เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 124

บทที่ 124 สามีเพียงคนเดียวในชีวิตของฉัน กับ แผนการของสวี่หล่าง!

ที่โต๊ะอาหารเย็น

ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ฉู่โม่วก็พูดคุยกับเฉินซีเวยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในเขตแดนลับไปด้วย ระหว่างที่ฟังเรื่องเล่าจากเธอ หญิงสาวก็ไม่ได้กะพริบตาเลย ใบหน้านั้นแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังมีความสุขที่สุด

ตลอดเวลาสองเดือน ที่ฉู่โม่วไม่อยู่ เธอเอาแต่กังวลคิดถึงเขาอยู่ทุกค่ำคืน

โชคดีที่เขาสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย แถมยังได้โอกาสที่ดีที่สามารถก้าวขึ้นเป็นนายพลเมืองอีก

ภายหลังจากที่รับประทานอาหารด้วยกันเสร็จ

ทั้งสองก็ไม่ได้เลือกที่จะไปฝึกฝนต่อ แต่เลือกที่จะนั่งคุยกันแทน

“จริงสิ ฉันมีของขวัญจะให้เธอด้วย”

ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ ฉู่โม่วก็นึกถึงอะไรขึ้นมาได้ เขาพูดและยิ้มให้อีกฝ่าย

“ของขวัญเหรอ? อะไรล่ะนั่น?”

เฉินซีเวยถามด้วยความอยากรู้

เพียงแค่พูดไปเช่นนั้น

เธอก็เห็นฉู่โม่วยื่นมือไปสัมผัสโต๊ะเบา ๆ และในชั่วพริบตา สิ่งของราว ๆ สามถึงสี่อย่างก็ปรากฏขึ้นมา

กระบี่พิสุทธิ์ โล่ลับดารา คัมภีร์กระดาษหยก

พลังวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวกระบี่นั้นไม่ธรรมดาเลย ปลายแหลมของมันราวกับกำลังกรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณของเธออยู่ ความเย็นยะเยือกที่ไม่อาจจะมองเห็นได้กำลังบ่งบอกเธอว่า ตัวมันนั้นไม่ใช่กระบี่ที่สามารถพบได้ทั่ว ๆ ไป!

ในส่วนของโล่ลับดารา ที่บนพื้นผิวด้านหน้าของมันถูกประดับไว้ด้วยลวดลายที่น่าพิศวง เพียงแค่เหลือบตามองก็สัมผัสได้ถึงพลังของโลกและสวรรค์ที่แผ่ซ่านออกมาผ่านลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์นั้นแล้ว ความรู้สึกเหมือนโดนครอบงำนี้ยากต่อการที่จะสลัดออกสุด ๆ

และอย่างสุดท้าย คัมภีร์กระดาษหยก …ถึงแม้ว่าเฉินซีเวยจะไม่รู้ว่าอะไรถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์เล่มนี้ แต่เพียงแค่ได้สูดหายใจเข้าไปเบา ๆ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากมันก็ทำให้รู้สึกได้… ว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่ใช่กระบวนท่าที่เคยพบเห็นมาก่อน เผลอ ๆ ไม่เพียงแค่เธอที่ไม่เคยเห็น แต่อาจจะเป็นคนเกือบทั้งโลกเลยก็ได้!

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อย่างที่คิด

“กระบี่เล่มนี้ถูกเรียกว่ากระบี่พิสุทธิ์ เป็นกระบี่ที่เคยเป็นของยุทธภัณฑ์วิญญาณมาก่อน!”

“ส่วนคัมภีร์กระดาษหยกนี่ ฉันได้มาจากซากโบราณสถาน ข้างในบันทึกกระบวนท่าลับเอาไว้ เป็นกระบวนท่าลับของสำนักที่พังทลายไป ชื่อว่า บัญญัติแห่งกระบี่สวรรค์ พลังของมันเทียบเท่าได้กับกระบวนท่าระดับแพลทินัมเลย!”

