผ่ขยายปกคลุมไปกว่าครึ่งสวนเลยทีเดียว

ขณะที่เขามองอยู่นั้น มันก็ไม่มีอะไรดูแปลกตาแม้แต่น้อย

แม้แต่ดวงตาของเขาก็ยังไม่สามารถตรวจจับถึงความผิดปกติได้

ทว่าด้วยจิตสัมผัส มันสามารถตรวจจับได้ชัดเจนว่ามีร่างหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้จากต้นไม้ต้นนั้น และชัดเจนด้วยว่าร่างนั้นกำลังมองมายังเขา

ตั้งแต่ที่ได้รับพลังแห่งห้วงมิติมา

สิ่งนี้ถือเป็นพลังติดตัวของฉู่โม่วไปแล้ว เพราะมันทำงานอยู่ตลอดเวลา คอยตรวจสอบและแจ้งเตือนถึงคลื่นพลังที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวฉู่โม่ว

เมื่อใครหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาในระยะตรวจจับ เขาสามารถรับรู้ถึงมันได้ในทันที

และตอนนี้

ร่างที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่นั้นก็ถูกฉู่โม่วตรวจจับได้ตั้งแต่ที่มันเข้ามาถึง

‘ทั้งที่คฤหาสน์ของฉันอยู่ห่างจากหลังอื่น ๆ แต่ก็ยังมีคนโผล่มา’

‘โดยเฉพาะการที่มาแอบดูฉันอยู่ในสวนของฉัน… คิดจะมาลอบสังหารกันหรือไง?’

ฉู่โม่วคิดในใจ

เขารู้สึกได้ว่าร่างที่หลบซ่อนอยู่ภายในเงาไม้นั้นน่ากลัวเอาเสียมาก ๆ พลังที่สามารถลบตัวตนได้เกือบสมบูรณ์นี้ อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับนายพลเมืองได้เลย!

ตัวเขาที่เพิ่งจะมาอยู่ในฐานจินหลิงได้ไม่นานนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าตนไม่ได้ไปสร้างศัตรูกับใครไว้แน่นอน จะมีก็แต่ตอนที่ไปพบกับสวี่หมัวจากตระกูลสวี่ที่สาขาหลักของหอการค้าหยกแก้ว แล้วจัดการฆ่าอีกฝ่ายไป

ถ้าเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็นมือสังหารที่ถูกส่งมาจากตระกูลสวี่แน่ ๆ!

ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังสรุปผลเช่นนั้น เขาก็เริ่มรู้สึกได้ว่าร่างนั้นกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

เพียงไม่นาน จากที่อยู่ใต้ต้นไม้ คนผู้นั้นก็มาอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านแล้ว

นี่ทำให้ฉู่โม่วตกใจมาก

ทั้งที่ตาและพลังจิตของเขายังไม่สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรแท้ ๆ แต่จิตสัมผัสของเขากลับรับรู้ได้ว่าร่างที่ไม่รู้จักนี้กำลังเคลื่อนที่จากใต้ต้นไม้เข้ามาที่มุมบ้าน

‘หรือว่า… นี่คือพลังที่ทำให้ผู้ครอบครองซ่อนตัวในความมืดได้งั้นเหรอ?’

ฉู่โม่วคิดกับตนเอง

ทว่าตอนนั้นเอง ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าภายในห้องของเขานั้นเย็นลงอย่างรวดเร็ว

เขารู้

ว่าบุรุษปริศนานี้ตั้งใจจะฆ่าเขาจริง ๆ และอีกฝ่ายกำลังจะเริ่มลงมืออย่างแน่นอน

เป็นไปดั่งที่คาดไว้

ซู่!

จู่ ๆ คลื่นกระบี่ก็ปรากฏขึ้น ทว่าคลื่นกระบี่นี้ไม่ได้ปรากฏรูปร่างชัดเจนแต่อย่างใด

หากไม่ใช่ว่าฉู่โม่วกำลังใช้จิตสัมผัสอยู่ละก็ เขาอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงคลื่นกระบี่นี้เลยก็ได้!

นั่นอาจจะทำให้เขาตายได้เลยทีเดียว!

