เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 13

บทที่ 13 ย่างก้าวหมอกควัน

ฐานลู่หยาง เมืองชั้นในที่สุด ภายในคฤหาสน์หลังโต

ชายวัยกลางคนที่ดูสง่างาม ผู้ซึ่งมีรัศมีอันแข็งแกร่งปกคลุมอยู่ทั่วทั้งร่าง ภายใต้ใบหน้าที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเศร้า เขาตะโกนออกมาเสียงดังว่า “ลูกชายของฉันตายโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนฆ่า คิดสิว่าแกต้องทำยังไง!”

ในตัวของโจวเฉิงตอนนี้กำลังเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นแบบสุดขีด

ก่อนหน้านี้ เขากำลังตั้งหน้าตั้งตารอให้ลูกชายสุดที่รักของตนกลับมาจากภารกิจไล่ล่าเพื่อบอกข่าวดี ทว่ามันกลับกลายเป็นข่าวร้ายอย่างที่สุดแสนจะเชื่อได้

เช่นนั้นแล้วจะให้เขายอมรับได้อย่างไร?

ตรงข้ามกับเขานั้น

เป็นเค่อเหนียน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต้นที่กำลังถูกตวาดใส่ เขาได้แต่ก้มหน้าก้มตาและฟังคำต่อว่าเท่านั้น

หลังจากที่ได้ต่อว่าอีกฝ่ายไปแล้ว โจวเฉิงก็ใจเย็นลงนิดหน่อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ถึงลูกชายของฉันโจวชี่จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่ในภารกิจนี้ก็มีแต่สัตว์อสูรระดับต่ำ ๆ เท่านั้น เป็นไปได้ยังไงที่พวกมันจะสามารถฆ่าลูกชายฉันได้? ต่อให้เป็นอุบัติเหตุก็แทบจะไม่มีทาง เพราะเขาน่ะมีพลังธาตุลมอยู่ อันตรายแทบจะมาถึงตัวเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! ไม่ผิดแน่… ต้องมีใครสักคนลอบทำร้ายเขาอยู่แน่ ๆ!”

“ลองไปตรวจดูซิว่ามีใครเป็นศัตรูกับลูกชายของฉันบ้าง! แล้วก็ดูด้วยว่าเขามีปัญหากับใครอยู่! จากนั้นค่อยลากตัวเจ้านั่นมาให้ฉัน!”

ได้ยินเช่นนั้น เค่อเหนียนก็รู้สึกได้ถึงความขมขื่นเล็กน้อยที่กำลังกัดกินภายในใจเขา

เขารู้ดีว่านิสัยของโจวชี่เป็นอย่างไร

เย่อหยิ่ง จองหอง มีศัตรูนับร้อยพันอยู่นอกบ้าน!!!

การที่บอกให้ไปหาคนที่คิดจะทำร้ายเด็กคนนี้… ไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทรเลย

แต่แล้ว

ในตอนนั้นเอง เขาก็คิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมาและอดไม่ได้ที่จะพูดทันที “พอพูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ครับ ตอนที่ออกไปเสาะหาเบาะแสมา ผมรู้มาว่านายน้อยเคยหลงใหลในตัวเฉินซีเวย นักเรียนในคลาสพิเศษที่สถาบันเดียวกัน ขณะเดียวกัน เฉินซีเวยคนนี้เป็นคู่หมั้นของเด็กที่ชื่อว่าฉู่โม่ว เด็กคนที่ว่านี้เป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีทั้งพลังกายหรือพลังพรสวรรค์อะไรเลย เขามาอยู่สถาบันอันดับที่หนึ่งนี้ได้ก็เพราะเฉินซีเวยล้วน ๆ แล้วเท่าที่ทราบมา ฉู่โม่วเป็นเพื่อนร่วมคลาสของนายน้อยครับ”

“นายน้อยของพวกเราค่อนข้างจะมองฉู่โม่วเป็นศัตรู และคอยดูถูกอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในตอนที่ภารกิจไล่ล่าจบลง ฉู่โม่วกลับเป็นฝ่ายครอบครองซากอสูรมากมายและได้อันดับหนึ่งของคลาสไปครองแทน!”

ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของโจวเฉิงก็เปลี่ยนไปทีละน้อย “แล้วทำไมแกถึงไม่ยอมบอกเรื่องสำคัญขนาดนี้กับฉันตั้งแต่แรก?”

