บทที่ 133 คุณฉู่โม่วผู้ยิ่งใหญ่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก!
แบบนี้จุยเฟิงและพรรคพวกก็จะกลายเป็นผู้ปลุกพลังกลุ่มแรกในตำหนักลับแห่งสวรรค์
ฉู่โม่วพาพวกเขาไปยังอาคารสำนักงานใหญ่ของตำหนักลับแห่งสวรรค์ทันที
หลังจากที่เห็นอาคารขนาดมหึมาและยิ่งใหญ่ จุยเฟิงและคนอื่น ๆ ก็ตะลึงงัน
ตามการคาดเดาของพวกเขา
แม้ว่าฉู่โม่วจะตั้งกองกำลังขึ้น มันก็ควรจะเป็นแค่ขนาดเล็ก ๆ เท่านั้น ใครจะไปคิดว่ามันจะมีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้!
อาคารแสนยิ่งใหญ่เหล่านี้ไม่ได้หรูหรานักแต่ก็ยังแผ่กลิ่นอายสูงส่ง
แค่ชำเลืองมองก็สัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ข้างในแล้ว
เขาเข้าใจในทันที
ในอาคารเหล่านี้มีค่ายกลคอยคุ้มกันอยู่ และพวกมันยังเป็นค่ายกลที่ลึกล้ำอย่างถึงที่สุด
หากไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง แม้ว่าผู้ปลุกพลังขั้นจอมยุทธ์เป็นคนบุกเข้าไปก็จะได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถูกขังไว้ข้างในและไม่อาจหนีออกมาได้
อีกอย่าง…
เมื่อได้สลักค่ายกลมากมายอยู่ในอาคาร อณูชีวิตแห่งสวรรค์และโลกก็จะพัดเข้ามาใส่หน้าและซึมเข้าไปตามรูขุมขน
ทุกครั้งที่สูดหายใจ จุยเฟิงจะรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเบาขึ้น
มาตามสายลมแน่ ๆ
แค่ฝึกยุทธ์ที่นี่ แม้จะไม่มีเลือดสัตว์อสูรหรือสมบัติแห่งสวรรค์และโลกก็ยังเพิ่มความเร็วในการฝึกได้กว่าสองเท่า!
“นี่คือสำนักงานใหญ่ของตำหนักลับแห่งสวรรค์!”
เมื่อมาถึงโถงหลัก ฉู่โม่วก็กล่าวกับจุยเฟิงและคนอื่น ๆ “ส่วนนี่คือระบบกฎ รางวัล และการลงโทษเพื่อพัฒนาพลังของตำหนักลับแห่งสวรรค์ ทุกคนต้องอ่านให้ดี พรุ่งนี้ตำหนักลับแห่งสวรรค์จะเริ่มเกณฑ์ผู้ปลุกพลังและพวกนายเป็นคนรับผิดชอบ!”
“ตอนนี้ตำหนักลับแห่งสวรรค์ยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น ในฐานะผู้ปลุกพลังกลุ่มแรก ตราบใดที่ทำให้ดีที่สุดก็จะได้เป็นผู้อาวุโสของตำหนักลับแห่งสวรรค์ในอนาคต!”
ฉู่โม่วยื่นกฎที่เขาและเฉินซีเวยช่วยกันสร้างขึ้นมาให้กับจุยเฟิง
นอกจากจะมีการก่อตั้งตำหนักลับแห่งสวรรค์ของฉู่โม่วแล้ว กฎนี้ยังมีระบบรางวัลที่สมบูรณ์แบบด้วย
อย่างแรกคือระบบการเลื่อนตำแหน่ง
ตำหนักลับแห่งสวรรค์จะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน และผู้สืบทอด เช่นเดียวกันกับผู้อาวุโสที่ถูกแบ่งออกเป็นผู้อาวุโสและแขกอาคันตุกะอาวุโส
สำหรับศิษย์คนอื่น ๆ พวกเขาส่วนมากน่าจะมีอายุราวสิบห้าปีและพละกำลังต่ำหรือยังไม่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อน ตำหนักลับแห่งสวรรค์จะสอนศิลปะการต่อสู้พื้นฐานให้ หลังจากที่แสดงพรสวรรค์ออกมา พวกเขาจะถูกจัดเป็นศิษย์สายในและผู้สืบทอดที่แท้จริงตามความซื่อสัตย์และพรสวรรค์
ส่วนผู้ปลุกพลังทั่วไปนั้น ตราบใดที่ฝึกยุทธ์ได้ก็จะกลายเป็นศิษย์สายใน และคนที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้รับตำแหน่งแขกอาคันตุกะอาวุโสไป
หากแขกอาคันตุกะอาวุโสผ่านการประเมินและภักดีต่อตำหนักลับแห่งสวรรค์ พวกเขาก็จะได้รับตำแหน่งผู้อาวุโส และกลายเป็นสมาชิกหลักของตำหนักลับแห่งสวรรค์ผู้มีอำนาจไม่น้อย!
