เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 134

บทที่ 134 ซ่อนอยู่ในฝัก และเฉินซีเวยเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์!

“ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย!”

ฉู่โม่วลืมตาขึ้นในห้องฝึกยุทธ์และแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา

ตอนนี้การฝึกฝนของเขาพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ในขั้นนายพลเมือง หากฝึกฝนไปถึงระดับสูงก็จะมีโอกาสการเข้าสู่ขั้นจ้าวยุทธ์ แต่ทว่าก็ไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน

ฉู่โม่วจึงเริ่มทำความเข้าใจความหมายของกระบี่ระหว่างที่ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ

แต่โชคไม่ดีนัก

เพราะเขามีแค่พรสวรรค์สำหรับการฝึกฝนวิชากระบี่ระดับสูง เขาจึงยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แม้แต่น้อย!

ที่จริงแล้ว

ถ้าฉู่โม่วไม่เข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ในตอนแรกเริ่มและได้รับโอกาสอย่างแผ่นศิลารู้แจ้ง ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิ่มทักษะเจตจำนงแห่งกระบี่ขึ้นไปถึง 50%!

อย่างไรแล้ว…

ปกติผู้ปลุกพลังที่มีวิชากระบี่ระดับสูงนั้นเข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากพัฒนาขึ้นสัก 10% ก็เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว!

“แค่ตามหาพรสวรรค์วิชากระบี่ที่สูงกว่านี้หรือสมบัติที่เพิ่มพรสวรรค์วิชากระบี่ได้!”

ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น!

มันจะต้องใช้โอกาสและโชคไม่น้อย

“ฝึกคมกระบี่สวรรค์เร้นลับและย่างก้าวปีศาจไร้เงาก่อนแล้วกัน!”

ฉู่โม่วตัดสินใจ

แม้ว่าเขาจะเชี่ยวชาญกระบวนท่าทั้งสองแล้ว ย่างก้าวปีศาจไร้เงาก็เป็นกระบวนท่าระดับเงินและคมกระบี่สวรรค์เร้นลับก็เป็นกระบวนระดับทอง พวกมันเป็นวิชาที่ฝึกฝนได้ยากทำให้เขาต้องฝึกมาจนถึงทุกวันนี้

หนทางยังอีกยางไกลกว่าจะสมบูรณ์แบบ

ฉู่โม่วตั้งใจจะฝึกฝนต่อไปเพื่อให้ทักษะการเคลื่อนไหวรวดเร็วขึ้นและให้ทักษะกระบี่แม่นยำขึ้น

อย่างแรกคือย่างก้าวปีศาจไร้เงา

ชายหนุ่มเริ่มจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน

วิชาเคลื่อนกายระดับเงินนั้นลึกลับเป็นอย่างมาก ผู้ปลุกพลังจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปีในการพัฒนาไปสู่จุดที่สมบูรณ์แบบ เว้นเสียแต่ว่าจะมีพรสวรรค์พลังธาตุที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยย่นระยะเวลา

ฉู่โม่วมีพรสวรรค์ธาตุลมและยังเคยใช้ย่างก้าวปีศาจไร้เงาในการต่อสู้จริงมาหลายครั้งจึงมีประสบการณ์มากมาย

ดังนั้นแล้วภายใต้การจดจ่อเช่นนี้ ความเร็วในการฝึกก็เรียกได้ว่าเร่งรุดอย่างก้าวหน้า

เขาใช้เวลาเพียงยี่สิบวันเท่านั้น

ย่างก้าวปีศาจไร้เงาก็ถูกฝึกฝนจนสมบูรณ์แบบแล้ว!

หลังจากนั้น

ชายหนุ่มก็เริ่มฝึกฝนคมกระบี่สวรรค์เร้นลับอีกครั้ง

แม้ว่าวิชากระบี่นี้จะอยู่ในระดับทอง แต่เขาก็เข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ไปกว่า 50% แล้ว ความเร็วในการทำความเข้าใจไม่ได้ช้าลงเลย แต่กลับเร็วยิ่งขึ้นกว่าเก่า!

“ทำไมมือกระบี่ทุกคนต้องมีฝักกระบี่ล่ะ?”

“เพราะมันคือความหมายที่แท้จริงของกระบี่ ไม่ใช่การสังหาร แต่คือการหลบซ่อน!”

