เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 132

บทที่ 132 พลังป้องกันเพิ่มขึ้นห้าเท่า!

[เป้าหมาย : ฉู่โม่ว]

[พลังกาย : อสนีบาตคงกระพัน]

[พรสวรรค์ : ธาตุไฟระดับ 5, ธาตุดินระดับ 5, ธาตุลมระดับ 4, ห้วงมิติระดับ 4, วิชากระบี่ระดับสูง, ธาตุไม้ระดับ 4, ธาตุน้ำระดับ 4, ธาตุมืดระดับ 4, ธาตุเหล็กระดับ 3]

“ธาตุดินจากระดับ 3 พัฒนาเป็นระดับ 5 …ไหน ขอดูซิว่าพลังป้องกันจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน!”

ฉู่โม่วกระตุ้นพลังธาตุดินระดับ 5 ที่เพิ่งได้มา และใช่คลื่นกระบี่ฟันลงไปที่แขนของตนเองทันที

เคร้ง!

เสียงที่ดังออกมายามที่คลื่นกระบี่ปะทะเข้ากับแขนของเขานั้นเหมือนกับเสียงเหล็กปะทะเข้ากับทองคำ ฉู่โม่วพบว่าบริเวณที่ถูกคลื่นกระบี่ปะทะนั้น มีเพียงรอยข่วนขาว ๆ ที่เพียงไม่นานก็หายไปเท่านั้น

เขาค่อย ๆ ทดลองเพิ่มพลังโจมตีไปทีละขั้น ๆ

เริ่มจากสิบเท่าก่อนแล้วใช้คลื่นกระบี่ฟันใส่แขนตนเอง

ด้วยระดับนี้ คลื่นกระบี่ทำให้บนแขนของเขาเกิดเพียงรอยสีขาวจาง ๆ เพียงเล็กน้อย

จากนั้นก็ขยับเพิ่มไปยังขั้นต่อไป

สามสิบเท่า!

สี่สิบเท่า!

การทดลองของฉู่โม่วดำเนินไปจนถึงการเพิ่มพลังร้อยห้าสิบเท่า เขาถึงเริ่มรู้สึกว่าคลื่นกระบี่ทำให้ผิวมีบาดแผลขึ้นมาได้สำเร็จ

“พลังป้องกันเพิ่มขึ้นห้าสิบเท่าเลย!”

ผลลัพธ์นี้ทำให้ฉู่โม่วแสดงสีหน้าตกตะลึง

ด้วยพลังป้องกันที่เพิ่มขึ้นสูงถึงห้าสิบเท่านี้ มันทำให้ฉู่โม่วต้องเพิ่มพลังอย่างน้อย ๆ ก็ร้อยห้าสิบเท่าถึงจะสร้างความเสียหายให้ร่างกายเขาเองได้ ซึ่งถ้าอิงจากพลังในปัจจุบัน นั่นหมายถึงสามารถป้องกันความเสียหายได้มากถึง 1.5 ล้านพลังช้างสารเลยทีเดียว!

ความเสียหายระดับนี้ แม้แต่จ้าวยุทธ์ทั่ว ๆ ไปยังไม่สามารถทำได้เลยด้วยซ้ำ!

หรือถ้าพูดให้ง่ายขึ้น

ในตอนนี้ ด้วยพลังป้องกันที่มี ยามที่กระตุ้นพลังของธาตุดินแล้ว ต่อให้เป็นจ้าวยุทธ์ก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้!

“ฉันแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว!”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว

หลังจากกลืนกินสัตว์อสูรระดับ 6 และได้เลือดสัตว์อสูรระดับ 6 มาจากกิ้งก่าสายฟ้า เขาก็ไม่สามารถกลืนกินสิ่งใดได้อีก

‘เท่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว!’

