บทที่ 118 สืบทอดมรดกจากสำนักกระบี่สวรรค์!
“หนทางแห่งการถามใจตนเอง… ช่างเป็นวิธีที่ลึกลับจริง ๆ!”
“น่าเสียดาย… ที่วิธีการลึกลับแบบนี้มีเพียงแค่ในเขตแดนลับ ซึ่งหาเจอได้ยากยิ่งจากโลกด้านนอก”
นอกจากกล่าวชมแล้ว ฉู่โม่วก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา
แต่ความรู้สึกนั้นคงอยู่ไม่นาน
เขาก็กลับมาสงบและหันมองรอบกาย
ก่อนจะพบว่าภูเขาที่นี่ค่อนข้างราบเรียบ มีเพียงดอกไม้หน้าตาประหลาดกับต้นไม้ให้เห็นประปราย แต่นอกจากสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางได้เลย
จะมีก็แต่ที่ภูเขาอีกลูกเท่านั้น ที่นั่นมีหน้าผาสูงชันอยู่ และที่หน้าผานั้น ปรากฏให้เห็นเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ หนึ่งหลัง
ฉู่โม่วไม่รอช้าที่จะเดินไป
แอ๊ด~
ประตูบ้านถูกเปิดออก และทุกสิ่งทุกอย่างภายในนั้นก็ถูกเผยให้เห็น
ภายในนั้นว่างเปล่า จะมีก็แต่ที่บริเวณกลางห้อง มีร่างไร้วิญญาณหนึ่งร่างกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
ไม่รู้ว่าร่างไร้วิญญาณนี้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
อย่างไรก็ตาม การที่ผิวหนังและเส้นเลือดของร่างร่างนี้ยังสามารถเห็นได้ชัดและไม่บุบสลาย หากไม่ใช่ว่าสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความตายลอยคลุ้งมา มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนปกติเสียเท่าไหร่เลย
รอบ ๆ ซากศพนี้มีค่ายกลเวทถูกร่ายทิ้งไว้ ค่ายกลเวทพื้นที่ต้องห้าม!
มันเป็นค่ายกลเวทที่ซับซ้อน …ขนาดถูกปล่อยทิ้งไว้หลายปียังคงทำงานได้ สังเกตได้จากแสงสีทองจาง ๆ ที่แผ่ออกมา
อย่างไรก็ตาม กาลเวลาไม่เคยปรานีสิ่งใดอยู่แล้ว
แม้ว่าจะเป็นค่ายกลเวทพื้นที่ต้องห้ามที่แกร่งกล้าขนาดไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ทำให้พลังเบาบางลงไปมากเช่นกัน
พลังระดับนี้ ลำพังเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปก็สามารถทำให้บุบสลาย ๆ ไปอย่างง่าย ๆ
แต่…
ฉู่โม่วกลับรู้สึกว่าค่ายกลเวทนี้มีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ เสมือนว่าที่แห่งนี้ไม่ใช่เขตแดนหวงห้ามเสียทีเดียว แต่คัดกรองผู้ที่จะสัมผัสมันได้เสียมากกว่า
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาบางส่วนคลับคล้ายคลับคลากับกลิ่นอายของตัวเขาในปัจจุบันซะอย่างนั้น
ด้วยความรู้สึกนั้น ฉู่โม่วเผลอกระตุ้นอณูแห่งชีวิตและปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่จากทั่วทั้งร่างกาย ก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสกับพื้นที่ของค่ายกลเวทพื้นที่ต้องห้ามหวงห้ามนั้นเบา ๆ
เปรี๊ยะ!
เพล้ง!
