บทที่ 120 หลอมรวมพลังแห่งห้วงมิติระดับ 4 มิติรูปแบบใหม่!
ฉู่โม่วยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นมากนัก
หญิงสาวในชุดสีเหลืองคนนี้คือเสิ่นเทียนอวิ๋นผู้หยิ่งผยองจากสมาคมค่ายกลเวท!
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนพวกนี้ถึงกล้าที่จะต่อกรกับพังพอนมายาระดับ 5 แบบนี้! ที่แท้ก็มีเสิ่นเทียนอวิ๋นคอยช่วยนี่เอง!”
เขาคิดกับตนเอง
พังพอนมายากำลังเจอปัญหาแล้ว
แม้จะเป็นสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์เดียวกันกับที่ฉู่โม่วเคยเจอ แต่ระดับมันต่างจากตัวเดิมถึง 3 ระดับเลย ลำพังแค่ระดับ 2 ก็ทำเอากลุ่มของผู้ปลุกพลังทำได้เพียงรอความตายแล้ว
นี่มาเจอกับมันในระดับ 5 หากไม่สามารถตีกรอบพลังของมันไม่ให้ฝ่ามิติไปเรื่อยได้ล่ะก็ ต่อให้มีปรมาจารย์ยุทธ์มาเป็นร้อยคน นายพลเมือง หรือแม้แต่จ้าวยุทธ์เองก็อาจจะเอาพังพอนมายาตนนี้ไม่อยู่ก็ได้
และในตอนนี้
ขนาดมีพลังของค่ายกลเวทช่วย การจะกำราบพังพอนมายาก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี
ไม่ต้องพูดถึงความโกรธเกรี้ยวของมันในตอนนี้ เพียงแค่ศักยภาพทั่ว ๆ ไปของมัน ผู้ปลุกพลังด้านนอกก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว การจำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหว ไม่ได้ทำให้มันใช้พลังแห่งห้วงมิติไม่ได้ เพราะงั้นทุกการโจมตีที่ซัดเข้ามา จึงไม่สามารถทำให้มันบาดเจ็บได้เลย
พลังของมันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย!
จากแววตาของพังพอนมายา มันกำลังหาทางหนีออกไปอยู่แน่ ๆ!
ภายในความวุ่นวายนี้
เสิ่นเทียนอวิ๋นเหมือนจะมองออกอยู่แล้วว่าเรื่องมันจะมาเป็นแบบนี้
เพราะงั้นหลังจากที่วางแผนกับเสิ่นชางและกู๋หยุนเซียวอีกครั้ง พวกเขาทั้งหมดก็เลือกที่จะนำนายพลเมืองกว่าอีกสิบคนเข้าไปภายในค่ายกลกักขังเพื่อที่จะกดดันพื้นที่เปิดมิติของพังพอนมายาให้แคบลง
ทว่า
จังหวะที่พวกเขาเข้าไป
พังพอนมายาที่กำลังตื่นกลัวก็เหมือนจะเห็นช่องโหว่ของค่ายกล มันไม่รอช้าที่จะใช้โอกาสนี้ในการหลบหนี
“ระวัง!”
“รีบตั้งรับเร็ว!”
ทุกคนรีบสร้างโล่อณูแห่งชีวิตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน
เสิ่นเทียนอวิ๋นที่อยู่ด้านนอกก็รีบหยิบแผ่นหยกขึ้นมาอีกครั้ง
บนแผ่นหยกนั้นปรากฏลวดลายลึกลับขึ้นมา และลวดลายเหล่านั้นก็กำลังปลดปล่อยคลื่นจาง ๆ ออกมาด้วย
นี่เป็นเวทที่ส่งผลกับมิติโดยตรง ตราบใดที่มันยังทำงานอยู่ ความเร็วของมิติที่ใช้หลบหนีระยะไกลจะถูกกดเอาไว้
แม้จะเห็นว่าช้าลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้นก็ตาม
สิ่งที่ต้องควรระวังก็คือ เวทที่อยู่ภายในแผ่นหยกนี้สามารถใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น
ถ้าจะให้คุ้ม พวกเขาจะต้องจับตัวพังพอนมายาให้ได้!
พลังอณูแห่งชีวิตของเสิ่นเทียนอวิ๋นถูกแผ่นหยกสูบกินไปเป็นปริมาณมาก เธอรอจนกระทั่งตัวแผ่นหยกนั้นเปล่งแสงถึงได้ยกขึ้นเหนือหัว
ซุ่ม!
