เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 104

บทที่ 104 เขตแดนลับเมฆาคราม เปิดม่าน!

เรือเหาะที่นั่งมานี้มีพื้นที่กว้างขวาง

ฉู่โม่วเลือกที่จะยืนอยู่ด้านในสุดแล้วมองไปรอบ ๆ

มันเป็นเรือเหาะที่ใช้พลังจากหินปฐมกาลแทนพลังงานไฟฟ้า หินเหล่านั้นสลักด้วยรูปแบบต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน และด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่เพียงแต่บินไปในอากาศได้ แต่ยังสามารถสร้างโล่พลังงานที่กันได้แม้กระทั่งคลื่นอณูแห่งชีวิตที่สร้างโดยผู้ปลุกพลังขั้นนายพลเมืองระดับต้นได้ด้วย

ความเร็วของมันถือว่าเร็วมาก ๆ มากถึงร้อยเท่าของความเร็วเสียงได้เลย

มันทำให้การเดินทางระยะไกลกลายเป็นเรื่องง่ายราวกับเทเลพอร์ตก็มิปาน

ความอยากได้มันครอบงำในใจฉู่โม่ว เขาจึงแอบไปถามหมัวซานซานเผื่อว่าเธอจะมีขายให้เขาบ้าง

ทว่าหลังจากที่รับรู้ถึงราคาของมันแล้ว …เสี่ยวจินก็ดูจะเป็นยานพาหนะชีวภาพชั้นยอดขึ้นมาทันที

แม้จะเป็นเพียงยานลำเลียงขนาดเล็กที่สุดที่สามารถบรรทุกคนได้เพียงสิบคน ราคาขั้นต่ำก็ไม่น้อยไปกว่าพันล้านหินปฐมกาลแล้ว!

ด้วยราคานี้ ต่อให้เอาทรัพย์สินทั้งหมดที่ฉู่โม่วมีไปขายทอดตลาดมันก็ยังไม่เพียงพอ เขายังไม่สามารถซื้อยานเหาะลำนี้ได้อยู่ดี

‘คงต้องรอจนกว่าจะมีเงินมากขึ้นกว่านี้ในอนาคตละนะ…’

เขาคิดกับตนเอง

แล้วไม่พูดอะไรต่อเลยตลอดการเดินทาง

เรือเหาะลำนี้พาทุกคนมาถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็ว

และเมื่อใกล้ถึง มันก็ค่อย ๆ ลดความเร็วลง ด้วยแรงสั่นสะเทือนน้อย ๆ ชั่วพริบตา เรือเหาะก็ลงจอดที่พื้นได้อย่างปลอดภัย

“ลงไปได้แล้วค่ะทุกท่าน”

หมัวซานซานสั่งการด้วยความสุภาพ

ประตูเรือเปิดออก และเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ภายใต้นามของพันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วก็พากันกระโดดลอยตัวออกมาและลงพื้นด้านล่างตามกันไป

ปิดท้ายด้วยฉู่โม่วที่อยู่ด้านในสุด

ทว่าเมื่อลงไปแล้ว เขาก็พบว่าที่นี่เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ขึ้นอยู่เลยในบริเวณรอบข้าง ยกเว้นเสียแต่ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลนัก

ลำต้นของมันหนาใหญ่ คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะได้เส้นรอบวงหลายร้อยเมตรอยู่

ความสูงของต้นไม้ยักษ์นี้อยู่ที่ประมาณหลักพันเมตร และด้วยความที่มันตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินนี้เอง มันจึงทำให้ผู้มองรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ราวกับต้นไม้ต้นนี้สูงเสียดฟ้าเลยก็ว่าได้

ในส่วนของพุ่มด้านบนที่ปกคลุมผืนฟ้าและบดบังแสงอาทิตย์ให้บางส่วนนั้น มันกินระยะหลายสิบกิโลเมตร และด้วยความหนาของพุ่มนั้นเอง มันทำให้บริเวณที่ถูกปกคลุมค่อนข้างจะร่มรื่นพอตัวเลย

“อะไรกันน่ะ ต้นไม้ยักษ์นี่!”

ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึก

ดูเหมือนว่าเขาจะรู้แล้ว ถึงสาเหตุที่ทำให้บริเวณโดยรอบนี้กลายเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีหญ้าหรือต้นไม้ต้นอื่นงอกขึ้นมาเลย มันเป็นเพราะสารอาหารภายในดินถูกเจ้าต้นไม้ยักษ์นี่ดูดกลืนไปจนหมด! เหล่าต้นไม้ต้นเล็กจึงไม่สามารถเติบใหญ่ขึ้นมาได้ภายในรัศมีรากไม้ของมัน!

