เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 119

บทที่ 119 ฝึกฝนอย่างหนักและพังพอนมายาระดับ 5 ปรากฏตัว!

ภายในช่องทางเล็ก ๆ ที่ลึกลับ ภายในนั้นมีบ่อน้ำเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาอยู่ บ่อน้ำแห่งนี้กำลังปลดปล่อยอณูแห่งชีวิตรุนแรงออกมา

ฉู่โม่วตามอาไต๋มายังที่แห่งนี้

เพียงแค่หยุดก้าวเดินและสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงอณูแห่งชีวิตที่รุนแรงกำลังหลั่งไหลและเติมเต็มเข้ามาในร่าง สิ่งนี้ทำให้อณูแห่งชีวิตที่อัดแน่นอยู่ในจุดตันเถียนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

“บ่อน้ำปฐมกาลที่เกิดจากการที่อณูแห่งชีวิตทับถมลงมาในน้ำมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ฉันน่าจะใช้ที่นี่ฝึกฝนได้!”

ดวงตาของฉู่โม่วเป็นประกาย เขาไม่รอช้าที่จะกระโดดลงไป

อณูแห่งชีวิตที่ไร้ขีดจำกัดท่วมท้นร่าง ก่อนจะเริ่มทำการรักษาแขนขาและกระดูกไปพลาง ๆ

ขนาดยังไม่ได้ใช้กระบวนท่าฝึกฝนร่างกายยังมีผลด้วยตัวมันเองเช่นนี้ หากว่าได้ฝึกฝนภายในบ่อน้ำนี้ละก็ อยากรู้จริง ๆ ว่าจะได้พลังมามากขนาดไหน!

คิดได้ดังนั้น

ฉู่โม่วก็หยิบเอาคัมภีร์กระดาษหยกที่บันทึกเกี่ยวกับกระบวนท่าฝึกฝนอณูแห่งชีวิตออกมา เขาค่อย ๆ ร่ำเรียนก่อนจะเริ่มปฏิบัติตาม

เพียงแค่ได้เริ่มฝึกฝนไปสัปดาห์หนึ่ง ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังดึงดูดอณูแห่งชีวิตปริมาณมากเข้ามา และส่วนใหญ่มาจากของเหลวที่อยู่ภายในบ่อน้ำปฐมกาลนี้ พวกมันเริ่มขัดเกลาสลับกับรักษาร่างกายที่เสียหายจากการฝึกฝนทุกวินาที

ภายในครึ่งชั่วโมง ฉู่โม่วก็ได้พลังกายเพิ่มมาอีก 1 ช้างสารแล้ว!

“สมแล้วที่เป็นกระบวนท่าฝึกฝนร่างกายที่เป็นความลับของสำนัก!”

“พลังในการช่วยกระตุ้นการดูดกลืนอณูแห่งชีวิตนี้สูงกว่าก่อนหน้าเป็นสิบเท่าเลย!”

ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว

แต่เดิมแล้ว ด้วยวิธีฝึกฝนดูดซับอณูแห่งชีวิตแบบเก่า มันทำให้พลังช้างสารของเขาเพิ่มมาวันละ 1 ขั้น ซึ่งนับว่าเร็วมากแล้ว

ทว่าเมื่อเทียบเข้ากับกระบวนท่าฝึกอณูแห่งชีวิตนี้ มันพูดได้เลยว่าคนละขั้น!

“จากแต่เดิมเวลาหนึ่งเดือนสามารถเพิ่มได้ 30 ช้างสาร หากจะเร่งให้ตนเองเป็นนายพลเมืองจริง ๆ และต้องใช้เวลาร่วม ๆ สามปีกว่าจะสำเร็จ”

“แต่ด้วยความเร็วระดับนี้ บางทีอาจจะใช้เวลาไม่ถึงสามเดือนเลยก็ได้!”

“ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฉันยังอยู่ในเขตแดนที่เปี่ยมไปด้วยอณูแห่งชีวิตหนาแน่น แล้วถ้าใช้ควบคู่ไปกับเลือดอสูร… มันน่าจะใช้เวลาสั้นลงไปอีก!”

“เวลาที่ต้องใช้…”

“อาจจะเหลือเพียงแค่เดือนกว่า ๆ เท่านั้นก็จะสามารถไปสู่บั้นปลายปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง!”