ทันทีทันใด คลื่นที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็แผ่วงกว้างออกไป
มิติที่พังพอนมายาเปิดไว้หมายจะมุดเข้าไปนั้นถูกพลังงานจากคลื่นดังกล่าวกดเอาไว้ทำให้เกิดความผันแปรและมิติเองก็กลายสภาพเป็นสิ่งที่ถูกเปิดอย่างไม่สมบูรณ์ด้วย
ด้วยเหตุนี้ มันทำให้พังพอนมายาที่เพิ่งจะเข้าไปในมิติต้องรีบกระโดดออกมา คลื่นที่ไร้รูปร่างนี้ทำให้ความเร็วของสัตว์อสูรตนนี้ลดลงไปอย่างมากด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากการที่มันต้องดิ้นรนอย่างยากลำบากในการขยับตัว
“โอกาสมาแล้ว!”
เสิ่นชาง กูหยุนเซียวและคนอื่น ๆ รีบโถมเข้าใส่
พวกเขาใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของพวกตนเพื่อหมายจะฆ่าสัตว์อสูรตนนี้ให้ได้ในคราเดียว!
“ฝ่ามือสยบมังกร!”
“ผ่าจันทรา!”
สองเสียงดังกังวานคู่กัน จากนั้นทั้งฝ่ามือและคมกระบี่ต่างก็โถมเข้าใส่พังพอนมายาอีกนับไม่ถ้วนและหลายทิศทาง
ตู้ม!
ร่างของพังพอนมายาที่โดนเข้ากับการโจมตีเหล่านั้นกระเด็นลอยออกมา
ขณะเดียวกันนั้นมันก็กระอักเลือดจากการที่ร่างกายมีบาดแผลร้ายแรงปรากฏให้เห็นด้วย!
“กรร!”
ด้วยการโจมตีที่รุนแรงเหล่านั้น พังพอนมายาร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
“เราโจมตีมันได้แล้ว!”
“ในที่สุดมันก็บาดเจ็บ!”
“เร็วเข้า! จัดการมันซะ!”
กลุ่มของผู้ปลุกพลังที่ไฟแรงเลือดร้อนรีบวิ่งเข้าไปยังพังพอนมายาที่กำลังบาดเจ็บหนัก หมายจะเป็นผู้กำจัดอสูรร้ายตนนี้
“แฮ่ก…กรร!”
ร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดรับการโจมตีอีกมากมายจนเจ็บปวดเจียนตาย มันคำรามออกมาอีกหลายครั้งและสะบัดกรงเล็บไปมาอย่างต่อเนื่อง
และทันใดนั้นเอง อากาศรอบ ๆ ค่อย ๆ เข้ามารวมตัวกันภายในมิติที่พังพอนมายาสร้างขึ้น เพียงไม่นานนักอากาศเหล่านั้นก็แปรสภาพเป็นคมดาบสายลมที่ไม่ปรากฏรูปร่างชัดเจน!
“นั่นมัน…”
อาจจะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บ มันเลยทำให้เสิ่นชางและกู๋หยุนเซียวกับคนอื่น ๆ ภายในค่ายกลไม่สามารถมองเห็นความผิดปกตินั้นได้
แต่ในสายตาของฉู่โม่วที่มองจากจุดที่ไม่ไกลจากตรงนั้นนัก เขาถึงกับหน้าถอดสี คมดาบสายลมนั่นมันอะไรกันน่ะ!?
เขาเห็นได้ชัดว่าสิ่งนั้นเกิดจากการที่มิติเป็นตัวกลั่นเอาสายลมมารวมไว้ให้ แต่หลังจากที่กระบวนการนั้นเสร็จสิ้น ตัวคมดาบกลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นรอยแยกของมิติที่ก่อตัวเป็นรูปคมดาบเสียมากกว่า!
‘คนพวกนี้…กำลังตกอยู่ในอันตราย!’
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ฉู่โม่วก็แค่คิด
และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิดด้วย
ซู่ม!
คมดาบมิตินั้นพุ่งผ่านอากาศมาด้วยความเร็วสูง และด้วยความที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นกันได้ กว่าพวกเขาจะรับรู้ได้ถึงอันตราย ก็คือตอนที่คมดาบนั้นเข้าประจันหน้ากับตนเองเสียแล้ว
นี่มัน… เทเลพอร์ต!?