“กระบี่ที่ยังไม่ถูกดึงออกมามีพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”

“นั่นคือหลักการของคมกระบี่สวรรค์เร้นลับ จุดสำคัญไม่ใช่ตอนที่ดึงกระบี่ออกมา แต่เป็นตอนที่กระบี่ยังหลบซ่อนอยู่ในฝัก จิตใจจะได้รับการฝึกฝนและคมกระบี่จะถูกยับยั้งไว้!”

“เมื่อถูกชักออกมาจากฝักด้วยรัศมีแห่งความชั่วร้าย หากมองเห็นมันก็จะต้องตกตะลึงทันที ไม่มีสิ่งใดที่มันตัดไม่ได้และไม่มีใครที่มันสังหารไม่ได้!”

“จิตใจอยู่ที่ไหน กระบี่ก็จะชี้ไปที่นั่น!”

หลังจากที่พึมพำ เจตจำนงแห่งกระบี่อันแข็งแกร่งก็พลุ่งพล่านออกมาจากร่างกาย อณูแห่งชีวิตในจุดตันเถียนไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง แล้วเกิดเสียงระเบิดขณะที่มันไหลจากจุดตันเถียนเข้าไปในเส้นลมปราณ!

ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก คลื่นอันน่าตกตะลึงปะทะเข้าที่ชายฝั่ง เลือดและอณูแห่งชีวิตเดือดพล่านหลั่งไหลเข้าไปในเส้นลมปราณภายในคราวเดียว

มีเสียง ‘กร๊อบ’ ราวกับว่าบางสิ่งในร่างแตกสลาย เลือดและอณูแห่งชีวิตที่เดือดพล่านหมุนเวียนอย่างบ้าคลั่งในร่างกาย กระแสปราณกระบี่ 365 แห่งทั่วทั้งร่างกายสั่นสะท้านอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในขณะเดียวกัน

กระบี่สารทสังหารที่ฉู่โม่ววางไว้บนเข่าพลันสั่นไหวราวกับว่ามันทนไม่ไหวและอยากจะออกมาจากฝักเต็มทน

แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่ทันเห็นและแค่หลับตาลงเพื่อใช้สมาธิต่อไป

นอกจากความเข้าใจอย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่ฉู่โม่วไม่รู้คือ…

เมื่อกระบี่สารทสังหารตรงหน้าสั่นไหว กระบี่ทั่วทั้งฐานภายในรัศมีโดยรอบ ไม่ว่าจะห้อยอยู่ที่เอวหรืออยู่ในมือของผู้ปลุกพลังก็ต้องสั่นไหวโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง

ไม่ว่าจะเป็นกระบี่หรือมีดสั้น หรือแม้กระทั่งมีดทำครัว…

ตอนนี้พวกมันทั้งหมดพลันสั่นไหวในทันใด!

เหตุการณ์นี้ทำให้สวรรค์และโลกต้องสั่นสะท้านไปจนถึงกาลอวกาศ!

ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

มีเพียงผู้อาวุโสของตระกูลกู่ ตระกูลเสิ่น และตระกูลโจว รวมไปถึงผู้อาวุโสหมัวแห่งพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วที่สัมผัสบางสิ่งได้ราง ๆ

“ดูเหมือนว่า… จะมาจากคุณฉู่โม่ว!”

“วิชากระบี่ของคุณฉู่โม่วทรงพลังยิ่งกว่าเก่าอีก!”

“ขีดจำกัดเขาอยู่ที่ไหนกัน?”

“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน คาดเดายากเหลือเกิน!”

พวกเขาพึมพำขึ้นมาคนแล้วคนเล่าด้วยความตกตะลึงในแววตา

และตอนนี้

ตอนที่ฉู่โม่วกำลังศึกษาคมกระบี่สวรรค์เร้นลับ เขาอยู่ในห้องฝึกยุทธ์ห้องหนึ่งในคฤหาสน์

เฉินซีเวยเองก็กำลังทำสมาธิอยู่

เมื่อสัมผัสได้ถึงรัศมีอันรุนแรงจากอีกฝั่งหนึ่งของคฤหาสน์ ความอ่อนโยนที่หาพบได้ยากก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยสงบนิ่งของเธอ

“สามีของฉันแข็งแกร่งจริง ๆ แต่เขาก็ยังฝึกอย่างหนัก… เฉินซีเวย ถ้าเธอไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนมองไม่เห็นหลังของเขาก็ต้องฝึกให้หนักกว่านี้!”