“ต่อให้จะไม่สามารถขึ้นเป็นนายพลเมืองได้ตั้งแต่ที่ยังอยู่ในเขตแดนลับ แต่ด้วยวิธีฝึกฝนร่างกายนี้จะทำให้ทลายขีดจำกัด และกลายเป็นนายพลเมืองได้อย่างแน่นอน!”

ยิ่งพูด แววตาของฉู่โม่วยิ่งเต็มไปด้วยความปรารถนาแรงกล้า

ด้วยเวลาเพียงเดือนกว่า ๆ เขาจะสามารถเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงได้

หากความเร็วในการพัฒนาตนเองที่ล้ำหน้ากว่าใคร ๆ ถูกแพร่สะพัดออกไปละก็ เขามั่นใจเลยว่าฐานจินหลิงจะต้องไม่สงบสุขแน่!

“ยังเหลือเวลาอยู่อีกเดือนหนึ่งก่อนที่เขตแดนลับแห่งนี้จะจบลง”

“ฉันต้องส่งตัวเองให้เข้าใกล้ขั้นนายพลเมืองให้ได้มากที่สุด!”

ฉู่โม่วตั้งเป้าหมาย!

เมื่อปณิธานตั้งมั่นแล้ว

เขาจึงหยิบเอาขวดเลือดอสูรระดับ 5 ระดับสูงจำนวนสิบขวดออกมา และดื่มลงไปทั้งหมดในอึกเดียว

พลังที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดพลันแผ่ซ่านไปทั่วกายา!

เสมือนว่าเส้นลมปราณกำลังจะระเบิดออก

รู้สึกเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็รีบใช้กระบวนท่าฝึกฝนอณูแห่งชีวิตทันที ระหว่างนั้นก็ปล่อยให้ของเหลวที่อุดมไปด้วยอณูแห่งชีวิตหลั่งไหลอาบร่าง เพื่อที่จะได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการใช้เลือดสัตว์อสูรจำนวนมากนี้ไปพร้อม ๆ กัน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปยี่สิบวันแล้ว

ในวันนี้

ฉู่โม่วลืมตาขึ้น เขายังคงไม่ออกไปพบใคร

“พลังกายของฉันมีมากถึง 1,200 ช้างสารแล้ว แต่ยังไม่ถึงขีดจำกัดร่างกาย ฉันยังพัฒนาได้อีก!”

เขาบ่นพึมพำ

ปรมาจารย์ยุทธ์ทั่ว ๆ ไป พลังเพียงแค่ 200 ช้างสารก็ต้องเตรียมตัวทลายขีดจำกัดร่างกายแล้วขยับขึ้นเป็นนายพลเมืองกันแล้ว

แต่ตัวเขาที่พลังสูงถึง 1,200 ช้างสารกลับยังพัฒนาต่อไปได้

เท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่ารากฐานของฉู่โม่วและขีดจำกัดของเขานั้นสูงขนาดไหน

“ต้องพยายามฝึกต่อไป!”

ด้วยความตั้งใจนี้ ฉู่โม่วลงมือฝึกฝนต่อเพื่อที่จะบรรลุระดับสูงของปรมาจารย์ยุทธ์

ทว่า…

ขณะที่หันมองไปรอบ ๆ ตัว

เขาก็พบว่าบ่อน้ำปฐมกาลที่ใช้ในการฝึกฝนมาร่วมยี่สิบวันนี้ดูดกลืนอณูแห่งชีวิตไปจนหมดเรียบร้อยแล้ว มันมอบพลังให้แก่เขามาถึง 300 ช้างสาร!

“ดูเหมือนต้องลองหาบ่อน้ำปฐมกาลบ่อใหม่ซะแล้วสิ”

ฉู่โม่วพูด

ภายหลังจากบอกอาไต๋ไปแล้ว เขาก็ออกมาจากบ่อน้ำบ่อเดิมและเตรียมตัวไปหาสถานที่สำหรับฝึกฝนแห่งใหม่

แต่…

เพียงแค่คิด จิตสัมผัสของฉู่โม่วก็ตรวจจับคลื่นแปรปรวนที่อยู่ห่างจากเขาไปราว ๆ ยี่สิบกิโลเมตรได้!

“มีคนกำลังสู้กันเหรอ?”