“นี่คือพฤกษาบรรพกาล เมื่อครั้งที่โลกเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง มีรอยแยกมิติบางส่วนเปิดที่นี่ด้วย ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้จึงดูดกลืนอณูแห่งชีวิตที่หลั่งไหลออกมาจากรอยแยกจนเติบใหญ่ได้รวดเร็วขนาดนี้ นี่แค่ร้อยปีเองนะ มันก็ใหญ่โตได้ขนาดนี้แล้ว”

“แล้วตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน มันก็ยังคอยดูดกลืนอณูแห่งชีวิตอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภายในลำต้นมีอณูแห่งชีวิตหนาแน่นอัดกันอยู่ หากใช้เกณฑ์เดียวกับที่ใช้วัดระดับผู้ปลุกพลัง พฤกษาบรรพกาลนี่น่าจะอยู่ในระดับจ้าวยุทธ์ได้เลย”

“แต่เพราะอณูแห่งชีวิตที่สั่งสมอยู่ในลำต้นอันมหาศาลนี้ เพราะงั้นมันเลยแปรเปลี่ยนพลังเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังวิญญาณที่หมุนเวียนอยู่ภายในแทน!”

เห็นฉู่โม่วช็อก หมัวซานซานผู้ที่เพิ่งออกมาจากยานเหาะก็เดินไปหาเขาและอธิบายเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง “ในส่วนของเขตแดนลับเมฆาครามที่พวกเราจะเข้าไปก็อยู่ในต้นไม้ต้นนี้แหละ”

“ข้างใน?”

ฉู่โม่วหันกลับมาถาม

“ใช่แล้ว ในลำต้นของมันเลย!”

หมัวซานซานอธิบายเพิ่ม “โชคชะตาของพฤกษาบรรพกาลค่อนข้างแปลกน่ะ ตั้งแต่แรกที่เริ่มกลืนกินอณูแห่งชีวิตจากรอยแยกมิติ มันก็พลอยกลืนกินรอยแยกมิติเข้าไปด้วย! นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้บริเวณนี้ไม่มีสัตว์อสูร แต่มีอณูแห่งชีวิตหลั่งไหลอยู่ บางทีพวกมันทั้งหมดในรอยแยกมิตินั้นอาจจะถูกทำลาย และกลายเป็นเพียงอาหารให้พฤกษาบรรพกาลนี่กลืนกินไปแล้ว”

“แต่เรื่องที่ทำไมพฤกษาบรรพกาลถึงมีกล้าแกร่งขนาดกลืนกินรอยแยกของมิติเข้าไปได้เลยนั่นฉันเองก็ไม่รู้ รวมไปถึงการที่มันเติบโตอย่างไม่สิ้นสุดนี่ด้วย ไหนจะยังเรื่องที่รอยแยกนั่นกลายเป็นส่วนหนึ่งกับลำต้นและกลายเป็นที่มาของเขตแดนลับเมฆาครามแห่งนี้”

พูดเช่นนั้น

หญิงสาวก็รีบเปลี่ยนเรื่อง เธอพูดด้วยความรู้สึกมากมาย “แม้จะไม่ได้เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นอย่างอื่นหลังจากกลืนกินรอยแยกมิติเข้ามาแล้ว แต่ด้วยอณูแห่งชีวิตที่ปลดปล่อยออกมาแม้จะถูกกลืนกินเข้าไป มันก็ทำให้พฤกษาบรรพกาลมีอณูแห่งชีวิตไหลเวียนไม่หยุดหย่อน น่าวิเศษจริง ๆ!”

ขณะที่ฟังตามที่เธอเล่า ฉู่โม่วก็พยักหน้าเห็นด้วย

ไม่นานนัก

จู่ ๆ หมัวซานซานก็พูดขึ้น “คนอื่นมาแล้ว!”

เขาหันกลับไปมอง แล้วพบว่าบนฟากฟ้ามีเรือเหาะอีกหลายลำกำลังขับตามกันมา

เมื่อยานเหล่านั้นลงจอด ผู้ปลุกพลังที่นั่งมากับยานเหล่านั้นก็พากันลงมา

“สี่ตระกูลหลัก!”

“สมาคมค่ายกลเวท!?”

“หอการค้าชางอวิ๋น!?”