ยิ่งสถานะภายในสูงเท่าไร อำนาจที่ได้รับก็จะยิ่งสูงเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น ผู้สืบทอดที่แท้จริงจะสามารถแลกเปลี่ยนผลงานทั้งหมดเป็นสมบัติ ทรัพยากร และศิลปะการต่อสู้ในตำหนักลับแห่งสวรรค์ได้ ในขณะที่ศิษย์สายในนั้นสามารถแลกได้เพียงส่วนหนึ่ง และศิษย์สายนอกนั้นมีตัวเลือกในการแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ส่วนแต้มผลงานนับจากภารกิจของตำหนักลับแห่งสวรรค์หรือทรัพยากรที่นำมาให้
ดังนั้นแล้ว…
แม้ว่ากฎและระบบนี้จะโหดร้ายไปหน่อย แต่มันก็เป็นระบบที่ทุกกองกำลังใช้อยู่
“เข้าใจแล้ว ประมุขฉู่… ไว้ใจได้เลยครับ!”
จุยเฟิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ดีมาก”
ฉู่โม่วพยักหน้าและพูดคุยเรื่องรายละเอียดในการพัฒนากองกำลังกับจุยเฟิงก่อนจะจากไป
หลังจากที่รอจนเขาจากไป
สมาชิกข้างหลังจุยเฟิงก็เข้ามารวมตัวกันทีละคน ๆ
“หัวหน้า ประมุขฉู่คนนี้ทรงพลังในฐานจินหลิงขนาดนี้จริง ๆ ช่างน่าเหลือเชื่อ!”
“ตอนที่เข้ามาในเมือง รัศมีที่เสิ่นซวินปล่อยออกมาทรงพลังกว่าผู้ปลุกพลังที่ฉันเคยเห็นมาทั้งชีวิตอีก แต่เขาก็ยังระมัดระวังตัวต่อหน้าประมุขฉู่ คิดว่าประมุขฉู่คนนี้แข็งแกร่งขนาดไหนกัน?”
“อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นขั้นนายพลเมืองใช่ไหม?”
“มากกว่านั้นอีกเยอะ! ตอนแรกประมุขฉู่ฆ่านายพลเมืองได้ด้วยการฟันกระบี่ครั้งเดียวก่อนจะออกมาจากฐานลู่หยาง จนถึงตอนนี้ฐานลู่หยางก็ยังแผ่ขยายอย่างบ้าคลั่ง อย่างน้อยเขาต้องเป็นนายพลเมืองระดับสูงแน่!”
“นายพลเมืองระดับสูงเลยเหรอ! ชีวิตนี้พวกเราจะไปถึงขั้นนั้นได้ไหมนะ?”
“บางทีอาจจะสูงกว่าขั้นนายพลเมืองแล้วก็ได้ เสิ่นซวินเรียกประมุขฉู่ว่าคุณตลอดเลยไม่ใช่เหรอ? หรือว่าเขาจะข้ามขั้นนายพลเมืองไปแล้วจริง ๆ?”
พวกเขาพูดคุยกันจอแจด้วยความตกตะลึง
“อย่าพูดถึงพละกำลังของประมุขฉู่ตั้งลับหลังสิ เดี๋ยวเราก็ได้รู้เองแหละ!”
ตอนนั้นเอง จุยเฟิงพลันโบกมือและหยุดบทสนทนาเอาไว้
แล้วเขาก็พูดต่อ “ต้องขอบคุณความใจดีของประมุขที่ทำให้เราเข้าสู่ฐานจินหลิงได้สำเร็จและยังตั้งตัวได้ด้วย นี่คือของขวัญจากประมุข ทุกคนต้องจำความใจดีนี้ไว้และทำงานให้ดี ถ้าฉันรู้ว่าใครกล้ากินบนเรือนขี้บนหลังคา ฉันไม่ไว้ชีวิตแน่! เข้าใจไหม?”
ท้ายที่สุดเขาก็ถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“เจ้าใจครับหัวหน้า!”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ พวกเราเข้าใจแล้ว!”
“ใช่แล้ว!”
“พวกเราพี่น้องไม่มีทางหักหลังแน่!”