“ส่วนโล่ลับดารา นี่… เป็นสมบัติบรรพกาลที่หายากมาก ๆ ครั้งหนึ่งที่เธอเคยทลายขีดจำกัดของร่างกายและขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ ในตอนนี้เธอก็เป็นจอมยุทธ์ระดับสูงแล้ว อีกไม่นานก็จะต้องทลายขีดจำกัดร่างกายอีกครั้ง เมื่อตอนนั้นมาถึง เธอจะสามารถฝึกกระบวนท่าดูดซับอณูแห่งชีวิตได้พร้อมกับใช้โล่ลับดารานี้ อย่ายอมแพ้ไปก่อน สร้างรากฐานที่ไร้ที่ติให้ได้ และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ!”

พูดอธิบายแล้ว ฉู่โม่วก็นำของทั้งสามสิ่งนี้มอบให้เฉินซีเวย

“พวกนี้…”

ฟังคำอธิบายของฉู่โม่ว ดวงตาของเฉินซีเวยก็เปิดกว้าง แสดงออกให้เห็นว่าเธอกำลังเหลือเชื่อสุด ๆ

แน่นอน หญิงสาวเคยได้ยินเรื่องยุทธภัณฑ์วิญญาณมาก่อน

มันคืออาวุธที่จะมีระดับอยู่เหนืออาวุธทั่วไป ไม่เพียงเท่านั้น อาวุธแต่ละชิ้นของเขายังถูกเติมพลังวิญญาณอัดแน่นเข้าไปจนกล้าแข็งด้วย!

ดังนั้นแล้ว อาวุธพลังวิญญาณแต่ละชิ้นจึงมีมูลค่าสูงมาก ๆ ขนาดที่ต่อให้เป็นจ้าวยุทธ์ก็ยังยากที่จะหามาไว้ในครอบครอง

และกระบวนท่าระดับแพลทินัมนั้น เมื่อเทียบกับระดับทองแล้ว บัญญัติแห่งกระบี่สวรรค์นั้นมีค่าสูงส่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ในส่วนของโล่ลับดารานี้ เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เพียงแค่ได้มองก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังปริศนาที่ฟุ้งกระจายออกมา แค่นี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ธรรมดา

ที่สำคัญที่กว่านั้น

เธอรู้สึกได้ว่า ร่างกายของเธอกำลังโหยหาโล่ลับดาราชิ้นนี้! มันบ่งชัดว่าพลังวิญญาณของสมบัติบรรพกาลและพลังวิญญาณของเธอมันเหมาะสมกันสุด ๆ

ของล้ำค่าทั้งสามชิ้น

หากมีชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกสู่สายตาชาวโลกได้ล่ะก็ จะต้องมีกองกำลังใหญ่ ๆ มากมายในฐานจินหลิงเป็นบ้าเป็นหลังกันแน่ ๆ!

ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นแบบนั้น แต่ของล้ำค่าทั้งสามในตอนนี้กลับตกเป็นของเธอไปเสียแล้ว

เพราะงั้นแล้วเรื่องนี้มันจึงทำให้เฉินซีเวยรู้สึกเหมือนฝันไป

เธอพยายามอย่างมากที่จะไม่มองสมบัติทั้งสามชิ้นนี้และหันไปมองฉู่โม่วก่อนจะพูด “ม… มันมีค่ามากเกินไป… ฉันรับมันไว้ไม่ได้หรอก!”

“ถึงแม้ว่าของพวกนี้จะมีค่ามากก็จริง แต่มันเป็นของนอกกายน่ะ แล้วก็อีกอย่าง ด้วยพลังของฉันในตอนนี้ ฉันไม่ต้องใช้มันอยู่แล้ว”

“แทนที่ฉันจะเก็บไว้เอง สู้เอาของพวกนี้ให้เธอไปเสริมความแข็งแกร่งจะยังดีกว่า!”

พูดไปแบบนั้น

ฉู่โม่วก็หยุดไปครูหนึ่งก่อนจะพูดเสริม “ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตอนที่ฉันตกต่ำ เธอเองก็คอยอยู่ข้างเคียงข้าง… อดทนผ่านทุกอย่างไปด้วยกันกับฉัน ตอนนี้น่ะ… ฉันรู้แล้วล่ะ ว่าคนที่สำคัญกับฉันมากที่สุดในชีวิต ก็คือเธอนะ”

“แล้วก็…”

“ถึงแม้ว่าทั้งเธอแล้วก็ฉันจะยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ในใจของฉัน เธอก็เป็นเหมือนภรรยาคนสวยของฉันไปแล้ว”

“ถ้าหากเธอตกลงที่จะรับฉันเป็นคู่ชีวิตไปแล้วล่ะก็ …จะปฏิเสธไม่ได้แล้วนะ!”