กองกำลังใหญ่ ๆ เริ่มพากันปรากฏตัว

ผู้ปลุกพลังของฝ่ายนั้น ๆ ต่างก็ลงมายืนในพื้นที่ของตน และด้วยรูปลักษณ์ต่าง ๆ ทำให้พวกเขาสามารถแยกกันออกได้โดยไม่ใช่เรื่องยากนัก

ในตอนนั้น

เมื่อฉู่โม่วกวาดตามองผู้ปลุกพลังเหล่านั้น หลาย ๆ คนที่แม้จะเพิ่งเจอกันครั้งแรก กลับทำให้ฉู่โม่วรู้สึกคุ้นเคยได้

ใช่แล้ว คนเหล่านี้คือคนที่เขาเคยศึกษาไว้ล่วงหน้า

เหล่าผู้มีพรสวรรค์ประจำฐานจินหลิง!

“พ่อหนุ่มที่สวมชุดขาวตรงนั้นมาจากตระกูลกู่ กู่อวิ๋นเซียว!”

“ส่วนคนที่สวมชุดสีดำคือ เฉินชาง”

“อืมมม อ๊ะ นายเห็นกลุ่มผู้ปลุกพลังตรงนั้นไหม? พวกเขาค่อนข้างจะอ่อนแอกว่าคนอื่น ๆ เพราะมาจากสมาคมค่ายกลเวทน่ะ แล้วก็ผู้หญิงที่ใส่ชุดสีเหลืองที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือ เฉินเทียนอวิ๋น!”

หมัวซานซานแนะนำแต่ละคนให้ฉู่โม่วฟัง

“เฉินเทียนอวิ๋นเป็นผู้หญิงเหรอ?”

เท่าที่เขาอ่านมาล่วงหน้า เฉินเทียนอวิ๋นเป็นชายอายุ 37 ปีเข้าไปแล้ว ทว่าพอได้มาเห็นตัวจริง เธอคนนี้กลับให้ความรู้สึกว่าเป็นหญิงสาวขี้เล่นที่มีอายุราว 28 ปีเสียอย่างนั้น

การฝึกวรยุทธ์นั้น ตราบใดก็ตามที่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ พลังชีวิตภายในร่างกายจะไหลเวียนอย่างไม่รู้จบ และมันจะช่วยชะลอความแก่ลงได้

ในขณะที่สามารถขยับขึ้นเป็นจอมยุทธ์ได้ อายุขัยก็จะยืดออกไปได้มากถึงสามร้อยปี แล้วด้วยเหตุนี้ มันจะทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูอ่อนเยาว์ลงด้วย

ดังนั้นแล้วหากได้พบเจอผู้ปลุกพลังที่สูงกว่าขั้นปรมาจารย์ยุทธ์โดยที่คนผู้นั้นอ่อนเยาว์มาก ๆ นั่นหมายถึงคนผู้นั้นน่าจะเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

ฉู่โม่วไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้มาก่อนเลยแม้จะรู้อยู่แล้วก็ตาม

หากไม่ใช่ว่าหมัวซานซานบอกเขาว่าเธอคนนี้เป็นใคร มันคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับฉู่โม่วแน่ ๆ ที่จะรับรู้ได้ว่าหญิงสาวที่ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยผู้นี้ พลังต่ำที่สุดก็น่าจะอยู่ระดับสูงของปรมาจารย์ยุทธ์เลย คนผู้นี้… คือคนที่สร้างค่ายกลดักจับสัตว์อสูรระดับ 5 จนตายได้!

ค่ายกลนั่น ต้องพลังขั้นนายพลเมืองระดับสูงเลยนะ!

คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเธออยู่อีกหลายครั้ง

และดูเหมือนทางฝั่งเฉินเทียนอวิ๋นที่ยืนโปรยเสน่ห์อยู่ในระยะไกลจะสัมผัสได้ถึงสายตาของฉู่โม่วด้วย เพราะงั้นเธอจึงหันกลับไปมองเขาด้วย

หลังจากที่สบตามองฉู่โม่วไปแล้ว หญิงสาวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยท่าทีขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอเอง

ทว่านั่นกลับทำให้ชายหนุ่มสั่นสะท้านไปทั้งใจ

“เป็นคนที่ประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ แฮะ”

ภายในสถานที่แห่งนี้ มีผู้ปลุกพลังมารวมตัวกันมากมาย แม้จะแค่เหลียวมองผ่าน ๆ ตามกลุ่มคน แต่ฉู่โม่วไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ถึงการเหลือบมองเมื่อครู่ได้เร็วขนาดนี้

“แปลกแฮะ ทำไมผู้ปลุกพลังที่ตระกูลสวี่ซ่อนไว้ยังไม่มาอีกล่ะ?”