ทุกคนกล่าว
“ดีมาก”
จุยเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ใบหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “โอเค ทุกคนอย่ามัวแต่นิ่งเฉย สำรวจที่นี่ก่อน ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและเตรียมตัวเกณฑ์ผู้ปลุกพลังวันพรุ่งนี้!”
“รับทราบ!”
…
เช้าวันต่อมา
จุยเฟิงและพรรคพวกหยุดฝึกฝนและเริ่มไปทำงานที่สำนักงานใหญ่
แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันรับสมัครผู้ปลุกพลังอย่างเป็นทางการ สำหรับกองกำลังอย่างพวกเขาแล้วคงมีคนเริ่มเข้ามาตั้งแต่แรกไม่มากนัก
แต่ใครจะไปรู้…
“ทำไมถึงโด่งดังขนาดนี้ได้?!”
เขาสงสัยอย่างหนัก
มีปรมาจารย์ยุทธ์คนหนึ่งกำลังกรอกใบสมัครอยู่ข้าง ๆ เขาจึงเดินเข้าไปถาม “ขอทราบนามสกุลหน่อยได้ไหม?”
“ไม่ต้องถามแค่นามสกุลหรอก ผมชื่อเหอคุน!”
ปรมาจารย์ยุทธ์คนนั้นเห็นจุยเฟิงและรู้ได้ทันทีว่าเขาคือผู้รับผิดชอบการรับสมัครผู้ปลุกพลังของตำหนักลับแห่งสวรรค์ เขาจึงไม่กล้านิ่งเฉยและพูดจาถ่อมตัวเอาไว้
“ปรมาจารย์ยุทธ์เหอ ทำไมถึงอยากเข้าร่วมตำหนักลับแห่งสวรรค์ล่ะ?”
จุยเฟิงถามด้วยความสงสัย
“ก็ต้องเป็นเพราะประมุขฉู่น่ะสิ!”
เหอคุนกล่าวด้วยความนับถือ
“ประมุขฉู่ทำอะไรถึงได้เชิดชูเขาขนาดนี้เหรอ?”
จุยเฟิงถาม
“คุณไม่รู้เหรอ?”
เมื่อได้ยินคำถาม ปรมาจารย์ยุทธ์เหอคุนก็เงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าและสายตาเหลือเชื่อ
เขาดูคาดไม่ถึงสิ่งนี้
ยังมีคนไม่รู้เรื่องของประมุขฉู่ผู้ยิ่งใหญ่อยู่อีก!
เมื่อเห็นสายตาของปรมาจารย์ยุทธ์เหอคุณ จุยเฟิงก็สงสัยยิ่งกว่าเก่าและรีบถาม
“งั้นถ้าคุณไม่รู้ ผมจะเล่าเรื่องประมุขฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ให้ฟังเอง!”
ปรมาจารย์ยุทธ์เหอกระแอมและเริ่มพูดไม่หยุด
ด้วยคำบอกเล่าของเขา
จุยเฟิงถึงกับต้องตะลึงงันและหัวใจสั่นสะท้าน
“เขาสังหารจ้าวยุทธ์ที่มาโจมตีได้ด้วยการฟันกระบี่แค่ครั้งเดียวต่อหน้าสาธารณะชน!”
“แล้วเขาเพียงคนเดียวก็เข้าไปในตระกูลสวี่ ทำลายหนึ่งในสี่ตระกูลหลักของฐานจินหลิงและสังหารผู้อาวุโสของตระกูล!”
“ผู้อาวุโสของทั้งสี่ตระกูลหลัก รวมถึงตระกูลกู่ ตระกูลเสิ่น และตระกูลโจวต้องหวาดผวาเพราะพลังของคุณฉู่ จนพวกเขาเริ่มเสนอตัวช่วยกำจัดตระกูลสวี่ให้เลยทีเดียว!”
“เขามีพละกำลังไร้เทียมทานในฐานจินหลิง!”
“เมื่อโด่งดังไปทั่วโลก เขาอาจจะกลายเป็นเจ้าแห่งกระบี่เลยก็ได้!”
เมื่อได้ยินคำสาธยายของปรมาจารย์ยุทธ์เหอคุณ
จุยเฟิงก็สติหลุดไปพักใหญ่และรู้สึกราวกับว่าฝันไป
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน
เขาก็ได้สติกลับมา
เขาไม่อาจซ่อนความตกตะลึงไว้ในจิตใจและพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว “งั้นท่านประมุขก็มีพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวเหนือมาก ๆ เลยน่ะสิ… ฉันไม่มีค่าพอจะมองหลังของเขาด้วยซ้ำ!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์