‘เป็นความสามารถที่น่ากลัวจริง ๆ ถ้าฉันสามารถกลืนกินมันได้ละก็…’

ความคิดที่จะกลืนกินอีกฝ่ายปรากฏขึ้นในหัว ขณะเดียวกัน ฉู่โม่วรีบกระตุ้นธาตุลมพร้อมใช้ย่างก้าวหมอกควันเพื่อหลบออกจากสถานการณ์นี้อย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น

ชิ้ง ๆๆๆ!

เสียงของคมกระบี่มากมายดังขึ้นพร้อม ๆ กัน

จากนั้นทั่วทั้งห้องนี้ปรากฏคลื่นกระบี่จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งไปพุ่งมาอยู่ภายในห้องนี้

หลังจากที่ความแข็งแกร่งของเขาขยับขึ้นสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ เขาก็สามารถใช้พลังอณูแห่งชีวิตของโลกและสวรรค์มาเสริมให้กับการโจมตีได้

และเพราะเขาได้เปิดทวาราแห่งกระบี่บนร่างกาย เขาจึงสามารถเปลี่ยนอณูแห่งชีวิตที่หลั่งไหลอยู่ในอากาศให้กลายเป็นคลื่นกระบี่ได้ และเพราะแบบนี้มันเลยทำให้สร้างคลื่นกระบี่จำนวนมากในห้องนี้ได้

ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!

ภายใต้คลื่นกระบี่ที่คลุ้มคลั่ง

ร่างร่างหนึ่งที่พยายามซ่อนตัวถูกคลื่นกระบี่เข้าจู่โจมจนไม่สามารถซ่อนตัวได้อีก

ในตอนนั้น เมื่อคนผู้นั้นมองไปตามร่างของตนก็พบว่าทั่วทั้งร่างมีแต่บาดแผลที่ถูกคมกระบี่ฉีกทำลายอยู่เต็มไปหมด!

“ม… ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้มีพรสวรรค์ที่น่ากลัวขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่ภายในฐานจินหลิงด้วย!?”

“ดูท่าแกจะสามารถใช้อัตลักษณ์แห่งกระบี่ได้แล้วด้วยสินะ!”

“ถ้างั้นคงปล่อยแกไว้ไม่ได้แล้ว!”

สวี่อวี่ป๋อหายใจหอบถี่

ร่างของเขาหายไปอีกครั้งท่ามกลางความมืดมิดเพื่อหมายจะลอบสังหารฉู่โม่วใหม่

ชายคนนี้เร็วมาก ๆ

เพียงแค่พริบตาเดียว เขาก็เข้ามาถึงตัวฉู่โม่วแล้ว!

“ตายซะ!”

ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือแม้ฉู่โม่วจะเพิ่งขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ไม่นาน แต่วิชากระบี่ของเขานั้นสูงเกินขั้นตนเองไปมากแล้ว ด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ คลื่นกระบี่ที่พุ่งไปมาก็เพิ่มจำนวนขึ้นจากร้อยเป็นพันได้ในชั่วพริบตา

ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มจะไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว เขายังกลับกลายเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอีกด้วย

สิ่งนี้ทำให้สวี่อวี่ป๋อตกใจสุด ๆ

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้คาดคิดเลยจริง ๆ นั่นก็คือ

เหตุผลที่ยังสามารถสู้กับฉู่โม่วได้จนถึงตอนนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะอีกฝ่ายยังไม่ได้คิดจะปิดฉากเท่านั้น ฉู่โม่วอยากจะรู้ว่าตัวเองที่ขยับขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว เมื่อปราศจากการใช้พรสวรรค์ด้านอื่น ลำพังเพียงวิชากระบี่กับพลังกายจะสามารถต่อสู้ได้ระดับไหน

‘โฮ่ พลังของฉันใกล้เคียงกับนายพลเมืองระดับต้นแล้วงั้นเหรอ?’

‘ถ้าหากไม่ใช่พรสวรรค์เลย ลำพังแค่วิชากระบี่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์หน้าไหน หรือแม้แต่นายพลเมืองระดับต้นก็ไม่คณามือฉันเลยสินะ…’

‘งั้นแสดงว่า ถ้าฉันกระตุ้นพรสวรรค์ …ก็น่าจะสู้กับนายพลเมืองระดับปลายได้เลยสิ!’

