เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 136

บทที่ 136 รับสมัครสามนายพลเมือง และเขตแดนลับที่ตระกูลสวี่ทิ้งไว้

เมื่อได้ฟังคำถามของฉู่โม่ว

สวี่ชวนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ขอบอกคุณฉู่ตามตรง ผมเกิดในฐานเล็ก ๆ อย่างซินชางที่อยู่รอบฐานจินหลิง บรรดาผู้อาวุโสในตระกูลล้วนแต่ตั้งความหวังกับผมไว้สูง!”

“แต่ผมก็ไม่ได้ทำตามความคาดหวังนั้น ผมเลือกที่จะฝึกวิชาเมื่ออายุได้สิบห้าปี ในเวลาไม่ถึงสามสิบปี ผมก็มีพลังระดับนายพลเมือง!”

“นั่นทำให้ครอบครัวของผมกลายเป็นกำลังสำคัญในฐานซินชาง!”

“ไม่นาน เพื่อที่ก้าวขึ้นไปอีกขั้น ผมจึงตัดสินใจออกเดินทาง แต่ใครจะไปคิดว่า…”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนไป

ความเกลียดชังปรากฏขึ้นในแววตาของเขา

“เมื่อแปดปีที่แล้ว!”

“…พฤกษาม่วงเร้นลับปรากฏขึ้นใกล้กับฐานซินชาง มันสามารถทำให้นายพลเมืองมีโอกาสข้ามไปสู่ขั้นจ้าวยุทธ์ได้!”

“ครอบครัวของผมต่างช่วยผมรักษาสมบัติชิ้นนี้ไว้!”

“แต่ตระกูลสวี่สายหลักรู้ข่าวจากที่ไหนไม่แน่ชัด พวกมันส่งนายพลเมืองหลายคงมาช่วงชิงไป แถมยังทำลายครอบครัวผมจนสิ้น!”

“คนในตระกูลผมมีทายาทสายตรงทั้งหมด 137 คน และมีคนในดูแลร่วม 426 คน พวกเขาทั้งหมดล้วนถูกฆ่า ไม่มีใครเหลือรอดสักคนเดียว!”

ตัวเลขเหล่านั้นเค้นจากไรฟันอย่างยากเย็น

จินตนาการออกได้ไม่ยากเลยว่าเขาเกลียดชังตระกูลสวี่เพียงไร

“ตั้งแต่นั้นมา ผมก็สาบานกับตัวเองว่าจะทำลายตระกูลสวี่สายหลักให้สิ้นซาก!”

“น่าเสียดายที่พวกมันเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของฐานจินหลิงที่มีพลังมหาศาล การจะจัดการพวกมันจึงยากแสนเข็ญ”

“จริงอยู่ที่ผมมีความสามารถ แต่ไม่กี่ปีมานี้ผมก็เพียงเอาแต่ต่อสู้กับสัตว์อสูรในป่า ตลอดแปดปีที่ผ่าน ผมเข้าใกล้จุดสูงสุดของพลังขึ้นมาก อีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงขั้นจ้าวยุทธ์… แต่ว่ามันไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย!”

“ผมคิดว่าถ้าต้องการจะเห็นตระกูลสวี่สายหลักย่อยยับ ผมก็ต้องแก้แค้น ผมกลัวเหลือเกินว่าจะต้องทนอยู่เพื่อนับวันที่ไม่มีทางมาถึง!”

“ใครจะรู้เล่า…”

“ในตอนที่สิ้นหวังที่สุด จู่ ๆ ก็ได้ยินว่าตระกูลสวี่สายหลักพินาศแล้ว!”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ดวงตาของเขาก็เริ่มมีประกายสดใส ก่อนจะเริ่มพึมพำออกมา “ฆ่าสวี่หล่างด้วยกระบี่ต่อหน้ากลุ่มคนทั้งหลาย จากนั้นก็ทำลายคฤหาสน์ตระกูลสวี่ ตัดหัวพวกบรรพบุรุษ และกวาดล้างพวกมันทั้งตระกูล!”

“นี่คือสิ่งที่ผมเฝ้าคิดมาเสมอ ในที่สุดคุณก็ทำ ท่านฉู่ผู้ยิ่งใหญ่! มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าผมยินดีแค่ไหนที่ได้รู้ ยากนักที่ผมจะหยุดฝึกวิชาและออกไปเมาหัวราน้ำเพื่อดื่มด่ำกับความสำเร็จ!”

รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา

ไม่นานสวี่ชวนก็ส่ายหน้าและถอนใจเบา ๆ “ตลอดชีวิตของผมนับแต่ที่ครอบครัวล่มสลาย เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ก็เพื่อแก้แค้นเท่านั้น ตอนนี้คุณฉู่ช่วยให้ผมแก้แค้นได้สำเร็จ คุณคือผู้มีพระคุณของสวี่ชวนผู้นี้!”

“นี่เป็นเหตุผลที่เมื่อผมรู้ว่าคุณกำลังตามหาผู้ปลุกพลัง ผมจึงรีบมาทันที ผมเพียงต้องการจะรับใช้คุณและทำทุกอย่างเท่าที่คุณปรารถนา!”

พูดจบ เขาก็โค้งตัวคำนับอย่างนอบน้อม

ได้ฟังเช่นนั้นฉู่โม่วก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุใดสวี่ชวนถึงเข้าร่วมตำหนักลับแห่งสวรรค์

แม้จะรู้สึกพิลึกไปบ้าง แต่สัมผัสได้จากดวงตาว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นจริงแท้

ฉู่โม่วรับรู้ถึงความมุ่งมั่นที่เขาจะเข้าร่วมตำหนักลับแห่งสวรรค์แล้ว

ดังนั้นแล้ว

ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ผมก่อตั้งตำหนักลับแห่งสวรรค์มาก็ต้องมองหาคนที่มีพรสวรรค์!”

“คุณมีระดับพลังอยู่ที่ขั้นนายพลเมืองระดับ ความแข็งแกร่งที่มีก็ไม่เลว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะขยับไปสู่ขั้นจ้าวยุทธ์ในอนาคต!”

“เพราะอย่างนั้น…”

“จากนี้ไปคุณมีหน้าที่เป็นผู้อาวุโสในตำหนักลับแห่งสวรรค์ สามารถเริ่มงานตอนนี้ได้เลย!”

ปกติแล้วผู้ปลุกพลังที่อยู่ในระดับสูงของขั้นนายพลเมืองเป็นคนของโรงผลิตไฟฟ้าใหญ่ ๆ ในฐานจินหลิง

ฉะนั้นจะถือว่าสวี่ชวนไม่สลักสำคัญก็คงไม่ได้

เหตุนี้ฉู่โม่วจึงเสนอตำแหน่งผู้อาวุโสให้แก่เขา

เมื่อได้ยินดังนั้น

สวี่ชวนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดวงหน้าของเขาประกายด้วยความสุข “ขอบคุณคุณฉู่ที่เห็นคุณค่า สวี่ชวนผู้นี้ขอฝากตัวกับท่านประมุขด้วย!”

เขาคำนับอย่างจริงจัง

ฉู่โม่วยอมรับการคารวะนั้นด้วยท่าทีสงบและช่วยอีกฝ่ายให้หยัดตัวขึ้น

นับแต่นั้นมาทั้งสองก็ร่วมมือกัน

“ยินดีกับท่านประมุขฉู่ที่ได้ยอดคนอย่างผู้อาวุโสสวี่มาอยู่ข้างตัว!”

ตอนนั้นเอง จุยเฟิงได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดี

ฉู่โม่วเอ่ยอย่างมีความสุข “ฉันเพิ่งจะสร้างตำหนักลับแห่งสวรรค์ขึ้นมา หลายสิ่งหลายอย่างยังคงไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก คุณสามารถฝึกฝนที่สำนักงานใหญ่ไปก่อน พออะไร ๆ เข้ารูปเข้ารอยแล้ว คุณก็สามารถเลือกสิ่งที่จะทำได้ตามต้องการ!”

“รับทราบครับ”

สวี่ชวนพยักหน้า

หลังจากนั้น ทั้งสองก็สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานจากนั้นมีผู้ปลุกพลังผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่านายพลเมืองคนอื่น ๆ ได้ทราบข่าวและต้องการที่จะพบฉู่โม่ว

สวี่ชวนรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังมีสิ่งที่ต้องทำ ดังนั้นเขาจึงเลือกจะขอตัวออกมา

ขณะที่กำลังเดินออกจากห้องโถง

เสียงของฉู่โม่วดังขึ้นที่ด้านหลัง

“ท่านผู้อาวุโสสวี่…”

“แม้ว่าคุณจะเข้ามาอยู่ในตำหนักลับแห่งสวรรค์ด้วยความจริงใจ แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อการตอบแทนกันเท่านั้น”

“หากในอนาคตคุณไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ก็สามารถไปได้ทุกเมื่อ!”