จากคลื่นแปรปรวนนี้ มันค่อนข้างจะบอกชัดเจนเลยทีเดียว เพราะงั้นเขาจึงไม่รอช้าที่จะตรงไปยังจุดที่ตรวจเจอคลื่นดังกล่าว

ในเวลาไม่นาน

ฉู่โม่วก็มาถึงบริเวณใกล้เคียงของที่หมาย ที่ซึ่งเมื่อมองไปแล้วจะเห็นได้ว่ามีผู้ปลุกพลังหลายคนเกาะกลุ่มกันอยู่เบื้องหน้า นอกจากนี้ยังมีซากศพอีกหลายร่างกองอยู่บนพื้นด้วย

“นั่นมัน… คนจากเครือหอการค้าหยกแก้วนี่?”

เขาจำได้ดีเพราะชุดที่คนเหล่านั้นสวมใส่ พวกเขาเป็นผู้ปลุกพลังของเครือหอการค้าหยกแก้ว

นอกจากนี้ยังมีคนที่หน้าคุ้นตาผู้หนึ่ง ซึ่งเมื่อครั้งนั่งยานบินมายังเขตแดนลับนี้ เขานั่งอยู่ข้าง ๆ ฉู่โม่วเลย

คนคนนี้เป็นนายพลเมืองระดับต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความแข็งแกร่งไม่น้อยหน้าใคร ทว่าในตอนนี้สีหน้าของเขากลับดูเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง มันซีดเผือดโดยที่ตามร่างกายก็มีบาดแผลปรากฏให้เห็นด้วย

“บ้าเอ๊ย …สัตว์อสูรระดับ 5 หกตัว ส่วนที่เหลือเป็นระดับ 4 หมดเลยนี่หว่า!”

ภายหลังจากที่สังเกตสถานการณ์ ฉู่โม่วก็รีบวิ่งออกไปทันที

ในเมื่อคนคนนี้เป็นผู้ปลุกพลังจากเครือหอการค้าหยกแก้ว การที่เขาจะปล่อยทิ้งดูดายอยู่ตรงนี้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่

ฉั้วะ!

ด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว สัตว์อสูรระดับ 5 ที่กำลังเกรี้ยวกราดตัวหนึ่งก็ตายลงทันทีเพราะโดนจุดตายเข้าเต็มเปา มันไม่มีโอกาสจะส่งเสียงสักแอะ!

“คุณฉู่โม่ว!?”

“ใช่คุณฉู่จริง ๆ ด้วย!”

“พวกเราปลอดภัยแล้ว!”

เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าผู้ปลุกพลังที่เหลือของพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วต่างงุนงงกันไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นฉู่โม่วที่เข้ามาช่วย รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยหวาดกลัว

เมื่อตอนที่เสาะหาบุปผามังกรคำรามก่อนหน้า ทักษะวิชากระบี่ของฉู่โม่วที่ทำลายค่ายกลได้นั้น สร้างความประทับใจให้แก่คนเหล่านี้เป็นอย่างมาก

ดังนั้นเมื่อได้เห็นว่าฉู่โม่วอยู่ที่นี่ด้วย ใจของพวกเขาก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมา

และมันก็เป็นอย่างที่พวกเขาคิด

เมื่อได้สติกลับมา เขาก็ส่ายหัวแล้วพูดขึ้น

“กลับเหรอ? นายจะไม่หาของต่อแล้วหรือไง?”

ผู้ปลุกพลังคนอื่นถามด้วยความที่เขายังไม่อยากจะกลับไปสักเท่าไหร่

“ไม่เอาแล้ว ที่นี่อันตรายเกินไปหากลำพังเพียงพลังของพวกเรา ต่อให้พวกเราจะเจอสมบัติบรรพกาลขึ้นมาจริง ๆ แต่การเอาชนะสัตว์อสูรที่ปกป้องมันอยู่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี!”

พูดไปเช่นนั้นแล้ว เขาก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “ก็เป็นอย่างที่คุณฉู่โม่วว่าไว้นั่นแหละ”

“พวกเราควรจะคิดได้กันตั้งนานแล้ว ว่าสถานที่อย่างเขตแดนลับพวกนี้ มันเป็นสนามสำหรับให้เหล่าผู้ปลุกพลังตัวท็อปมาแสดงศักยภาพ ไม่ใช่ผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไปอย่างพวกเรา สิ่งเดียวที่ทำได้ก็มีแต่เชื่อฟังและรอคำสั่งเท่านั้น บางครั้งอาจจะโชคดีได้ชิมน้ำนิด ๆ หน่อย ๆ …แต่ถ้าเมื่อไหร่หวังจะกินเนื้อละก็… เราก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวเองเข้าไปโยนให้สัตว์อสูรกินเลย!”