จังหวะที่ฝ่ามือสัมผัสเข้าไปในพื้นที่ของเขตแดนค่ายกลเวท
วงแหวนเวทที่ปกป้องพื้นที่นั้นเอาไว้เกิดเสียงแตกร้าว ละอองสีทองฟุ้งกระจายออกมาเสมือนเกสรดอกไม้
และด้วยละอองสีทองที่ฟุ้งกระจายไปนั้น ผนวกกับเสียงดังที่เกิดขึ้น พลังของค่ายกลเวทพื้นที่ต้องห้ามก็หมดไปทันที
ทันใดนั้น
จากร่างไร้วิญญาณที่นั่งขัดสมาธิอยู่ จู่ ๆ ก็แสงประหลาดสาดส่องออกมา
เสียงที่ดังกังวาน ดังมาพร้อมกับแสงสว่างนั้น
“ค่ายกลเวทพื้นที่ต้องห้ามถูกทำลายลงแล้ว… ในที่สุด ผู้สืบทอดแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ของข้าก็มาแล้วสินะ ข้าช่างภูมิใจเหลือเกิน ที่ท้ายสุดแล้วสำนักกระบี่สวรรค์ยังมีผู้สืบทอด!”
“ข้า… คือผู้พิทักษ์คนสุดท้ายแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ ภายในร่างข้าได้สร้างคฤหาสน์เทวโลกเอาไว้… เจ้าสามารถเปิดมันได้ ภายในนั้นมีมรดกตกทอดและทรัพยากรต่าง ๆ ของสำนักกระบี่สวรรค์ที่ถูกเก็บรักษาไว้อยู่”
“ข้าหวังว่าหลังจากที่เจ้าได้รับสิ่งเหล่านี้ไปแล้วจะไม่ลืมชื่อเสียงของ ‘สำนักกระบี่สวรรค์’ และส่งต่อให้ลูกหลาน… จงดำเนินชีวิตในแบบที่เจ้าควรจะเป็น ภายใต้ความไว้วางใจของเหล่าบรรพชนแห่งกระบี่สวรรค์เถิด”
พูดถึงตรงนี้ เสียงดังกล่าวก็เงียบลงไป
ทว่าภายหลังจากได้ยินถ้อยคำของร่างไร้วิญญาณนี้แล้ว หัวใจฉู่โม่วก็สั่นคลอน
ผู้พิทักษ์!
คนคนนี้คือผู้พิทักษ์มรดกของสำนักกระบี่สวรรค์!
แม้ว่าสำนักจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทว่าผู้พิทักษ์ยังคงเหลือความหวัง และตั้งใจพิทักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้เผื่อว่าวันหนึ่งจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง!
ที่นี่เป็นสถานที่ลับของสำนักกระบี่สวรรค์ ไม่น่าแปลกใจหากจะมีผู้พิทักษ์เฝ้าอยู่ที่นี่
แต่…
จากคำพูดของผู้พิทักษ์คนนี้ เขาก็ได้รับข้อมูลอะไรบางอย่างมา
คนคนนี้ยอมสละชีวิตของตนเพื่อฝึกฝนและสร้างคฤหาสน์เทวโลกไว้ในร่างกายของตนเอง!
นั่นหมายถึง ผู้พิทักษ์แห่งสำนักกระบี่สวรรค์คนนี้ อย่างน้อยต้องมีพลังที่สูงถึงขั้นราชันย์ได้เลย!
ลำดับขั้นของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์บนดาวเคราะห์สีฟ้าดวงนี้ หากเรียงตั้งแต่ต่ำไปสูงจะเริ่มต้นที่ผู้ฝึกยุทธ์ จอมยุทธ์ ปรมาจารย์ยุทธ์ และ
เหนือจากปรมาจารย์ยุทธ์ก็จะเป็นยอดยุทธ์ จากนั้นขึ้นเป็นนายพลเมืองและจ้าวยุทธ์
ถัดจากขั้นเหล่านี้ก็คือ ราชันย์ยุทธ์!
อะไรคือขั้นราชันย์ยุทธ์?