เมื่อคิดเช่นนั้น ฉู่โม่วก็ตัดสินใจที่จะกลับฐานไป

เขาเรียกเสี่ยวจินให้ลงมาและกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังของพญาหงส์ยักษ์ตนนี้ ควบคู่ไปกับเสียงร้องกังวานของมัน ร่างสีทองอร่ามทะยานกลับขึ้นฟ้าและมุ่งหน้ากลับไปยังฐานจินหลิงทันที

ไม่นานนัก

ฉู่โม่วก็กลับมาถึงหน้าประตูฐานจินหลิง

ขณะที่กำลังจะเดินเข้าไปในตัวฐานนั้นเอง เขาก็พบเข้ากับร่างที่คุ้นเคยอยู่บริเวณประตูทางเข้าเสียก่อน

ช่ายเฟิง!

เขาประหลาดใจเล็กน้อย เพราะไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเดินทางจากฐานลู่หยางมาที่นี่ และจากกลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้ว

ถ้าจำไม่ผิด ก่อนที่เขาจะออกจากฐานลู่หยาง ช่ายเฟิงยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางเท่านั้นเอง

ความเร็วในการพัฒนาของช่ายเฟิงนั้นนับว่าเร็วมาก ๆ เพียงไม่กี่เดือน เขาก็พัฒนามาได้ถึงเพียงนี้แล้ว สมแล้วกับการที่เป็นคนที่ฉู่โม่วมอบโอกาสให้!

ทว่า…

ตอนนั้นเอง ฉู่โม่วก็สังเกตเห็นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเถียงกับใครบางคนอยู่ และดูเหมือนการเถียงนี้กำลังจะลามไปเป็นความขัดแย้งด้วย เพราะงั้นเขาจึงรีบเดินเข้าไป

เสียงเรียกของฉู่โม่วลอยเข้าหูเจ้าของชื่อในระหว่างที่เขากำลังจะทะเลาะกับผู้ปลุกพลังเบื้องหน้าพอดี

“คุณฉู่โม่ว!”

ชายผู้นั้นหันกลับไปมองตามเสียง แล้วทันทีที่พบว่าผู้ที่เรียกเขานั้นคือฉู่โม่วที่เดินเข้ามาจะถึงตัวแล้ว สีหน้าที่กำลังอารมณ์เสียก็พลอยถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เจอกันนานเลยนะ… ว่าแต่มีปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่าน่ะ?”

ฉู่โม่วกล่าวถาม

ได้ยินดังนั้น

รอยยิ้มบนใบหน้าของช่ายเฟิงก็ค่อย ๆ หายไปและกลายเป็นรอยยิ้มแห้ง ๆ แทน “ผมคิดว่าการได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้จากใครบางคน มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญน่ะครับ คิดแบบนั้นก็เลยหวังว่าตัวเองจะเติบใหญ่ขึ้นได้อีก เพราะงั้นผมกับน้อง ๆ ก็เลยย้ายกันมาจากฐานลู่หยาง พวกเราตั้งใจว่าจะมาพัฒนาต่อที่ฐานจินหลิงแห่งนี้…”

“แต่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าการที่จะเข้าไปในฐานแห่งนี้ พวกเราจะต้องเจอกับปัญหาใหญ่… ไม่รู้มาก่อนเลยจริง ๆ ครับว่าภาษีเข้าเมืองมันจะสูงขนาดนี้ รวมถึงผมเองก็ไม่ได้มีหินปฐมกาลติดตัวมามากขนาดนั้นด้วย เพราะงั้นก็เลยพยายามคุยหาทางอะลุ่มอล่วยกับยามหน้าประตูเมืองเพื่อขอเข้าเมืองไปก่อน แล้วหลังจากนั้นจะขายบุปผาเทวะ เมื่อได้เงินแล้วจะรีบนำมาจ่ายค่าภาษีให้ในภายหลัง แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่านอกจากเขาจะไม่ยอมให้เข้าเมืองแล้ว ยังมาขอให้ผมขายบุปผาเทวะให้อีก!”