เธอมองดูผลึกแก้วน้ำแข็งในมือและคิดกับตัวเอง

สิ่งนี้เข้ากับเธอเป็นอย่างดี แม้ว่ามันยังไม่ยอมจำนนและกลายเป็นพื้นฐานพลังของเธอ ทว่าแค่ถือไว้ในมือเธอก็สัมผัสได้ว่าร่างกายเริ่มเข้ากับมันได้ดี

“สามีเอาสิ่งเรียกวิญญาณระดับสูงมาให้ทั้งที เฉินซีเวย เธอจะทำให้เขาผิดหวังไม่ได้!”

หลังจากที่คิดดังนั้น เธอพลันได้ยินเสียงกระบี่หวีดหวิว สัมผัสได้ถึงความเฉียบคมและหลุดออกจากสมาธิ

สำหรับผู้ปลุกพลังทั่วไป การฝึกฝนจะต้องใช้สถานที่ที่เงียบสงบ

การเรียกวิญญาณและสร้างพื้นฐานพลังนั้นสำคัญสำหรับผู้ปลุกพลังมาก พวกเขาต้องการความเงียบและสงบอย่างถึงที่สุด

แต่ตอนนี้เฉินซีเวยก็สัมผัสได้ว่าเสียงเหล่านั้นไม่ส่งผลต่อเธอ

เมื่อรู้ดังนั้นเธอก็สบายใจ

เธอยังคงงดงามเช่นเดิม เพียงแต่ว่าตอนนี้ดูเยือกเย็นขึ้นเล็กน้อย

เหมือนกับดอกบัวหิมะที่เบ่งบานอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนภูเขาอันหนาวเหน็บ

“ฉู่โม่ว!”

เมื่อเฉินซีเวยเห็นผู้เป็นสามี เธอก็ยิ้มกว้างและกล่าวทักทายทันที

รัศมีเยือกแข็งบนร่างกายของเธอจางหายไปอย่างเห็นได้ชัด

“ได้ยังไงกัน?”

ฉู่โม่วมองดูรัศมีบนร่างกายของเธอและอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“โชคดีที่ฉันไม่ต้องอับอายไปตลอดชีวิตแล้ว ฉันสร้างพื้นฐานพลังไร้ที่ติและเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว…”

หญิงสาวยิ้มก่อนจะโค้งคำนับลงและกล่าว “ขอบคุณนะ!”

“คุยกับฉันไม่ต้องสุภาพเป็นทางการนักหรอก!”

ฉู่โม่วพูด

เธอพยักหน้าอย่างเชื่อฟังทันที

แค่มองเข้าไปในตาของฉู่โม่วเธอก็เห็นประกายแสงที่ส่องสว่างราวกับดวงดารา

ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “เห็นเธอเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ฉันก็โล่งใจ!”

“ต่อไปเธอควรฝึกฝนให้หนัก ด้วยพรสวรรค์คงใช้เวลาไม่นานในการเข้าสู่ขั้นนายพลเมือง!”

เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซีเวยก็ยังคงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังต่อไป

“วันนี้เธอสร้างพื้นฐานพลังไร้ที่ติและเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้ว วันนี้เป็นวันดี ฉันจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้กินเอง!”

ฉู่โม่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม!”

เธอยิ้มกว้างและตอบอย่างมีความสุข

ต่อหน้าคนนอกทั้งหลาย…

เธอมักจะเย็นชาและเข้าถึงยากราวกับภูเขาน้ำแข็ง

มีเพียงอยู่ต่อหน้าฉู่โม่วเท่านั้นที่เธอสามารถเปิดเผยนิสัยเด็กน้อยของตัวเองออกมาได้

หลังจากนั้น

ทั้งสองก็ออกไปที่ตลาดจับจ่ายซื้ออาหารเหมือนชาวเมืองทั่วไป

พวกเขาไม่ได้ซื้อเนื้อสัตว์อะไร

เพราะยังมีเนื้อสัตว์อสูรระดับ 5 และกระทั่งระดับ 6 อยู่ในที่เก็บของของฉู่โม่ว

เมื่อกลับไปที่คฤหาสน์ ชายหนุ่มก็จัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ด้วยตัวเอง

หลังจากที่กินอาหารเรียบร้อย ทั้งสองก็ไม่ได้ไปฝึกฝนต่อ แต่กอดและพูดคุยกันบนโซฟาเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบนินทาในเมือง

แม้ว่าตอนนี้ทั้งสองจะมีฐานการฝึกที่ค่อนข้างสูงและมีพละกำลังมหาศาลแล้ว

ทว่าท้ายที่สุด…

ทั้งสองก็ยังคงเป็นเด็ก

วันเวลาผ่านไป…

ในไม่ช้าฉู่โม่วก็ได้รับข่าวคราวจากจุยเฟิง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์