ตามที่ได้กล่าวกันมา เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ทั่ว ๆ บันดาลโทสะ เลือดในกายจะทำให้ทุกสิ่งอย่างรอบตัวในระยะหนึ่งเมตรพังพินาศ แต่หากราชันย์ยุทธ์โกรธขึ้นมาจะมีผู้คนนับล้านที่ต้องกลายเป็นศพ และทั่วทั้งโลกจะเต็มไปด้วยพิษมากมายนับไม่ถ้วน
เป็นผู้ที่สามารถกำหนดโลกได้เพียงคำพูดหนึ่งคำ และสามารถเปลี่ยนแม่น้ำเป็นท้องทะเลได้เพียงระเบิดความโกรธครั้งเดียว
ทุกการกระทำสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่ง และทุกที่ที่ย่างก้าวไป ผืนดินจะเจริญงอกงามไปด้วยพืชพรรณไม้
ทั้งสวรรค์และโลกจะจดจำเขาได้ เขาจะเป็นผู้ครอบครองมงกุฎแห่งราชัน
ด้วยอายุขัยที่มากกว่าพันปีจึงมีเวลามากมายให้ได้เยี่ยมชมโลกใบนี้
โลกที่กว้างใหญ่ หากมีเวลามากมายขนาดนั้น เหตุใดจะไม่ออกไปท่องทั่วโลกล่ะ!?
แต่คนคนนี้… คนที่มีพลังขั้นราชันย์ยุทธ์กลับเลือกที่จะนั่งอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
อะไรคือสิ่งที่ทำให้สำนักกระบี่สวรรค์หวาดกลัวจนถึงเพียงนี้ได้?
ทำไมผู้ปลุกพลังที่มีพลังในการต่อกรกับทุกสิ่งอย่างถึงทำเพียงนั่งอยู่ที่นี่และรอวันตาย?
คำถามเหล่านั้นผุดขึ้นมาในใจฉู่โม่ว
แต่เพียงไม่นาน เขาก็รีบสลัดคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ออกไปก่อน เพราะคิดว่าตัวเองในตอนนี้คงไม่สามารถเข้าใจได้
ดังนั้นต้องปล่อยผ่านไปก่อน…
ในวันนี้ หากมัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง บางทีสำนักนี้อาจจะถูกฝังไว้ภายใต้ห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ต่อไปอีกเนิ่นนาน
แล้วถ้าหากภายในมรดกของสำนักมีความจริงซ่อนอยู่ล่ะ?
คิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็ข่มความสงสัยของตนเองไว้และกระตุ้นคฤหาสน์เทวโลกที่อยู่ในร่างของผู้อาวุโสออกมาตามคำที่อีกฝ่ายกล่าวไว้ก่อนหน้า
สิ่งที่เรียกว่า คฤหาสน์เทวโลกนั้นคือสิ่งที่เหล่าราชันย์ยุทธ์ใช้พลังอันยิ่งใหญ่สกัดเอาชิ้นส่วนของมิติที่โลกและสวรรค์สร้างเอาไว้ จากนั้นก็กลั่นออกมาเป็นห้องก็บของภายในร่างของตนเอง
มันต่างกับมิติพกพาที่ฉู่โม่วใช้พลังแห่งห้วงมิติเปิดใช้งานลิบลับเลย
หากจะให้เปรียบเทียบ
คฤหาสน์เทวโลกนั้นเปรียบเสมือนการนำบ้านหลังหนึ่งมาย่อพับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วใส่ไว้ในกระเป๋า จากนั้นบ้านหลังนั้นก็จะกลายเป็นที่เก็บของไป
ส่วนพลังมิติพกพาของฉู่โม่ว เสมือนว่าเขาสร้างบ้านด้วยตัวเองโดยที่สิ่งนั้นไม่เคยมีมาก่อน
ฝ่ายหนึ่งใช้ความแข็งแกร่งกลั่นออกมาเพื่อใช้โลกเป็นที่เก็บของ
อีกฝ่ายหนึ่งสร้างที่เก็บของตนเองเพื่อเก็บของที่โลกใบนี้สร้างขึ้น
พื้นฐานของพลังนั้นแตกต่างกันอย่างมากเลยจริง ๆ
‘ผู้พิทักษ์สำนักงั้นเหรอ… จะมีสมบัติขนาดไหนถูกเก็บไว้ในคฤหาสน์เทวโลกของเขากันนะ?’