“บุปผาเทวะน่ะมีมูลค่าสูงกว่าสิบสามล้านหินปฐมกาล แต่จะซื้อในราคาสามล้านหินปฐมกาลเท่านั้น! แบบนี้มันต่างจากปล้นกันตรงไหนน่ะ!”

“ผมไม่อยากจะขายให้เขาก็เลยจะหันไปขายให้ผู้ปลุกพลังคนอื่นแทน ทว่าคนคนนี้กลับข่มขู่คนอื่น ๆ และไม่ยอมให้มาซื้อบุปผาเทวะไปจากผม ไม่เช่นนั้นแล้วคนเหล่านั้นจะได้เห็นดีกับยามคนนี้แน่ ๆ …ได้ยินแบบนั้นผมเลยอดไม่ได้แล้วบันดาลโทสะขึ้นมา!”

ระหว่างที่พูด น้ำเสียงของช่ายเฟิงก็แสดงให้เห็นถึงความเหลืออดเอาไว้ด้วย

“พูดมากเกินไปแล้วนะแกน่ะ รีบ ๆ ขายให้ฉันเร็ว ๆ!”

ในตอนนั้น

ยามหน้าประตูฐานที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ก็เร่งเร้าด้วยความร้อนใจ

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันจะจ่ายค่าภาษีให้เอง”

เห็นแบบนั้น ฉู่โม่วก็ตั้งใจที่จะนำหินปฐมกาลระดับต่ำสามล้านก้อนออกมาจากมิติพกพา เพื่อจ่ายเป็นภาษีค่าเข้าเมืองให้ช่ายเฟิงแทน

ทว่าใครจะไปคิด…

“ไอ้หนู ฉันแนะนำให้แกอย่าสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของฉันจะดีกว่า!”

“ไม่งั้นละก็…”

ปรมาจารย์ยุทธ์คนนั้นหันไปมองฉู่โม่วพร้อมกับพ่นคำขู่ทันที

ได้ยินแบบนั้น ฉู่โม่วก็ดูจะมีความสุขสุด ๆ

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีใครมาข่มขู่เขาเช่นนี้ ภายหลังจากที่เขาได้ทำลายตระกูลสวี่ไปจนสิ้นซากแล้ว

เพราะงั้นชายหนุ่มจึงถามกลับไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย “ไม่งั้นแล้วจะทำไม?”

“หา?”

ปรมาจารย์ยุทธ์ยืดอกอวดเบ่ง “ฉันคือผู้ปลุกพลังจากตระกูลเจียงเลยนะเว้ย! ถ้ายังแส่ไม่เข้าเรื่องอีก ฉันจะทำให้แกต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปทั่วทั้งฐานจินหลิงเลย!”

พูดจบ

เขาก็หันไปมองช่ายเฟิงอีกครั้งและถามด้วยความภาคภูมิใจ “แล้วแกละ ว่ายังไง? จะขายบุปผาเทวะนั่นให้ฉันหรือยัง?”

“ถ้าแกไม่ขายให้ฉัน ฉันสัญญาเลยว่าจะทำให้ไม่มีใครกล้ามาซื้อดอกนี่ไปจากแกให้ดู!”

“รวมถึงฉันจะทำให้แกไม่สามารถเข้าไปในฐานจินหลิงได้ตลอดชีวิตเลยด้วย!”

