เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 153

บทที่ 153 หมาป่าสวรรค์คำราม และความแข็งแกร่งแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน

เวลาผ่านไป สัตว์อสูรที่ออกมาจากรอยแยกมิติก็เริ่มถูกกำจัดไปอย่างช้า ๆ

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายคนเริ่มจะโล่งใจ

ทว่า

“บรู้ววววว!”

จากระยะไกล เสียงหอนที่ดังกังวานก็เรียกความสนใจจากทุกคนที่อยู่ละแวกนั้น

ควบคู่มากับเสียงหอน

บนพื้นดิน ฝุ่น หิน ดินทรายมากมายก็เริ่มสั่นสะเทือนเป็นจังหวะ

ผู้ปลุกพลังทุกคนหันมองตามเสียงหอนโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วพวกเขาก็พบกับสัตว์อสูรตนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาช้า ๆ จากอีกฟากหนึ่ง

มันเป็นหมาป่าตัวใหญ่ที่มีขนสีดำปกคลุมร่างกาย!

แม้ขนาดของมันจะไม่ใหญ่มาก แต่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายที่นำพามาซึ่งความน่าหวาดกลัว ปากที่ยื่นยาวเผยให้เห็นเขี้ยวอันแหลมคมเล็กน้อย และกรงเล็บสีเงินทั้งสี่เองก็คมจนราวกับว่าทำมาจากใบมีดก็มิปาน อสูรตนนี้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรสังหารชีวภาพสักนิดเดียว!

“หมาป่าสวรรค์คำราม!”

“ไม่มีทาง เจ้านี่… เจ้าหมาป่าสวรรค์คำรามตัวนี้ เป็นสัตว์อสูรระดับ 6 ชั้นกลาง!”

จ้าวยุทธ์บางคนจำมันได้แม่น และเขาก็อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้

หมาป่าสวรรค์คำราม มีสายเลือดเดียวกับหมาป่าสวรรค์จันทราสีเงิน ซึ่งโดดเด่นในท่าคลื่นเสียงอันทรงพลัง การคำรามของมันสามารถทำให้จ้าวยุทธ์ตกอยู่ในภวังค์ความงุนงงได้ไม่ยากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรสายพันธุ์นี้รวดเร็วมาก!

ทุกการเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า และยากเกินกว่าที่จะจับต้องได้!

ในตอนนั้น

หมาป่าสวรรค์คำรามตนนี้แหงนหน้าขึ้นและเตรียมตั้งท่าเหมือนจะแผดเสียงออกมา

“ไม่ดีแล้ว!”

“มันเตรียมจะใช้การโจมตีด้วยคลื่นเสียง! ทุกคน ระวังตัวไว้!”

เห็นเช่นนั้น จ้าวยุทธ์คนหนึ่งก็หน้าถอดสี

และเมื่อสิ้นเสียงบอกเตือนนั้นเอง

“บรู้วววววววววววว”

เสียงคำรามของหมาป่าตัวใหญ่นี้ก็ดังกังวานไปทั่วพื้นที่กว่าร้อยกิโลเมตรในทันที

คลื่นเสียงที่เกิดจากการหอนนี้รุนแรงเสียจนสามารถมองเห็นระลอกคลื่นแผ่เป็นวงกว้างมาตามอากาศได้ มันทำให้ทั้งนายพลเมืองและจ้าวยุทธ์ที่อยู่ในระยะตกอยู่ในภวังค์งุนงงได้แม้จะอุดหูแล้วก็ตาม ดวงตาของพวกเขาต่างพร่ามัว รวมไปถึงอณูแห่งชีวิตกับร่างกายก็เริ่มอ่อนล้าจนลำพังแค่ยืนให้นิ่งยังทำได้ยาก

เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตนเองได้ผล เจ้าสัตว์ร้ายก็ส่ายตัวไปมาด้วยความหยิ่งผยอง

มันตั้งท่าให้มั่น

ก่อนที่ร่างนั้นจะเคลื่อนที่อย่างว่องไว เพียงชั่วพริบตา มันก็หายจากจุดที่เคยอยู่และพุ่งเข้าใส่นายพลเมืองที่มันเล็งเป้าหมายไว้

นายพลเมืองผู้เคราะห์ร้ายไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย เขาทำได้เพียงรับการโจมตีนั้นเข้าไป

ไม่จบเพียงเท่านี้

ภายหลังจากที่มันโจมตีได้หนึ่งครั้งแล้ว มันก็กระโจนเปลี่ยนตำแหน่งไปโจมตีใส่ผู้ปลุกพลังคนอื่นต่ออย่างรวดเร็ว

ในชั่วพริบตา นายพลเมืองระดับสูงหลายคนก็บาดเจ็บหนักกันเสียแล้ว!

“หยุดนะ…”

“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเหิมเกริมไปมากกว่านี้อีกแล้ว!”

ฉูซงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด เขาพุ่งเข้ามาพร้อมกับปราณกระบี่ที่น่ากลัวในมือ หมายจะกำจัดหมาป่าสวรรค์คำรามตนนี้

ทว่า…

การเคลื่อนไหวของหมาป่าสวรรค์คำรามตนนี้เร็วเกินไป!