ฉู่โม่วเต็มไปด้วยความคาดหวัง ก่อนจะเริ่มเปิดคฤหาสน์เทวโลกขึ้นมา
ทันทีที่เปิดออก
สมบัติบรรพกาลจำนวนนับไม่ถ้วนกับวัตถุดิบสำหรับการฝึกฝนก็เทกระจาดออกมาให้เห็นเต็มสองตา
ขณะที่กวาดตามอง แสงแวววาวจากสมบัติมากมายส่องประกายทั่ว!
วัตถุดิบสำหรับฝึกฝน!
ยาครอบจักรวาล!
คัมภีร์ฝึกวิชา!
สมบัติบรรพกาล!
แต่ฉู่โม่วคิดว่ามันคงจะเหมาะกับซีเวยมากกว่าเพื่อให้เธอได้พัฒนาทักษะกระบี่
‘คงต้องเก็บไปให้ซีเวยหลังจากกลับไปซะแล้ว’
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็หันไปหยิบเอาคัมภีร์กระดาษหยกขึ้นมา
เช่นเดิม เขาใช้พลังวิญญาณในการตรวจสอบข้อมูลของสิ่งนี้
ครู่หนึ่งสีหน้าตกใจก็กลับมาบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง
กระบวนท่าที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์หยกม้วนนี้ คือวิธีการฝึกอณูแห่งชีวิตขั้นสุดยอดที่เรียกว่า ‘กระบวนท่าฝึกอณูแห่งชีวิต!’
ยึดตามที่ที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ม้วนนี้ กระบวนท่านี้ถือเป็นความลับอีกอย่างหนึ่งของสำนักกระบี่สวรรค์เลย
มันถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าบรรพบุรุษของทุกตระกูลภายในสำนัก การร่วมมือทั้งกายและใจของพวกเขา ก่อกำเนิดเป็นกระบวนท่าฝึกอณูแห่งชีวิตขั้นสูงนี้ขึ้นมา ผลลัพธ์ของมันใช้ได้ดีแม้กระทั่งต่อให้ผู้ฝึกฝนกระบวนท่าเป็นถึงขั้นราชันย์ยุทธ์ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการซึมซับอณูแห่งชีวิตเลย!
“กระบวนท่าลับนี้จะต้องช่วยให้การฝึกฝนของฉันพัฒนาขึ้นไปอย่างรวดเร็วแน่ ๆ!”
“ต่อให้ในอนาคตจะไม่มีโอกาสได้เจอสิ่งดี ๆ แบบนี้อีก ลำพังเพียงสิ่งนี้ก็มากพอที่จะทำให้ฉันสามารถเลื่อนขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้ในเวลาอันสั้นแล้ว!”
แววตาของเขาเสมือนว่ามองเห็นแสงสว่าง
เมื่อได้ของที่ต้องการ ฉู่โม่วก็เริ่มเก็บสมบัติเหล่านี้เข้าไปในมิติพกพาของตนเองทันที
ด้วยปริมาณวัตถุดิบต่าง ๆ ที่มีมากมาย
ภายหลังจากที่เก็บมันมาหมดแล้ว ฉู่โม่วก็แอบประเมินมูลค่าของสิ่งเหล่านี้ ลำพังเพียงแค่สมบัติบรรพกาลไม่รวมคัมภีร์กระบวนท่าก็มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านแล้ว!
