บทที่ 103 เพิ่มพลังร้อยเท่า เทียบได้กับนายพลเมืองระดับสูง!
ฉู่โม่วเดินทางกลับเข้าฐานดังเดิมและเริ่มฝึกฝนต่อ
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
ระบบกลืนกินกลับมาพร้อมใช้งานใหม่อีกครั้ง
เพราะงั้นฉู่โม่วจึงออกจากฐานไปอีกรอบหนึ่ง เขาใช้เวลาอยู่ในป่าสองวันเต็มก่อนจะพบสัตว์อสูรระดับ 5 ธาตุดินและสังหารมันไป
หลังจากที่กลืนกินและหลอมรวม ฉู่โม่วก็ได้ธาตุดินระดับ 4 ที่ซึ่งเคยเป็นของสัตว์อสูรตนนี้มาครอบครอง
จากการทดสอบ
พลังของธาตุดินระดับ 4 นี้เพิ่มพลังป้องกันให้ฉู่โม่วสูงถึงสามสิบเท่าเลยทีเดียว!
ด้วยพลังระดับนี้ ขนาดที่ฉู่โม่วใช้เจตจำนงกระบี่เพื่อสร้างบาดแผลให้ร่างกาย มันยังสามารถทำรอยบนแขนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แถมไม่นานปากแผลนั้นก็ปิดลงอย่างรวดเร็วอีก
เช่นนี้คงอธิบายได้ว่า
ผู้ปลุกพลังขั้นปรมาจารย์ยุทธ์จะไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ได้อีกต่อไป หรือต่อให้เป็นนายพลเมืองระดับต้นเองก็ยังยากที่จะทำให้เขาบาดเจ็บหนัก
ผลลัพธ์นี้ทำให้โอกาสในการมีชีวิตรอดของฉู่โม่วเพิ่มขึ้นมาอีกมากเลย
และในตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงเดือน ก่อนที่เขตแดนลับจะเปิดแล้ว
เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่เอ้อระเหยอยู่ด้านนอกนาน เมื่อเสร็จธุระแล้วฉู่โม่วจึงรีบกลับฐานไปเพื่อจะฝึกฝนต่อรอเวลาที่เขตแดนลับจะเปิด
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาสิบวันก็ผ่านไป
ในวันนี้
ฉู่โม่วอยู่ภายในห้องฝึกซ้อมที่เพิ่งจะได้รับเครื่องวัดพลังกายเครื่องใหม่มาตั้งไว้
เครื่องวัดพลังกายเครื่องนี้เป็นตัวที่สามารถรับระดับพลังได้สูงมาก ชนิดที่ว่าต่อให้เป็นพลังกายระดับนายพลเมืองก็สามารถรับไหว!
ราคามันจึงค่อนข้างสูงเป็นเรื่องธรรมดา…
อย่างไรก็ตาม บางทีอาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีของฐานจินหลิงนี้เจริญไปข้างหน้าอยู่ทุกวัน มันเลยทำให้ราคาของเครื่องวัดพลังกายตัวใหม่นี้ไม่ได้แพงจนน่ากลัว ต้องมีห้าสิบล้านหินปฐมกาลจึงจะสามารถซื้อมาครอบครองได้ แต่ฉู่โม่วเป็นพันธมิตรกับหอการค้าหยกแก้ว เขาก็เลยได้ส่วนลดมาช่วยลดราคามันอีก
ตอนนี้
มันเกือบจะครบสามเดือนสำหรับการฝึกฝนตามที่ฉู่โม่ววางแผนไว้แล้ว พลังกายของเขาพุ่งทะยานเร็วราวกับติดจรวด เขาแข็งแกร่งขึ้นเกือบจะสองเท่านับตั้งแต่วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์
‘ดูซิว่าพลังกายของฉันเพิ่มขึ้นมากขนาดไหนแล้ว!’
คิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็เริ่มรวบรวมพลังอณูแห่งชีวิตและกระตุ้นเลือดลมในร่างกายก่อนจะปล่อยหมัดออกไป
ตู้ม!