“ผ… ผมแค่คิดว่าคนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่พลังกายไม่น่าจะน่าใส่ใจขนาดนั้นน่ะครับ…”

เค่อเหนียนสบถ

“ไอ้โง่เอ๊ย!”

คราวนี้สีหน้าของโจวเฉิงกลับไปเป็นใบหน้าที่ทุกข์เศร้าและมืดมนอีกครั้ง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “คนที่ไม่มีพลังกายไม่มีอะไรเลย แต่ยังสามารถรอดจากภารกิจไล่ล่าแถมยังได้ที่หนึ่งแบบนี้ มันต้องเกี่ยวข้องกับการตายของลูกชายฉันอยู่แล้วสิวะ!”

“ต่อให้เด็กคนนั้นจะไม่ได้ฆ่าลูกชายฉัน แต่มันยังกล้ามากที่มาเอาของของลูกชายฉันไป…เค่อเหนียน ไปหามันและเอาตัวฉู่โม่วนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

ด้วยคำพูดของอีกฝ่าย

เค่อเหนียนก็พูดขึ้นด้วยความลังเลใจ “น… นายท่านครับ! มันมีกฎที่ห้ามผู้ฝึกยุทธ์ลงไม้ลงมือกับคนธรรมดาภายในฐานอยู่นะครับ! แล้วยิ่งฉู่โม่วนั่นเป็นคู่หมั้นของนักเรียนที่อยู่ในคลาสพิเศษของสถาบันอันดับหนึ่งด้วย! ขืนเรื่องนี้แดงขึ้นมาล่ะก็ ผมกลัวว่าพวกเราจะได้รับผลกระทบหนักเอานะครับ!”

“แล้วฉันบอกเหรอว่าจะลงไม้ลงมือกับเจ้านั่น?”

โจวเฉิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “ฉันแค่บอกให้แกพาเด็กคนนั้นมาที่นี่ ฉันอยากจะถามอะไรเขาสักหน่อยด้วยตัวเอง ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่ถ้าหมอนั่นเป็นคนลงมือฆ่าลูกชายของฉัน ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างสงบสุขแน่ ๆ!”

“นอกจากนี้…”

“แกเองก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ไม่ใช่หรือไง? ตราบใดก็ตามที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีหลักฐานอะไร ต่อให้ทางฐานจะมาสงสัยฉัน มันก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะกล้าบุ่มบ่ามใส่ฉันอยู่แล้ว!”

ฟังแบบนั้นแล้วเค่อเหนียนก็พยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ ผมจะไปตามหาตัวเด็กคนนี้ให้เดี๋ยวนี้เลย!”

เมื่อเห็นว่าโจวเฉิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาจึงถอยออกจากจุดนั้นไป

หลังจากที่เขาจากไปแล้ว

โจวเฉิงผู้ที่ยังอยู่ในห้องก็ไม่สามารถอดกลั้นความโกรธของตนไว้ได้อีกต่อไป เขากำหมัดแน่นและต่อยลงไปที่โต๊ะอย่างแรง

ด้วยเสียงตู้มเพียงครั้งเดียว โต๊ะไม้ตัวแกร่งก็กลายเป็นฝุ่นได้ในพริบตา

โจวชี่ลูกชายของเขาได้จากเขาไปแล้ว พวกเขาพลัดพรากจากกันด้วยความตายที่ไร้การหวนคืน

นอกจากความเศร้าโศกที่มีต่อเหตุการณ์นี้ มันก็ไม่มีอะไรสามารถทำเพื่อลูกชายของตนได้อีก

แล้วอีกอย่าง…

ตอนนี้เรื่องของสมบัติลับเองก็สำคัญไม่แพ้กัน!

เขาไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ไปได้!

“ฉู่โม่ว…”

ด้วยชื่อที่พึมพำอยู่บริเวณริมฝีปากของตนเอง แววตาของโจวเฉิงก็แสดงให้เห็นถึงความแค้นเคืองอย่างชัดเจน

“ฉันกลับมาแล้ว”

เฉินซีเวยแบกถุงที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์อสูรถุงใหญ่ไว้ให้มั่น แล้วเปิดประตูเดินเข้ามาภายในบ้าน

ทว่าเพียงแค่กวาดตามอง เธอก็พบว่าบนโต๊ะมีอาหารมากมายถูกวางไว้อยู่แล้ว

จริง ๆ มันเริ่มมาตั้งแต่วันก่อน ๆ ที่ถ้าหากฉู่โม่วอยู่บ้าน เขาจะคอยทำอาหารเอาไว้รอเธอกลับมาเสมอ