พักหนึ่ง ฉู่โม่วก็สรุปผลออกมา

และเมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว นั่นหมายถึงเหยื่อที่กำลังหลบคลื่นกระบี่ของเขาอยู่ภายในห้องนี้ ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

‘ปิดฉากเลยก็แล้วกัน!’

คิดได้เช่นนั้น

ฉู่โม่วก็หายไปในพริบตา

เทเลพอร์ต!

พริบตาต่อมา ร่างของฉู่โม่วปรากฏตัวอีกครั้งที่ด้านหลังสวี่อวี่ป๋อ เขาไม่รอช้าที่จะใช้กระบี่ฟาดฟันลงไปที่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

คมกระบี่นี้ถูกห่อหุ้มด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ ผสานด้วยพลังของธาตุเหล็ก ดังนั้นมันจึงคมมาก ๆ

เพียงตวัดกระบี่โจมตี แม้แต่อากาศยังถูกทำให้เสียหายได้

เพราะงั้น

รอยกระบี่คมกริบจึงถูกทิ้งไว้ในอากาศจนเหมือนเป็นมิติที่ถูกเปิดทิ้งไว้ด้วย

ฉัวะ!

กระบี่ยาวของฉู่โม่วนี้สามารถตัดแขนสวี่อวี่ป๋อได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ

แขนของอีกฝ่ายกระเด็นไปไกลในทันที

“น… นี่มันพลังอะไรกัน!?”

“ทำไมแกเคลื่อนที่ได้เร็วขนาดนี้!?”

ทันทีหลังจากที่โดนตัดแขนทิ้ง สวี่อวี่ป๋อก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจริง ๆ

แต่เดิมที่ไม่สามารถเข้าถึงตัวฉู่โม่วได้ก็ว่าน่ากลัวแล้ว พอยิ่งเขาถูกต้อนฝ่ายเดียวมันก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายลงไปอีก ยิ่งในตอนนี้ เมื่อฉู่โม่วสามารถตัดแขนของเขาได้ มันก็ทำให้ตระหนักจริง ๆ ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉู่โม่วเลย

ภายในห้วงจิตของฉู่โม่ว เขาสามารถตระหนักรู้ได้ว่าตนเองสามารถใช้พลังธาตุใหม่นี้ได้

อย่างแรกคือการซ่อนตัวในความมืด ซึ่งมันก็ง่ายมาก ตราบใดก็ตามที่อยู่ในเงาของใครหรืออะไรก็ตาม เขาจะสามารถหายตัวไปจากการรับรู้ได้เลย!

อย่างที่สองคือ… กลืนกินแสงสว่าง

เมื่อไหร่ก็ตามที่ความสามารถนี้ถูกใช้ แสงสว่างที่เข้ามาทางเขา ไม่ว่าจะมาจากที่ใดก็ตามจะถูกกลืนกินลงไปเสมือนว่าร่างกายไม่ตกกระทบกับแสงอีกต่อไป

“คงต้องลองสักหน่อยแล้วล่ะ!”

ฉู่โม่วทดสอบพลังของธาตุมืด เขาเขยิบเข้าไปยังที่มืดและทันใดนั้น ร่างของเขาทั้งร่างก็หายไปในเงามืดของห้องทันที

ชายหนุ่มเดินไปตามทางภายในคฤหาสน์จนกระทั่งไปถึงห้องที่เฉินซีเวยฝึกซ้อมอยู่ และด้วยการที่เขาเดินตามเงาไปตลอดทาง มันทำให้เฉินซีเวยไม่รับรู้ถึงการมาของคู่หมั้น และยังคงฝึกซ้อมต่อไปตามปกติ

คราวนี้ฉู่โม่วลองเดินไปตามถนนบ้าง ชายหนุ่มเดินไปเรื่อยร่วมชั่วโมง แล้วก็พบว่าไม่มีใครรับรู้เรื่องการที่เดินอยู่ใกล้ ๆ เลย

“สุดยอด!”