ผู้ปลุกพลังขั้นนายพลเมืองหลายคนไม่ทันได้ตั้งตัวกันเสียด้วยซ้ำ จนกระทั่งคมดาบนั้นผ่านร่างของพวกเขาไป
วินาทีต่อมา
ร่างที่ถูกคมดาบมิติเคลื่อนผ่าน ก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ก่อนจะแตกออกเสมือนเป็นแผ่นกระจกก็มิปาน
ภาพที่เห็นนี้
ทำเอานัยน์ตาของผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ พากันสั่นกลัว หัวใจพวกเขาขาดความหนักแน่นขึ้นมาเสียแล้ว
“นี่เป็นไม้ตายสุดท้ายของพังพอนมายาแล้ว… มันใช้ท่านี้ได้อีกไม่กี่ครั้งหรอก!”
ในตอนแรก เสิ่นชางก็แอบตกใจกลัวอยู่นิดหน่อย แต่หลังจากที่พบว่าอณูแห่งชีวิตของพังพอนมายาลดต่ำลงไปเยอะเมื่อใช้ท่าดังกล่าว สีหน้านั้นก็แทนด้วยความเชื่อมั่นแทน
พลันเมื่อได้ยินสิ่งที่เสิ่นชางพูด
แม้ผู้ปลุกพลังคนอื่นจะลังเลในคำพูดนั้นบ้าง แต่ไม่นานพวกเขาก็มีแรงฮึดสู้อีกครั้ง
คมดาบมิตินี้น่ากลัวก็จริง แต่มูลค่าของพังพอนมายาตนนี้ก็สูงพอที่จะทำให้พวกเขากล้าเสี่ยงได้
เพื่อผลประโยชน์ เหล่าผู้ปลุกพลังที่ลืมกลัวตายทั้งหลายก็รีบโถมเข้าใส่พังพอนมายาในทันที
พวกเขามีกันทั้งหมดร่วมร้อยคน ต่อให้มีใครสักคนต้องตายไป มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อพลังโดยรวมมากมายอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว!
ด้วยความคิดเหล่านี้ มันเลยทำให้คนเหล่านี้ไม่กลัวตายกันหมด
ทั้งสองฝั่งเริ่มสู้กันรุนแรงมากขึ้น
กาลเวลาที่ไหลผ่านไป อาการบาดเจ็บของพังพอนมายาก็หนักขึ้นกว่าเดินเป็นอย่างมาก
ในส่วนของทางฝั่งของผู้ปลุกพลังที่ถูกคมดาบมิตินั้นฆ่าตายไป ก็มีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
เพียงไม่นาน
มีผู้ปลุกพลังกว่าสิบคนที่ตายจากท่าโจมตีนั้น และในบรรดาผู้ที่ตายลงไปนั้น มีผู้ปลุกพลังขั้นนายพลเมืองหลายคนถูกสังหารไปด้วย
มันชัดเจนแล้วว่า
แม้จะบาดเจ็บอยู่ แต่พังพอนมายาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะสามารถรับมือรับมือได้ง่าย ๆ!
ขนาดที่ว่าร่างกายที่เคยปกคลุมไปด้วยขนสีขาว ต้องกลายเป็นสีดำแดงเพราะเลือดที่ไหลจากบาดแผลรวมถึงหายใจหอบถี่จากอาการบาดเจ็บ
ผู้ปลุกพลังจำนวนมากยังไม่สามารถโค่นมันลงได้ ไม่ว่าพวกเขาจะระดมโจมตีกันขนาดไหนก็ตาม
และในตอนนั้นเอง
ไม่มีใครคิดล่วงหน้าไว้เลย
ซู่ม!
พังพอนมายาใช้ท่าคมดาบมิติอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้คมดาบนั้นกลับปรากฏออกมาจากด้านนอกค่ายกลและพุ่งเข้าโจมตีโดมที่ขังมันไว้จนแตกละเอียดไปแทน!
พลังแห่งห้วงมิติระดับ 4!
ความประหลาดใจเกิดขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว
ปราศจากความลังเล เขาตะโกนออกมา “หลอมรวม!”
ซู่ม!
ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่างเสมือนมีเข็มแหลมนับพันทิ่มแทง
แต่ด้วยความที่พลังกายและพรสวรรค์ของฉู่โม่วมันเพิ่มจนถึงระดับสุดยอดไปแล้ว ความเจ็บปวดนี้จึงไม่อยู่กับเขานานนัก เพียงแค่เขาต้องทนตอนนี้ไปให้ได้ กล้ามเนื้อต่าง ๆ บนร่างกำลังเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหมือนว่าโดนปลายมีดกดลงมาแล้วกรีดไปทั่ว มันทำให้เขารู้สึกเหมือนร่างกำลังจะระเบิดออกเลย
เหงื่อเย็นเยียบไหลจากทั่วร่างกาย
มันหยดลงไปบนพื้น
ความเจ็บปวดนี้ทำให้จิตวิญญาณแรกเริ่มภายในร่างของฉู่โม่วถึงกับสั่นสะเทือนไปด้วยเช่นกัน ราวกับว่ามันกำลังสลักความเจ็บลงไปในร่างจิตของเขาด้วย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน
ในที่สุด
ความเจ็บปวดที่กระจายไปทั่วร่างกายก็พลันหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เฮ้อ…”
ฉู่โม่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ และค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะนั่งลงไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงไปชั่วขณะ
เขาเปิดดูข้อมูลของตนเองไปพลาง ๆ
[เป้าหมาย : ฉู่โม่ว]
[ระดับร่างกาย : อสนีบาตคงกระพัน!]
[พรสวรรค์ : ธาตุไฟระดับ 5, ธาตุลมระดับ 4, พลังแห่งห้วงมิติระดับ 4, วิชากระบี่ระดับสูง, ธาตุไม้ระดับ 4, ธาตุน้ำระดับ 4, ธาตุมืดระดับ 4, ธาตุเหล็กระดับ 3, ธาตุดินระดับ 3]
“สำเร็จ!”
มองไปยังพลังแห่งห้วงมิติระดับ 4 จากในบรรดาพรสวรรค์ต่าง ๆ ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะแสดงรอยยิ้มกว้างออกมาบนใบหน้า
เขาไม่รอช้าที่จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของพลังแห่งห้วงมิติที่อัพเกรดขึ้นมานี้ระหว่างที่พักเหนื่อย
ในส่วนของความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นมาก็ราวกับฟ้าและเหวเลยเหมือนกัน!
อันดับแรก มิติพกพาเพิ่มขนาดได้อีกเป็นสิบเท่า!
รวมถึงระยะของการเทเลพอร์ตและจิตสัมผัสก็ยังเพิ่มขึ้นไปอีกอีก!
ที่น่าทึ่งที่สุด…
เขาได้ความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกสองอย่าง!
มิติเชือดเฉือน และ มิติคุมขัง!
มิติเชือดเฉือนนี้เป็นไม้ตายสุดท้ายที่พังพอนมายาเพิ่งใช้เมื่อล่าสุด
มันสามารถบีบอัดมิติที่อยู่รอบ ๆ ตัวให้มาอยู่ในสภาพเหมือนคลื่นกระบี่ และด้วยพลังที่ควบแน่นนั้น หากมันเข้าปะทะกับสิ่งใด สิ่งนั้นก็จะถูกทำให้แตกสลายได้อย่างง่ายดาย!
และมิติคุมขัง เพียงแค่ชื่อก็เดาได้แล้ว มันเอาไว้กักขังผู้ปลุกพลัง
พลังนี้สามารถจัดการกับมิติที่อยู่รอบตัวเป้าหมาย และทำให้มันเกิดความควบแน่นเข้ากับตัวเป้าหมาย ส่งผลให้ผู้ปลุกพลังคนนั้น ๆ ไม่สามารถขยับได้ และถ้าพลังของเขาแกร่งกล้าพอ ก็น่าจะสามารถทำให้เป้าหมายถึงกับหายใจไม่ออกได้เลย
“ขอลองดูหน่อยก็แล้วกัน!”
ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะออกไปทดลอง
เริ่มจากมิติเชือดเฉือนก่อน
ในจังหวะที่เขาตั้งท่า เขาสามารถรู้สึกได้ถึงมิติที่อยู่รอบตัวที่กำลังเข้ามาบีบอัดด้วยกันอย่างชัดเจน มันรวมกันที่เบื้องหน้าของฉู่โม่วจนกระทั่งกลายเป็นคลื่นดาบสีขาวที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ก่อนจะพุ่งตรงออกไป
ฟู่ว!
แทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น
ทว่าวินาทีต่อมา ผิวโพรงถ้ำที่เขายืนอยู่มันก็ถูกทะลวงจนกลายเป็นรูโบ๋ออกไปแล้ว
ด้วยความหนากว่าร้อยเมตร แต่คลื่นดาบที่มองไม่เห็นนี้ก็สามารถเจาะทะลวงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาได้
“พลังอะไรกันเนี่ย!? น่ากลัวชะมัด!”
ฉู่โม่วสะพรึงในพลังของตนเอง
…
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์