แล้วไหนจะบางชิ้นอย่างคริสตัลน้ำแข็งปริศนานั่นที่ไม่รู้จะคำนวณราคาอย่างไรดีอีก
ยิ่งถ้าได้รวมกับสิ่งที่เก็บมาก่อนหน้าด้วย
ขนาดฉู่โม่วที่ทำใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอกับตัวเลขเยอะขนาดไหนก็ยังอดตกใจไม่ได้
“สมแล้วที่เป็นมรดกตกทอดของสำนักโบราณที่เคยเรืองอำนาจมาก่อน เพียงแค่ส่วนเดียวก็ทำฉันร่ำรวยได้ขนาดนี้เชียว!”
“ต่อให้คนที่มาเจอเป็นผู้ปลุกพลังทั่วไป แต่ถ้าได้สมบัติพวกนี้ไปละก็ อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะตั้งตนเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้เลย!”
เขาตกใจ
แต่ถึงอย่างงั้นมือที่ขยับอยู่ก็ไม่ได้ช้าลงเลย เขายังคงกวาดทุกสิ่งอย่างกลับเข้าไปในมิติพกพา
ทว่าทันใดนั้นเอง
คฤหาสน์เทวโลกของผู้พิทักษ์คนนี้ก็เกิดการสั่นไหว มันเกิดรอยร้าวและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
เพราะร่างร่างนี้เสียชีวิตมานานมากแล้ว มันเลยทำให้คฤหาสน์เทวโลกไม่สามารถเปิดค้างไว้ได้เมื่อปราศจากอณูแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยง ยามที่พลังของมันหมดลงไป คฤหาสน์จึงค่อย ๆ ทำลายตัวเองลง
หากไม่ใช่ว่าภายในคฤหาสน์เทวโลกแห่งนี้มีสมบัติบรรพกาลที่ปลดปล่อยอณูแห่งชีวิตออกมาอยู่มากมายหลายชิ้น บางทีตัวคฤหาสน์เองก็อาจจะทำลายตนเองมานานแล้วด้วย
ดังนั้นยามที่ภายในคฤหาสน์เทวโลกไม่มีสมบัติบรรพกาลคอยส่งพลังให้ มันจึงถูกทำลายตามกลไกที่สร้างมันเอาไว้
ไม่มีถ้ำเก็บสมบัติลับอีกต่อไป…
“ด้วยคัมภีร์กระบวนท่ากับวัตถุดิบสำหรับฝึกฝนเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องการฝึกฝนอีกต่อไป”
“การเก็บเกี่ยวรอบนี้เกินกว่าที่คิดไว้จริง ๆ!”
มองไปยังสิ่งของต่าง ๆ ในมิติพกพา ฉู่โม่วก็รู้สึกปีติยิ่งนัก
ในตอนนี้
ชายหนุ่มหันกลับไปมองยังร่างของผู้พิทักษ์แห่งสำนักกระบี่สวรรค์
“ในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ การตัดสินใจที่จะปกป้องสมบัติบรรพกาลเหล่านี้เอาไว้ ถือเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันซาบซึ้งใจมาก!”
“เพราะงั้นในเมื่อได้รับการสืบทอดมรดกต่อจากสำนักกระบี่สวรรค์แล้ว ฉันจะไม่ทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง!”
“ได้โปรดไว้วางใจ ท่านผู้อาวุโส!”
ฉู่โม่วโค้งให้กับร่างตรงหน้าด้วยความเคารพ
หลังจากที่พูดจบ เขาก็นำร่างไร้วิญญาณของอาวุโสผู้นี้ออกไปขุดหลุมเพื่อฝังเขาไว้บนยอดเขาที่สูงส่งแห่งนี้
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น
ฉู่โม่วก็หันมองไปรอบ ๆ อีกครั้งหนึ่งก่อนจะตัดสินใจจากที่นี่ไป
“เรื่องจบแล้ว เท่านี้ฉันก็น่าจะหาที่สงบ ๆ ฝึกฝนและรอเวลาให้เขตแดนลับปิดลงก็เพียงพอ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์