กำปั้นที่ปล่อยออกไปนี้ทรงพลังเหมือนมังกรที่พุ่งใส่เป้าหมาย มันปะทะเข้ากับแท่นรับแรงตรงหน้าอย่างแม่นนยำ ทันใดนั้นตัวเลข 196 ก็ปรากฏขึ้น ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าพลังกายของฉู่โม่วพลัง 196 ช้างสารแล้ว!
นี่แค่พลังกายเพียว ๆ เองนะ!
หลังจากที่ฝึกทุกสิ่งอย่างมาสามเดือน เขาก็ได้พลังกายเพิ่มขึ้นมาอีก 84 ช้างสาร จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 112 ช้างสาร สิ่งนี้ถือว่าน่าพึงพอใจมาก ๆ
อันดับต่อไป ฉู่โม่วเริ่มรวบรวมอณูแห่งชีวิตแล้วปล่อยมันออกไปพร้อมหมัด
ตู้ม!
ด้วยการสั่นสะเทือนเล็กน้อยของตัวเครื่อง ค่าพลังใหม่ก็ปรากฏขึ้นมาบนจอแสดงผล
392 ช้างสาร!
สำหรับผู้ปลุกพลังทั่วไป ด้วยพลังกายระดับสุดยอดผนวกกับพลังของอณูแห่งชีวิต ทั้งชีวิตจะสามารถปลดปล่อยพลังได้ถึง 400 ช้างสารหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ฉู่โม่วสามารถมาถึงจุดนี้ได้หลังจากฝึกฝนเพียงสามเดือนเท่านั้น!
แน่นอน
ว่าฉู่โม่วยังไม่พึงพอใจกับค่าพลังระดับนี้
ในแง่ของลำดับขั้น เขารู้สึกว่ามันยังเทียบกับปรมาจารย์ยุทธ์ระดับกลางที่เป็นผู้มีพรสวรรค์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
ถึงแม้พลังกายของเขาจะแตะช้างสาร 196 ช้างสารแล้ว แต่เขาก็ยังรู้สึกชัดเจนว่ามันยังห่างไกลกับขีดจำกัดของเขาอยู่อีกมาก
อันที่จริง
เขารู้สึกด้วยว่าตนเองยังไม่เข้าถึงระดับกลางของปรมาจารย์ยุทธ์เลยด้วย
พูดอีกอย่าง
ในฐานะที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ เขาน่าจะสามารถเพิ่มพลังกายให้ได้มากกว่านี้อีก
“หลังจากที่หมุนเวียนอณูแห่งชีวิตไปแล้ว พลังของฉันเพิ่มขึ้นเป็นช้างสาร 392 ช้างสาร แล้วถ้าฉันสามารถเพิ่มพลังอสนีบาตคงกระพัน เจตจำนงกระบี่ 30% แล้วก็กระบวนท่ากระบี่วายุอัสนีบาต มันน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 240 เท่าเลย!”
การทับซ้อนของพลังเหล่านั้น จะทำให้ฉู่โม่วมีพลังช้างสารมากถึง 240 เท่าจากปัจจุบัน!
แต่มันจะทำได้งั้นเหรอ!?
คิดดังนั้นฉู่โม่วอดที่จะสูดหายใจเข้าลึกไม่ได้
ชายหนุ่มรอไม่ไหวที่จะทดลองทฤษฎีนั้นดู จึงรีบออกจากคฤหาสน์ไป!
จริง ๆ เขาอยากจะทดสอบมันที่นี่เลย แต่หลังจากที่มองไปรอบ ๆ ห้องแล้ว เขาเกรงว่าความรุนแรงอาจจะทำให้คฤหาสน์หลังนี้ถล่มลงมาได้เลย
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ฉู่โม่วจึงเลือกที่จะไปทดสอบภายในป่าจะดีกว่า
ครึ่งชั่วโมงให้หลัง
ภายในหุบเขาที่อยู่ห่างจากฐานจินหลิง
ฉู่โม่วค่อย ๆ สูดลมหายใจขณะที่หลับตาอยู่ และพลันเมื่อเขาลืมตาตื่น…
ด้วยเสียง ‘ชิ้ง’ ของกระบี่ถูกชักออกจากฝักเป็นที่เรียบร้อย เลือดลมภายในร่างกายถูกสูบฉีด ขณะเดียวกันอณูแห่งชีวิตจากจุดตันเถียนก็ถูกปลดปล่อยออกมา ควบคู่ไปกับเจตจำนงแห่งกระบี่ที่หลั่งไหล ทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดก็ร่วมปลดปล่อยพลังออกมาจากทั่วร่างกายจนทั่วทั้งร่างเกิดการสั่นไหว และด้วยพลังกายของอสนีบาตคงกระพันที่เพิ่มพลังให้มหาศาล เพลงกระบี่วายุอสนีบาตก็ปรากฏ
สายลมหมุนทลายควบคู่ไปกับกระแสไฟฟ้าที่ไหลท่วมอากาศ
คมกระบี่พุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเกรี้ยวกราด!