เฉินซีเวยไม่คาดคิดเลยว่าฉู่โม่วจะพูดเรื่องนี้กับเธอตรง ๆ เช่นนี้

สีหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อไปพักใหญ่ ๆ

แต่…

หญิงสาวก็ไม่ได้หลบหน้าเขาแต่อย่างใด กลับกัน เธอก็เลือกที่จะมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ในใจของฉัน นายเองก็เป็นสามีเพียงหนึ่งเดียวของฉันเหมือนกัน”

“ตกลงตามนั้นนะ!”

เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม

ภายหลังจากที่ได้บอกความในใจกันไปแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็กระชับเข้ามาใกล้กันมากยิ่งขึ้น

เมื่อให้เฉินซีเวยรับของทั้งสามชิ้นไปแล้ว ทั้งสองก็นั่งลงไปบนเก้าอี้ภายในสวนและพูดคุยกันไปเรื่อย

กว่าที่หนุ่มสาวจะรู้ตัว พวกเขาก็โอบกอดซึ่งกันและกันไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็เข้าสู่ช่วงโพล้เพล้แล้ว ดวงตะวันคล้อยอ่อนหลบไปหลังเส้นขอบฟ้าสร้างเป็นทิวทัศน์ยามเย็นที่งดงามออกมา

แสงยามเย็นนั้นส่องผ่านร่างของเฉินซีเวยและฉู่โม่ว ราวกับเป็นสายลมที่อบอุ่นที่กำลังแสดงความยินดีให้กับความสัมพันธ์ของทั้งสองที่พัฒนามากขึ้น

ด้วยแสงสีทองอร่ามของยามเย็นเช่นนี้เอง สวนที่คุ้นเคย กลับกลายเป็นเหมือนดินแดนในฝันไปเสียแล้ว

“จะอ้วก… นกน้อยรับไม่ได้!”

บนต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง

อาไต๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ถ้อยคำของเธอเต็มไปด้วยความเอือมระอา

ใต้ต้นไม้ต้นเดียวกัน

เสี่ยวจินเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เจ้าทึ่มเอ๊ย!”

นกล่าสมบัติเหลียวมองไปยังอีกฝ่ายที่พยักหน้าก่อนจะหันไปมองฉู่โม่วอีกครั้ง แววตาของเธอเปี่ยมด้วยความอิจฉา “พ่อนักรัก เมื่อไหร่จะเป็นตาของฉันบ้างนะ?”

แสงจันทร์นวลผ่องอาบฟ้าเสมือนสายน้ำสีจาง

ฉู่โม่วออกมายังชั้นดาดฟ้าของคฤหาสน์

สายลมยามค่ำคืนนี้พัดเอื่อย มันค่อนข้างเย็นแต่ในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างสบายตัวเลยด้วย

อาบด้วยสายลมเช่นนี้ หัวใจของฉู่โม่วก็รู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย

ขีดจำกัดทางธรรมชาติของเฉินซีเวยนั้นสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว

แต่ถ้าเทียบกับเหล่าผู้มีพรสวรรค์คนอื่น ๆ ในฐานขนาดใหญ่แห่งนี้ เธอก็ถือว่ายังด้อยกว่าอยู่มาก

ดังนั้น เพื่อให้หญิงสาวมั่นใจในตนเองและพยายามฝึกฝนต่อไป ของทั้งสามชิ้นที่นำไปให้นั้น จะช่วยให้ขีดจำกัดของเธอเพิ่มสูงขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เฉินซีเวยสามารถทลายขีดจำกัดที่สูงขึ้นได้นั้น เธอจะสามารถกลับกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงได้อย่างแน่นอน!

และด้วยวิธีนี้ ในอนาคต เฉินซีเวยก็จะไม่มีปัญหาอะไรหากจะขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์!

คิดแบบนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมานิดหน่อย

ทว่าตอนนั้นเอง

เรื่องของตระกูลสวี่ก็กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลสวี่นั้นเริ่มเข้าใกล้จุดแตกหักขึ้นมาทุกที ๆ เพียงแค่ว่าทั้งเขาและอีกฝ่ายไม่เคยเผชิญหน้ากันตรง ๆ เลย

มีเพียงการกำจัดอีกฝ่ายออกไปให้หมดเท่านั้น ชายหนุ่มถึงจะรู้สึกได้ว่าฐานจินหลิงนั้นปลอดภัย

ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาก็ยังคงต้องคอยระมัดระวังว่าตระกูลสวี่จะใช้แผนการอะไรเล่นงานเขาอีก

‘ถึงตอนนี้ฉันจะเข้าสู่ขั้นนายพลเมืองได้แล้ว และความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นขนาดที่สามารถสู้กับจ้าวยุทธ์ระดับต้นได้อย่างสูสี แต่เพราะตระกูลสวี่นั้นถือเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักของฐานจินหลิง ดังนั้นจะประมาทความแข็งแกร่งของตระกูลนี้ไม่ได้!’

“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีจ้าวยุทธ์เพียงแค่คนเดียวเท่าที่รู้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีอะไรซ่อนไว้ที่เบื้องหลังอีกแน่ ๆ!”

ฉู่โม่วค่อนข้างมั่นใจเลยทีเดียว

การที่ตระกูลใหญ่ขนาดนี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยสิ่งที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง แสดงว่าพวกเขาจะต้องมีไพ่ในมืออย่างที่คนธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไปคิดไม่ถึงอย่างแน่นอน

“ไว้ใจได้เลย…”

สวี่หล่างเปลี่ยนสีหน้า เขาพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มหนักแน่น “ไม่นาน พวกเราจะต้องผ่านพ้นช่วงเวลาที่หนักหน่วงเช่นนี้ไปได้อย่างแน่นอน และเมื่อนั้นมาถึง ตระกูลสวี่ของพวกเราจะต้องเติบใหญ่ขึ้นอีก!”

ด้วยคำพูดที่ปลุกพลังใจเช่นนี้

เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลก็เริ่มมีแรงใจ พวกเขาถามกลับด้วยความอยากรู้

แต่ถึงอย่างนั้นสวี่หล่างก็ไม่ได้บอกเหตุผลอะไรเพิ่มเติม นอกเสียจากให้พวกเขารออย่างใจเย็นไปก่อนหนึ่งเดือน

เพราะเวลาหนึ่งเดือนนั้นไม่ได้ถือว่านาน ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสจึงยินยอมแต่โดยดี

ภายหลังจากที่พวกเขากลับออกไปแล้ว สวี่หล่างก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

ในตอนนี้

ผู้อาวุโสลำดับสองสวี่เจินก็กลับเข้ามาอีกครั้ง และทันทีที่เข้ามา เขาก็พูดขึ้น “ท่านประมุข ข้าคิดว่าการที่เราสูญเสียผู้ปลุกพลังไปร่วมร้อยคนนี้ ต้นเหตุมันจะต้องเกี่ยวข้องกับฉู่โม่วนั่นแน่ ๆ!”

“หืม?”

ได้ยินชื่อนั้น สีหน้าของสวี่หล่างก็แข็งนิ่งไป เขาถามกลับ “ทำไมเจ้าถึงพูดเช่นนั้นกัน?”

“สวี่เถียนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เข้าไปในเขตแดนลับครั้งล่าสุดนี้ มีอีกภารกิจที่พวกเขาต้องทำ หนึ่งคือการกำจัดฉู่โม่ว ส่วนอีกหนึ่งก็คือการสำรวจซากโบราณสถาน ภายหลังจากเขตแดนลับนั้นปิดไป ฉู่โม่วมันยังไม่ตาย!”

“นอกจากนั้น ข้ายังสัมผัสได้ด้วยว่า หลังจากที่เจ้านั่นออกมาจากเขตแดนลับแล้ว ความแข็งแกร่งของเขายังก้าวขึ้นสู่ระดับนายพลเมืองอีก!”