แรก ๆ นั้นเธอก็ประหลาดใจ

แต่ตอนนี้เฉินซีเวยเริ่มจะชินกับมันแล้ว

หากเป็นเมื่อก่อน

ทุกครั้งที่กลับมาถึงบ้าน เธอจำเป็นต้องให้กำลังใจตนเองก่อนที่จะก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน ต้องทำให้ตนเองดูเยือกเย็นและไม่ไหวติงกับสิ่งที่จะต้องพบเจอใด ๆ ทั้งสิ้น

“เครื่องเสียเหรอ?”

ผู้ปลุกพลังสาวเกิดความประหลาดใจขึ้นมาทีละน้อย

แต่เมื่อสรุปได้ว่าอาจจะเป็นที่เครื่องมันเสีย เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก และตัดสินใจว่าค่อยเรียกช่างมาซ่อมวันพรุ่งนี้ก็ได้

เมื่อสรุปได้แล้ว เธอก็ละทิ้งเรื่องกวนใจและเริ่มฝึกฝนต่อไปทันที

‘ฮ่า… หลังจากความพยายามในหลายวันที่ผ่านมานี้ ในที่สุดพลังของฉันก็แตะ 4.4 ตันสักที อีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น! ถ้าเมื่อไหร่แตะ 4.5 ตัน ฉันก็จะสามารถเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้!’

‘แต่จะว่าไปแล้ว ไอ้ 0.1 ตันสุดท้ายนี่มันขึ้นยากจังแฮะ!’

‘ฉันคิดว่าตัวเองจะเข้าสู่การเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้วซะอีก ดู ๆ แล้ว จุดนี้จะเป็นคอขวดสำหรับการเป็นผู้ปลุกพลังสินะ!’

ภายในห้อง แววตาของฉู่โม่วกำลังเปล่งประกาย ขณะที่ในหัวก็คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นไปด้วย

วิธีที่จะทลายคอขวดนี้ ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน

เท่าที่รู้มาคร่าว ๆ คือมีผู้ปลุกพลังมากมายที่ต้องเจอกับปัญหาเช่นนี้ บางคนก็ผ่านมันไปได้อย่างรวดเร็ว แต่บางคนก็ติดอยู่ที่จุดนี้ ทำให้ไม่สามารถก้าวผ่านมันไปได้ตลอดชีวิต

ทุกสิ่งดูเหมือนจะถูกดลบันดาลเอาไว้เสียมากกว่า

ไม่มีกฎอะไรตายตัว

ดังนั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงพยายามใจเย็นกับเรื่องนี้

“ในเมื่อยังไม่มีใครหาวิธีแก้ไขเรื่องนี้ได้มาจนถึงตอนนี้ บางทีฉันเองก็คงจะยังท้อถอยไม่ได้ ฝึกวรยุทธ์เพิ่มไว้ก่อนดีกว่าเผื่อมันจะเกี่ยวข้อง”

ฉู่โม่วหยิบเอาหนังสือกระบวนท่าเล่มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งที่หน้าปกของมันเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘ย่างก้าวหมอกควัน!’

สิ่งนี้เป็นรางวัลที่เขาได้มาจากการที่เป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งจากทางสถาบัน

กระบวนท่าระดับทองแดง!

หนังสือเล่มนี้เพิ่งจะถูกส่งมาถึงมือเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง! แต่เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาง่วนอยู่กับการฝึกตนมาตลอด ก็เลยยังไม่ได้เปิดมันอ่านสักที

ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคเช่นนี้ เขาจึงถือเป็นโอกาสพักและหันมาอ่านหนังสือแทน

“ห้องนี้เหมือนจะเล็กเกินไปสำหรับการฝึกแฮะ… ท่าพวกนี้ต้องใช้พื้นที่บริเวณกว้างมาก ๆ ถ้ายังไงไปฝึกข้างนอกน่าจะเห็นผลกว่า”

คิดได้เช่นนั้น

ฉู่โม่วจึงตั้งใจที่จะออกไปข้างนอก

ซึ่งในจังหวะนั้นเขาได้ยินเสียงของเฉินซีเวยที่เผอิญกลับมาพอดี เพราะงั้นเขาจึงไม่ได้พกกุญแจไปด้วย เพียงแค่ปิดประตูไว้แล้วเดินออกไปเลย

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์