เมื่อฟังเช่นนั้นแล้วผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรต่อ แม้มันจะไม่น่ายอมรับนัก แต่นี่คือเรื่องจริง

นี่คือความห่างชั้นกันของพลังและพรสวรรค์

ยิ่งศักยภาพสูงก็จะยิ่งแข็งแกร่ง แล้วถ้ายิ่งแข็งแกร่งก็จะยิ่งไต่เต้าได้สูงขึ้น!

สิ่งที่เรียกว่าเขตแดนลับนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะเป็นผู้เปิดมัน ไม่ว่าจะส่งผู้ปลุกพลังเข้าไปมากขนาดไหนในแต่ละครั้ง…

…ท้ายสุดทั้งหมดก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตมาทิ้งไว้

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเป็นความหวังของกองกำลังได้ และคนเหล่านั้นหากไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่เก่งมาก ๆ เท่านั้น!

“ขะ… เข้าใจแล้ว กลับกันเถอะ!”

“กลับไปที่หอคอยวรยุทธ์เพื่อไปทดสอบกัน บางทีเราอาจจะได้อะไรดี ๆ กลับมาบ้าง!”

พวกเขาช่วย ๆ กันแบกร่างของสหายร่วมรบที่ยังไม่ตายจากการต่อสู้เพื่อกลับไปยังจุดปลอดภัย ส่วนบางคนก็แยกไปเก็บร่างของผู้เสียชีวิตเพื่อนำกลับไปยังโลกภายนอกด้วย

อีกฟากหนึ่ง

ตามข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้ปลุกพลัง ฉู่โม่วก็ออกเดินทางด้วยความเร็วสูงที่สุด

สองชั่วโมงต่อมา

ตู้ม!

ภายในระยะการรับรู้ จู่ ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดดังกังวานขึ้นมา

เพียงแค่ได้ยินเสียงนั้น เขาก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่ามีการต่อสู้ที่รุนแรงเกิดขึ้น

ฉู่โม่วรีบกระตุ้นพลังของธาตุความมืดแล้วเบนทิศทางไปหาต้นเสียงทันที

ไม่นานนักก็เข้ามาถึงบริเวณใกล้เคียง เขาเห็นร่างนับร้อยอยู่ไม่ไกลนัก คนเหล่านั้นกำลังร่วมมือกันจัดการกับบางสิ่งบางอย่างที่มีลำตัวสีขาว

ไม่ผิดแน่!

พังพอนมายา!

ผู้ปลุกพลังกว่าร้อยคนนั้นมาจากหลายฝ่าย แต่ในตอนนี้จำเป็นต้องร่วมมือกันไปก่อน

“แปลกดีแฮะ”

“จู่ ๆ แต่ละฝ่ายก็มาร่วมมือกันเองงั้นเหรอ?”

สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วประหลาดใจเล็กน้อย

แต่ขณะนั้นเอง

เขาเห็นหญิงสาวในชุดสีเหลืองกำลังควบคุมกองกำลังจากทุกฝ่ายอยู่

เธอถือแผ่นหยกเล็ก ๆ ไว้ในมือ แล้วให้ผู้ปลุกพลังทุกคนช่วยตีกรอบล้อมพังพอนมายา ขณะตัวเธอกำลังร่ายเวทสร้างค่ายกลสำหรับจับสัตว์อสูรตนนี้

ค่ายกลเวทขนาดใหญ่นี้กำลังทำให้พังพอนมายาจนแต้ม!

เพราะแม้ว่าพลังพิเศษของมันจะเป็นการแหวกมิติออกมาเพื่อหลบหนีก็จริง แต่ด้วยค่ายกลเวทที่ตีกรอบไม่ให้ออกจากเขตแดนได้ พลังก็พลอยถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบ และไม่ว่าเค้นพลังขนาดไหน มิติที่เปิดได้ก็มีพื้นที่จำกัดอยู่ในค่ายกลเวทนี้เท่านั้น!

พักหนึ่งเจ้าสัตว์อสูรที่โดนต้อนก็ร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์