“ท่านเองก็รู้ว่าก่อนที่เขาจะเข้าไปในเขตแดนลับ ความแข็งแกร่งของเขาน่าจะอยู่แค่ราว ๆ จอมยุทธ์หรือไม่ก็ปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น… ใช่ ข้ามั่นใจ ว่าตอนที่เขาสังหารสวี่มัวไป เขาเป็นเพียงปรมาจารย์ยุทธ์!”

สวี่เจินพูดอธิบาย

“เจ้ามั่นใจงั้นหรือ?”

สวี่หล่างถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้ามั่นใจมาก ๆ!”

ผู้อาวุโสลำดับสองพยักหน้าแล้วพูดต่อ “เจ้านั่นน่าจะเพิ่งทำลายขีดจำกัดร่างกายมาไม่นาน เพราะกลิ่นอายที่ข้าได้รับจากตัวเจ้านั่น… ข้ามั่นใจ! ว่าเขาจะต้องเพิ่งขึ้นเป็นขั้นนายพลเมืองแน่ ๆ!”

ฟังเช่นนั้นแล้ว

สีหน้าของสวี่หล่างก็มืดมนลงไป

ก่อนที่เขตแดนลับจะเปิด มันเป็นอย่างที่สวี่เจินว่า ฉู่โม่วยังเป็นเพียงปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น ด้วยเวลาเพียงสองเดือนที่เข้าไปในเขตแดนลับ เขากลับออกมาพร้อมกับความแข็งแกร่งระดับนายพลเมืองแล้ว!

ไม่มีทางที่ผู้ปลุกพลังทั่วไปจะฝึกฝนตนเองด้วยความเร็วระดับนี้ได้เลย!

เว้นแต่ว่าจะได้รับโอกาสพิเศษ!

นั่นหมายถึง…

“สวี่เถียนและคนอื่น ๆ น่าจะถูกฉู่โม่วฆ่าทั้งหมด หรือต่อให้ไม่ใช่ฝีมือฉู่โม่วโดยตรง การที่พวกเขาตายภายในโบราณสถานนั้นก็น่าจะเกี่ยวข้องกับฉู่โม่วอยู่ดี!”

“แล้วสมบัติบรรพกาลที่อยู่ในโบราณสถานนั้น ก็น่าจะตกเป็นของฉู่โม่วแล้วด้วย!”

ตระหนักได้เช่นนั้น

ความเจ็บปวดและเหี้ยมโหดก็กัดกินจิตใจสวี่หล่าง

“ตำหนักลับนั้นถือเป็นความลับระดับสุดยอดที่ข้ามั่นใจมากว่าไม่มีใครอื่นรู้เรื่องนี้แน่ ๆ ดังนั้นแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ต้องเป็นเจ้านั่นอย่างแน่นอน! ข้าจะไม่ปล่อยมันไว้อีกต่อไป!”

“สวี่เจิน เจ้าส่งคนไปคอยจับตาดูฉู่โม่วเอาไว้ จับตาทุกการเคลื่อนไหวและการกระทำ เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่หนีออกจากฐานจินหลิงไปเสียก่อน!”

“แล้วหลังจากหนึ่งเดือนนี้ ข้าจะเป็นคนไปจัดการฆ่ามันด้วยมือของข้าเอง!”

สวี่หล่างพูดเสียงดัง

สวี่เจินรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย เขาพูดขึ้น “เรื่องแบบนี้ข้าว่าเราชักช้าจะไม่ได้การนะ ลงมือทำเลยไม่ดีกว่างั้นหรือ?”

“แน่นอนว่าชักช้าไปก็ไม่ได้การ แต่…”

สวี่หล่างพ่นลมหายใจออกมา เขาครุ่นคิดแล้วพูดขึ้น “ข้าถึงระดับสูงของนายพลเมืองแล้ว และมันยังขาดอีกนิดหน่อยเท่านั้นข้าถึงจะฝ่าขีดจำกัดไปได้ ดังนั้นภายในหนึ่งเดือนนี้ ข้าจะต้องสามารถขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้อย่างแน่นอน!”

รู้แบบนั้นแล้ว

สวี่เจินก็ทั้งตกใจทั้งดีใจ

“นั่น… นั่นมันเยี่ยมยอดไปเลย!”

“เช่นนั้นแล้ว จะปล่อยให้เจ้าฉู่โม่วมีชีวิตรอดไปอีกสักหน่อยก็แล้วกัน”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์