กลับมาในคฤหาสน์ สีหน้าของฉู่โม่วแสดงความตื่นเต้นอย่างที่สุด

ด้วยพรสวรรค์นี้ เขามั่นใจมากว่าในอนาคตมันจะต้องช่วยให้เขาคล่องตัวขึ้นแน่ ๆ

“ต่อไป… ยังเหลือปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้อยู่!”

ครู่หนึ่งหลังจากนั้น

ฉู่โม่วใจเย็นลง

ตอนนี้เป็นช่วงกลางดึก เขายืนอยู่ที่ระเบียงคฤหาสน์ สายลมยามดึกที่พัดสบาย ๆ ทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นลงอีก แต่มันทำให้รู้สึกสบายตัวไม่น้อยเลยเช่นกัน

การมาของลมหนาวในค่ำคืนนี้ ทำให้หัวใจของฉู่โม่วสั่นเทา

นายพลเมืองที่ตระกูลสวี่ส่งมาลอบสังหารเขานี้ถือว่าเหนือคาดอยู่เหมือนกัน

เขาคิดว่าการที่ตนเป็นถึงพันธมิตรของหอการค้าหยกแก้วแล้วจะทำให้คนอื่น ๆ ไม่กล้ามาหาเรื่องตน แต่ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้!

แม้ว่าส่วนหนึ่งมันจะเกิดจากความสะเพร่าของตัวเองด้วยก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นโลกใบไหน ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะได้รับการยกย่อง

ผู้แข็งแกร่งจะค่อย ๆ กลืนกินผู้ที่อ่อนแอไป สิ่งนี้เกิดขึ้นในทุก ๆ ที่

ไม่เช่นนั้นแล้วพวกกองกำลังขนาดใหญ่ที่เติบโตจนมีศัตรูมากมายนับไม่ถ้วน …จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ร่วมร้อยร่วมพันปีได้อย่างไร?

เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลให้แข็งแกร่งขึ้นอีกงั้นเหรอ?

ความแข็งแกร่งเท่านั้น คือรากเหง้าของทุกสิ่งอย่าง!

เหมือนอย่างตอนนี้

ทั้งที่ฉู่โม่วมีขั้นพลังต่ำกว่า แต่อีกฝ่ายกลับเลือกส่งนายพลเมืองที่มีความสามารถในการซ่อนเร้นตัวเองมาเพื่อลอบสังหารเขา

หากไม่ใช่เพราะพลังของจิตสัมผัส บางทีเขาเองก็อาจจะกลายเป็นศพไปได้ง่าย ๆ เหมือนกัน

ดังนั้นเรื่องในวันนี้ คือสิ่งที่ทำให้ฉู่โม่วตื่นตัว

ต่อจากนี้จะไม่มีการผ่อนคลายอีกแล้ว

เขาจะไม่ประมาทอีก!

ถึงแม้ว่าระบบกลืนกินนี้จะสามารถทำให้เขากลืนกินสิ่งต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วนมาพัฒนาตนเองได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าตนจะสามารถเลิกระวังตัวเองได้แต่อย่างใด อันตรายพร้อมจะเกิดขึ้นทุกเมื่อ

เส้นทางสายนี้น่าหวาดเสียวเสมือนการเดินบนเส้นทางน้ำแข็งบาง ๆ หากจะก้าวต่อไป ก็ต้องใช้ความกล้าและความขยั่นหมั่นเพียร!

ในยามปกติก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดี เมื่อไรที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูก็ต้องชิงกำจัดอีกฝ่ายให้ได้ก่อนโดยไม่ลังเล!

เช่นเดียวกับที่ต้องเผชิญหน้ากับตระกูลสวี่

เขาเคยฆ่าสวี่เฟิงมาก่อนแล้ว แล้วก็ยังมาฆ่าสวี่หมัว ในตอนนี้ก็เพิ่งจะฆ่านายพลเมืองของตระกูลสวี่ไปอีก ดังนั้นต่อจากนี้ความบาดหมางระหว่างเขาและตระกูลนี้คงจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุดจนกว่าจะตายกันไปข้างแน่ ๆ!

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องดับไฟแต่ต้นลม!

ต้องถอนรากถอนโคนตระกูลสวี่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดในอนาคต!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น

แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหี้ยมโหดก็ปรากฏขึ้นในแววตาของฉู่โม่ว!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์