เมื่อโดนพูดเช่นนั้นใส่

ช่ายเฟิงก็กำหมัดแน่น

ความพยายามอย่างหนักของเขา ทำให้สามารถขยับขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในฐานลู่หยางคนหนึ่ง

แต่ใครจะไปรู้ว่าการเดินทางมายังฐานจินหลิงครั้งแรก กลับต้องมาถูกผู้ปลุกพลังที่รับหน้าที่เฝ้าประตูเมืองข่มขู่เช่นนี้ ความอับอายและโกรธเคืองนี้ช่างยากเหลือเกินที่จะปกปิดและอดกลั้นเอาไว้ในใจ

ทว่า…

เมื่อคิดถึงจุดประสงค์ที่มาที่นี่ บางทีนี่อาจจะเป็นบททดสอบแรกที่สวรรค์มอบให้ หากไม่ทำ เขาก็อาจจะต้องเจอบททดสอบอื่นรออยู่อีก ดีไม่ดี เรื่องในครั้งนี้อาจจะทำให้ฉู่โม่วพลอยต้องมาตกระกำลำบากกับตัวเขาด้วย

เพราะงั้นช่ายเฟิงจึงกัดฟันก่อนจะพูด “ก็ได้! ฉันจะขายให้นาย!”

พูดไปแบบนั้น

เขาก็เตรียมที่จะหยิบเอาบุปผาเทวะออกมาจากถุงเก็บของ

อย่างไรก็ตาม

ขณะที่กำลังเปิดปากถุง ฉู่โม่วก็เป็นฝ่ามารั้งมือเขาเอาไว้

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ แกรนหาที่ตายเองนะ!”

ปรมาจารย์ยุทธ์แห่งฐานจินหลิงที่คิดว่าบุปผาเทวะกำลังจะตกเป็นของเขาแล้วนั้น กลับถูกไอ้หนุ่มหน้าอ่อนมาขวางไว้ สีหน้าของเขาแสดงความหงุดหงิดเหลือล้น

“ใครกันแน่ ที่รนหาที่ตายน่ะ!”

รอจนกระทั่งฉู่โม่วเดินลับตาไปแล้ว

เสิ่นซวินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอกและปาดเหงื่อที่ไหลซึมท่วมหน้าผากออก

จากนั้นเขาก็หันกลับมามองปรมาจารย์ยุทธ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ทันใดนั้นความโกรธของเขาก็พลันลุกกลับขึ้นมา

“เอาล่ะ เจียงเกิง ถ้านายอยากจะหาที่ตายนักก็พูดมาตรง ๆ นี่ถึงขนาดไปข่มขู่จ้าวยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่เลย นายคิดว่าตัวเองกล้าดีมาจากไหน ฮะ!”

“เพราะงั้นฉันจะสนองความต้องการของนายเอง เลิกฝึกฝนแล้วไปทัวร์นรกซะ!”

เสิ่นซวินพูดด้วยความโกรธ

ในทันทีที่เขาพูดไปเช่นนั้น

ปรมาจารย์ยุทธ์นามว่าเจียงเกิงก็ล้มหน้าทิ่มไปกับพื้นโดยที่ไม่มีเลือดออกมาแต่อย่างใด

เขารู้ดี

คนคนนี้ตายแล้ว!

ขณะเดียวกัน

เหล่าผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ที่แต่เดิมอยู่ใกล้บริเวณประตูฐานอยู่แล้วก็พลอยหายใจด้วยความโล่งอกไปด้วย

“นั่นน่ะเหรอ จ้าวยุทธ์? น่ากลัวจริง ๆ!”

“เมื่อตอนที่ท่านฉู่ปลดปล่อยกลิ่นอายออกมา ฉันหายใจแทบไม่ออกเลยนะ!”

“น่ากลัว น่ากลัวมาก ๆ !”

สีหน้าของทุกคนแสดงความผ่อนคลายออกมา พวกเขาพูดคุยกันด้วยเสียงเบา

ภายในฐาน

ช่ายเฟิงหันไปพูดกับฉู่โม่ว “ขอบคุณมาก ๆ เลยครับคุณฉู่โม่วที่ช่วยพวกผมไว้ ผมจะรีบหาทางนำสามล้านหินปฐมกาลนั่นมาคืนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย!”

“พวกเรารู้จักกันมานานแล้ว ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้”

ฉู่โม่วโบกมือแทนความไม่ถือตัวแล้วถามกลับ “ว่าแต่พวกนายวางแผนจะทำอะไรกันต่อ?”