ซู่!
ทันทีที่ฉู่โม่วกวัดแกว่งกระบี่ เสียงของอากาศที่ถูกแหวกออกก็ดังกังวานราวกับเสียงระเบิด รอยแยกของพื้นดินยิงยาวไปไกลหลายพันเมตรปรากฏให้เห็น
รอยแยกนั้นกว้างราว ๆ สี่เมตรและลึกกว่าสิบเมตร
ตลอดทางที่มันผ่านไป ทั้งต้นไม้และก้อนหินมากมายถูกตัดขาดด้วยคมกระบี่ ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วฟ้าและอากาศราวกับเกิดระเบิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้
ด้วยพลังที่น่ากลัวขนาดนี้ หากมีคนอื่นมาเห็นพวกเขาคงได้กลับไปนอนฝันร้ายกันแน่!
ทว่าเจ้าของพลังที่น่ากลัวอย่างฉู่โม่วกลับขมวดคิ้วแทน
เขารู้สึกได้ว่า คมกระบี่ที่เพิ่งปลดปล่อยออกไปนั้น ที่ซึ่งเป็นพลังจากทั้งหมดร่างกายของเขา มันไม่ได้มีความรุนแรงขนาดที่ว่าถึง 240 เท่าจากที่เขาคำนวณเลย!
‘เมื่อกี้มัน… แค่ 100 เท่าเองหรือเปล่านะ? ทั้ง ๆ ที่ฉันกระตุ้นอณูแห่งชีวิตใส่ไปแล้วด้วย… พลังมันควรมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมล่ะ? ทำไมมันถึงออกมาแค่ 100 เท่านั้นล่ะ!?’
‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่!’
ฉู่โม่วขมวดคิ้วอย่างงุนงง
เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อตอนคมกระบี่ถูกสร้าง พลังมันขึ้นสูงได้มากกว่านี้แน่ ๆ แต่พอหลังจากที่พุ่งออกไปแล้ว พลังมันกลับลดลงอย่างรวดเร็วเสียอย่างนั้น
อย่างกับว่าโดนอะไรบางอย่างขัดขวางไม่ให้ส่งพลังออกไปเท่าที่ควร และเหลือเพียง 100 เท่าแทน
“เรื่องนี้ไม่ปกติแน่นอน…”
ด้วยความไม่เชื่อ ฉู่โม่วปลดปล่อยคลื่นกระบี่อีกครั้ง
ไม่นาน ฉู่โม่วก็ถูกพาตัวมายังพื้นที่เปิดขนาดใหญ่
“ท่านฉู่ พวกเรามาถึงแล้วครับ!”
ผู้นำทางชี้ไปยังพื้นที่ด้านหน้าแล้วพูด
มองตามปลายนิ้วไป เขาก็พบว่าที่นั่นมีผู้ปลุกพลังกว่าร้อยชีวิตมารวมตัวกันอยู่ภายในพื้นที่โล่งกว้าง พวกเขาล้วนแต่มีพลังที่แข็งแกร่ง เกือบจะทั้งหมดเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง ในขณะที่บางส่วนก็เป็นนายพลเมืองระดับต้น
“ฉู่โม่ว นายมาแล้ว!”
ในตอนนั้น
เมื่อหมัวซานซานเห็นว่าผู้ที่มาใหม่เป็นฉู่โม่ว เธอก็รีบวิ่งเข้าไปหาเขาแล้วกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
ฉู่โม่วพยักหน้ารับแล้วหันมองรอบ ๆ “ทั้งหมดนี่คือคนที่จะเข้าไปในเขตแดนลับเหรอ?”