ขณะนั้น ฉู่โม่วได้ยินหมัวซานซานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ บ่นเบา ๆ

เธอกำลังพูดถึงสวี่อวี่ป๋อ

หญิงสาวกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม

ชายหนุ่มเหลือบมองไปภายในดวงตาของหมัวซานซาน เขาพบความจริงใจในแววตานั้น

“จะรอดูนะ”

ฉู่โม่วให้กำลังใจแทนคำชื่นชมในความมุ่งมั่นของอีกฝ่าย

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน

ในตอนนั้นเอง

“รอยแยกเขตแดนกำลังจะเปิดแล้ว!”

ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

ทั้งฉู่โม่วและหมัวซานซานรีบหันมองไปยังเป้าหมายอย่างพร้อมเพรียงกัน

ท้องฟ้าจากที่แต่เดิมเงียบสงบ ในตอนนี้จู่ ๆ มันก็เต็มไปด้วยสายลมโหมกระหน่ำรุนแรง

อณูแห่งชีวิตปรากฏขึ้นจนแน่นบริเวณก่อนจะไหลเข้าไปรวมยังบริเวณลำต้นของพฤกษาบรรพกาลจนเกิดเป็นรอยแยกของมิติ

ขณะเดียวกัน

แกรก แกรก…

เสียงของบางสิ่งบางอย่างกำลังแตกออกราวกับกระจกดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏรอยแตกบนอากาศราวกับภาพต้นไม้ยักษ์ เป็นเพียงภาพสะท้อนในกระจกที่กำลังแตกร้าว

ไม่รู้ว่ามันต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร…

เพล้ง!

เศษมิติที่แตกออกสลายหายไป เหลือไว้เพียงประตูมิติขนาดใหญ่ที่มีเส้นรัศมีเกือบสิบเมตร

“เตรียมตัวบุกเข้าไปในเขตแดนลับ!”

เหล่ากองกำลังที่ทรงพลังมากมายตะโกนสั่งการ

ด้วยเสียงสั่งการนั้น

ผู้ปลุกพลังจากทุกกองกำลังตั้งท่าแล้วกระโจนเข้าไปในเขตแดนลับ ราวกับคลื่นน้ำที่ท่วมทะลักเข้าไปด้านใน

ส่วนผู้ปลุกพลังจากพันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วรอปิดท้าย

ในจังหวะที่ผู้ปลุกพลังจากตระกูลสวี่กำลังเข้าไปในรอยแยกนั้นเอง

ฉู่โม่วก็เหลือบไปเห็นชายที่นำหน้ากองกำลังของตระกูลสวี่มา ที่ดูแล้วน่าจะเป็นนายพลเมืองระดับต้น คนผู้นั้นเหลือบมามองชายหนุ่มด้วยแววตาอาฆาต พร้อมยกมือขึ้นมาที่คอแสดงท่วงท่าราวกับจะบอกว่าตนตั้งใจจะฆ่าเขาอย่างไม่ปิดบัง

จากนั้นอีกฝ่ายก็หันหน้ากลับและกระโจนเข้าไปในรอยแยก

“นี่ขู่ฉันเหรอ?”

ในใจของฉู่โม่วเย้ยหยัน

แต่เดิมเขาก็ตั้งใจจะกำจัดตระกูลสวี่อยู่แล้ว!

ตอนนี้ แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ได้เป็นฝ่ายทำอะไรก่อน แต่อีกฝ่ายเหมือนจะอยากเปิดฉากขู่ก่อนเสียอย่างนั้น

เจ้าพวกเคนเหล่านี้ยังไม่รู้กันหรือไงว่าเขาเป็นคนที่ฆ่าสวี่อวี่ป๋อ?

กล้ามากนะที่มาข่มขู่คนอื่นแบบนี้ก่อน!

จองพื้นที่ในเขตแดนลับไว้ได้เลย เดี๋ยวฉันจะจัดการฝังแกไว้ในนั้นให้เอง!

“เอาละ เข้าไปข้างในกันเถอะ!”

เวลาของพันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วมาถึงแล้ว ผู้ปลุกพลังภายใต้การดูแลของหมัวซานซานพากันเข้าไปภายในเขตแดนลับอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหมัวซานซานปิดท้าย

ยามเมื่อทุกคนเข้าไปหมดแล้ว

ฉู่โม่วถึงได้เดินตามเข้าไปข้างในพร้อมกับคุณหนูแห่งหอการค้าหยกแก้วทีหลัง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์