“ผมวางแผนที่จะพาน้องชายมาหาที่อยู่อาศัยในฐานนี้ก่อนน่ะครับ จากนั้นก็จะไปสมัครเข้าทีมนักล่าสักทีมแล้วจะได้ไปล่าสัตว์อสูรกัน”

เขาตอบคำถามตามความจริง

ฟังแบบนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็ส่ายหน้า

เขตป่ารอบฐานจินหลิงนั้นมีความอันตรายสูงกว่ารอบฐานลู่หยางมากนัก ต่อให้ช่ายเฟิงจะกลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้วก็จริง รวมถึงอาจจะมีพรรคพวกที่แข็งแกร่งอยู่ด้วย แต่อันตรายในป่าก็ไม่ใช่สิ่งที่คนระดับพวกเขาจะรับมือได้เหมือนฐานลู่หยางที่จากมา ลำพังเพียงจะฆ่าสัตว์อสูรสักตัวก็ถือว่างานช้างแล้ว

แต่ก็ใช่ว่าฐานนี้จะไม่มีที่ที่ เหมาะสมกับคนเหล่านี้….

ฉู่โม่วสามารถนำช่ายเฟิงเข้ามาร่วมตำหนักลับแห่งสวรรค์ได้!

ในตอนนี้ ตำหนักลับแห่งสวรรค์เพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่นาน มันยังมีสิ่งน่าเบื่ออีกหลายสิ่งที่ต้องจัดการ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่สำหรับฉู่โม่วและเฉินซีเวยที่จะจัดการสิ่งเหล่านี้เพียงลำพัง

ดังนั้นช่ายเฟิงจึงเป็นผู้ที่ดูเหมาะสมกับงานเหล่านี้มากที่สุดแล้ว

ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก แต่ด้วยบุคลิกภาพที่เป็นคนดีมาก ๆ คนหนึ่ง ทั้งมีทัศนคติที่ดีและซื่อสัตย์

เขาสามารถนำช่ายเฟิงไปเข้าทีมสำหรับจัดการปัญหายิบย่อยได้อย่างสบายใจ ถ้าอีกฝ่ายยินยอมน่ะนะ

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็พูดขึ้นมา “ช่ายเฟิง ฉันเพิ่งจะก่อตั้งกองกำลังของตัวเองขึ้นมา ชื่อว่าตำหนักลับแห่งสวรรค์ ถ้าไม่ติดอะไรนายสนใจจะเข้าร่วมด้วยไหม?”

ทันทีที่คำถามหลุดออกมา ใบหน้าของช่ายเฟิงก็ปรากฏร่องรอยของความเหลือเชื่อจนเห็นเด่นชัด

ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของฉู่โม่วว่าในตอนนี้สูงถึงเพียงไหน

แต่จากเมื่อตอนที่เห็นท่าทีของผู้ปลุกพลังที่ชื่อว่าเสิ่นซวิน ดูจะเคารพเขามาก ๆ คนที่แข็งแกร่งเช่นนั้นยังต้องก้มหัวต่อหน้าฉู่โม่วด้วยท่าทีหวาดกลัว

มันก็เป็นหลักฐานชัดเจนแล้วว่า …ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วนั้น น่าเกรงขามมาก ๆ!

และการที่ชายที่แข็งแกร่งขนาดนี้กล่าวเชิญเขาด้วยตนเอง…

ช่ายเฟิงก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือโอกาสอันดีงามของเขาอย่างแน่นอน!

มันอาจจะเป็นโอกาสเพียงครั้งเดียวในชีวิตนี้เลยด้วย!

ดังนั้น เขาจึงกล่าวตกลงโดยไม่ลังเลใด ๆ ทั้งสิ้น “คุณฉู่โม่ว ผมจะเข้าร่วมด้วยครับ!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์