“นี่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะ คนที่เหลือจะตามมาเร็ว ๆ นี้น่ะ”
หมัวซานซานพูดต่อ “เขตแดนเมฆาคราม ถือเป็นเขตแดนขนาดใหญ่ที่มีของล้ำค่าอยู่เยอะ นายเองก็อาจจะได้ของกลับมามากมายไม่แพ้กัน เพราะงั้นหอการค้าหยกแก้วของฉันจึงตั้งใจจะส่งผู้ปลุกพลังทั้งสองร้อยคนเข้าไปภายใน เพื่อเก็บของสมบัติของวัตถุดิบต่าง ๆ กลับออกมาให้ได้เยอะที่สุด”
“เข้าใจได้”
เขาพยักหน้า แสดงให้เห็นว่าเข้าใจสิ่งที่เธอทำ
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันนั้นเอง ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่างก็มองมาเป็นสายตาเดียวกัน
การที่ได้เห็นฉู่โม่วสามารถพูดคุยกับหมัวซานซานได้อย่างไม่ถือตัว มันทำให้พวกเขาประหลาดใจเอาเสียมาก ๆ
นั่นเพราะตัวตนของหมัวซานซานภายในพันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วนี้ ขนาดนายพลเมืองหลายคนยังไม่มีสิทธิ์จะได้พูดคุยด้วย ดังนั้นแล้ว หนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่?
“เขาเป็นใครน่ะ? ทำไมดูสนิทสนมกับคุณหนูหมัวจัง?”
“แปลก มีใครรู้จักเขาไหม?”
“ฉันไม่รู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งเลย… นี่เขาจะเข้าร่วมกับพวกเราที่จะเข้าไปในเขตแดนลับจริง ๆ เหรอ?”
ผู้ปลุกพลังบางคนเริ่มจะแอบกระซิบกระซาบกันแล้ว แววตาที่คนเหล่านี้มองไปยังฉู่โม่วนั้น เปี่ยมไปด้วยความสงสัย
ถึงอย่างนั้น ฉู่โม่วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เขาคุยกับหมัวซานซานต่ออย่างสบาย ๆ
พักหนึ่ง ผู้ปลุกพลังอีกหลายสิบคนก็ทยอยมากันจนครบ
เช่นเดิม พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้มีความสามารถระดับสูง
ในตอนนั้นเอง
เหลยก้งเฟิ่งก็ก้าวขึ้นมา มองเหล่าผู้ปลุกพลังที่มารวมตัวกัน และพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ! ในเมื่อทุกคนมารวมกันครบแล้ว พวกเราก็จะเตรียมตัวเดินทางกันด้วยเรือเหาะเลย! เขตแดนลับใกล้จะเปิดแล้ว การไปถึงให้เร็วที่สุดก็ถือเป็นโอกาสอีกหนึ่งอย่าง!”
เมื่อเสียงเงียบลง
เรือเหาะขนาดใหญ่ก็ค่อย ๆ ลอยตัวลงมาจากด้านบน มันเคลื่อนที่ไปมาในอากาศได้อย่างคล่องตัวขณะค่อย ๆ ไต่ระดับลงมาจอดลงบนพื้นที่ว่างด้านหน้า
การลงจอดเสร็จสิ้น
ชายผู้พูดก่อนหน้าหันไปมองฉู่โม่วอีกครั้ง เขาพูดด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง “คุณฉู่ครับ ความปลอดภัยของคุณหนูภายในเขตแดนลับ ผมขอฝากท่านด้วยนะครับ!”
“ไว้ใจผมได้เลย!”
ฉู่โม่วตอบรับชัดถ้อยชัดคำ
เหลยก้งเฟิ่งพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ
ไม่นานนัก ก็เป็นฉู่โม่วและหมัวซานซานที่หันหน้าไปยังท่าจอดยาน ทั้งสองเดินตาม ๆ กันเข้าไปภายในยานนั้น
ไม่นานนัก
ประตูยานก็ปิดลง แล้วเครื่องยนต์ก็ถูกสตาร์ตขึ้นมาใหม่ ก่อนมุ่งหน้าขึ้นฟ้าตรงไปยังปลายทางทันที!!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์