ร่างของสวี่ชวนผละไปเล็กน้อย

เขาหันกลับไปและคำนับฉู่โม่วด้วยท่าทางสงบอีกครั้ง

ในห้วงเวลานั้น ไม่อาจมีคำพูดใดจะเป็นคำตอบ

อย่างไรความตั้งใจของเขาก็ไม่มีทางผิดเพี้ยน

สองชั่วโมงต่อมา

ชายหนุ่มได้พบกับผู้ปลุกพลังอีกสี่คน

หนึ่งในนั้นมีชื่อเสียงในทางไม่ดี เขาจึงได้ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ในขณะที่อีกคนคล้ายจะมีปัญหาเล็กน้อยซึ่งเขาก็ปฏิเสธไปเช่นกัน และยังมีอีกสองคนที่ฉู่โม่วรับเอาไว้

ทั้งคู่เป็นผู้ชายและผู้หญิง

ตำหนักลับแห่งสวรรค์สร้างขึ้นมาบนซากปรักหักพังของตระกูลสวี่

ดังนั้นฉู่โม่วจึงเพ่งพิศในการใช้จิตสัมผัสทันที และเริ่มสำรวจพื้นที่ทุกตารางนิ้วรอบกายด้วยความระมัดระวัง

เนื่องจากพลังแห่งห้วงมิติได้รับการพัฒนาจนถึงระดับ 4 จิตสัมผัสของเขาจึงสามารถส่งไปได้ไกลราว ๆ 8.05 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมถึงหนึ่งในสามของสำนักงานใหญ่ตระกูลสวี่

หากค้นหาอย่างถี่ถ้วนก็จะสามารถพบมันภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง

อย่างที่คาดไว้

ไม่นานนัก

ฉู่โม่วพบความผิดปกติเกิดขึ้นในห้วงมิติ เขารวบรวมพลังจิตสัมผัสทันที เพื่อขยายจุดเชื่อมต่อเหล่านั้นให้บังเกิดรอยแยก

ถึงอย่างนั้น

ไม่ว่าเขาจะขับเคลื่อนพลังไปเท่าใดก็ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง

“ดูเหมือนว่าทางเข้าจะถูกปิดกั้นไว้ จะเปิดก็ต้องใช้กุญแจ!”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขตแดนลับนี้คล้ายกับเขตแดนลับหมื่นบุปผาที่เคยเข้าไปมาก่อน จะเปิดมันได้ก็ต้องมีเครื่องมือ นั่นคือกุญแจสู่เขตแดนลับ

เช่นเดียวกับแผ่นหมื่นบุปผาของหมัวซานซาน

โดยทั่วไปแล้วเขตแดนลับที่ต้องอาศัยกุญแจในการเปิดมักจะเป็นเขตแดนลับขนาดเล็ก หรือเขตแดนลับพิเศษบางประเภท

เห็นทีมันคงจะเป็นเพียงเขตแดนลับเล็ก ๆ

หากไม่มีกุญแจเพื่อเปิดเขตแดนลับพิเศษ มันจะทำไปสู่การล่มสลายของเขตแดนลับโดยง่าย

‘แต่ว่า…’

‘เขตแดนลับพิเศษนั้นเป็นสิ่งล้ำค่ามาก ถึงตระกูลสวี่จะแข็งแกร่งก็ยังเป็นไปได้ยากที่จะควบคุมของแบบนี้ได้’

‘เป็นไปได้สูงที่จะเป็นเพียงเขตแดนลับขนาดเล็ก!’

‘ด้วยพลังแห่งห้วงมิติขั้นสูงที่ฉันมี น่าจะพอเปิดมันได้!’

คิดได้เช่นนั้น

ฉู่โม่วยิ่งพิจารณาไปยังมิติดังกล่าว จากนั้นจึงเรียกพลังแห่งห้วงมิติออกมา

ทันใดนั้น

พลังห้วงมิตินับไม่ถ้วนรายล้อมกายของเขา สร้างมิติเชือดเฉือนซึ่งไม่อาจเล็งเห็นด้วยตาเปล่าขึ้นบนฝ่ามือ

เพียงโบกมือหนึ่งครั้ง

มิติเชือดเฉือนพุ่งตรงไปเบื้องหน้า ก่อนจะเฉือนลงยังมิติ

วินาทีต่อมา จุดสีดำเล็ก ๆ ปรากฏเหนืออากาศ มันค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นรอยร้าวสีเข้ม

รอยแยกนั้นกว้างขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งหยุดการขยายตัวลงเมื่อมีขนาดราวสองเมตร

ภายในรอยแยกนั้น

ฉู่โม่วสัมผัสได้ถึงพลังแข็งแกร่งเร้นลอดออกมา

นั่นหมายความว่า…

เขตแดนลับถูกเปิดแล้ว!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์