กระบี่ของฉูซงไม่อาจถึงตัวมันได้เลย หนำซ้ำเมื่อเจ้าหมาป่าหลบได้แล้ว มันยังหันกลับมาใช้กรงเล็บสร้างบาดแผลให้กับฉูซง และทำให้เขากระเด็นถอยไปไกลได้อีกด้วย

เลือดปริมาณมหาศาลหลั่งไหลออกมาจากร่างที่ลอยอยู่เหนืออากาศ ยามที่ร่างนั้นร่วงลงไปนอนกับพื้น เขาก็แทบจะขยับไม่ได้เลย

แม้ว่าฉูซงจะไม่ได้ถึงแก่ความตาย แต่ก็ชัดเจนว่าเขาบาดเจ็บหนักเสียแล้ว

ผู้ปลุกพลังทุกคนเห็นเหตุการณ์นี้ชัดเจน!

สัตว์อสูรตนนี้แข็งแกร่งเสียจนพวกเขาเริ่มจะตัวสั่นด้วยความกลัวขึ้นมา!

“บรู้ววว!”

ในตอนนั้น

หมาป่าสวรรค์คำรามแผดเสียงอีกครั้ง คลื่นเสียงที่ออกมาทำให้ผู้ปลุกพลังหลายคนตกอยู่ในภวังค์ของความงุนงงได้อีกครา และเช่นเดิม มันใช้ลูกไม้เก่า ร่างกายที่ปกคลุมด้วยขนสีดำของมันหายไปอย่างรวดเร็ว มันใช้จังหวะที่ผู้ปลุกพลังทำอะไรไม่ได้ พุ่งเข้าใส่จ้าวยุทธ์คนหนึ่งที่พลาดโดนคลื่นเสียงไปด้วย!

และเป้าหมายของมันในครานี้…

คือกู่ชาง!

เลือดและอณูแห่งชีวิตของกู่ชางในตอนนี้ถูกคลื่นเสียงก่อนหน้าสะกัดไว้ ทำให้เขาไม่อาจงัดไม้เด็ดอะไรมารับมือได้ และถึงจะมีอัตราการฟื้นฟูอณูแห่งชีวิตที่รวดเร็ว แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ถือว่ายังเร็วไม่พอ!

ชายชราทำได้เพียงมองการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของหมาป่าสวรรค์คำรามด้วยความสิ้นหวัง เพียงไม่นาน ร่างนั้นก็เข้ามาใกล้เขา แววตาของมันเต็มไปด้วยความโหดร้ายและกระหายเลือดยามที่มองมา

ครั้งนี้กู่ชางค่อนข้างมั่นใจ ว่าเขาไม่มีทางรอดจริง ๆ เพราะงั้นเขาจึงค่อย ๆ หลับตาลง

จังหวะต่อมา

เคร้ง!

เหตุการณ์ที่ร่างของเขาถูกกรงเล็บแหลมคมขย้ำกลับไม่ได้เกิดขึ้นจริง กลับกันมันมีเสียงของโลหะที่เข้าปะทะกันจนเกิดคลื่นสั่นสะเทือนตีวงกว้างมากระทบหน้าเขาแทน

กู่ชางลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย

ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นภาพที่สลักลงไปในใจเขาโดยไม่ทันตั้งตัว

ร่างที่ขวางกั้นระหว่างเขาและหมาป่าสวรรค์คำราม

เป็นฉู่โม่ว!

ชายหนุ่มผู้นี้เข้ามาช่วยชีวิตเขาไว้!

“ท่านจ้าวยุทธ์กู่ชาง ผมมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้แล้ว เพราะงั้น เดี๋ยวเจ้านี่ ผมจัดการเอง ท่านไปช่วยจ้าวยุทธ์คนอื่นทางนู้นเถอะ!”

ฉู่โม่วพูดย้ำ

“ขะ… เข้าใจแล้วครับ! ยังไงก็ตาม คุณฉู่โม่วระวังตัวด้วย!”

กู่ชางพยักหน้าแล้วรีบกระตุ้นอณูแห่งชีวิตเพื่อออกจากจุดนี้ไป

ภายหลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายไปแล้ว ฉู่โม่วก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับหมาป่าสวรรค์อีกครั้ง

เท่าที่รู้จากท่าทีของจ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ หมาป่าสวรรค์คำรามตนนี้รวดเร็วมาก ๆ แถมยังมีท่าโจมตีด้วยคลื่นเสียงที่น่ากลัว แต่เพราะฉู่โม่วได้กลั่นสร้างปฐมวิญญาณของตนเองได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะงั้นการโจมตีด้วยคลื่นเสียงของหมาป่าสวรรค์คำรามตนนี้ จึงไม่อาจจะสร้างความเสียหายให้แก่เขาได้อีกต่อไป และไม่แม้แต่จะทิ้งผลข้างเคียง!

ดังนั้น…

เมื่อตอนที่สัตว์อสูรตนนี้หมายจะโจมตีกู่ชาง เขาจึงสามารถเข้ามาแทรกกลางได้ทันเวลา

“ในฐานะที่เป็นสัตว์อสูรระดับ 6 พลังของแกดูจะไม่ได้มากสักเท่าไรเลยนี่เมื่อเทียบกับฉัน!”

“กับอีแค่เร็วกว่าน่ะ…”

“ให้ฉันกระตุ้นธาตุลมบ้างเดี๋ยวเราจะได้รู้กันว่าใครจะเร็วกว่าใคร!”

จากการปะทะกันก่อนหน้า มันทำให้ฉู่โม่วพอจะคาดคะเนพลังและความแข็งแกร่งของหมาป่าตัวนี้ได้แล้ว

“กรรรร!”

ขณะนั้น หมาป่าสวรรค์คำรามมองไปยังฉู่โม่วด้วยเขี้ยวที่ขบกัดกันแน่น มันส่งเสียงคำรามออกมาเบา ๆ

ราวกับกำลังขู่

ใช่แล้ว…

หากมองมายังร่างของหมาป่าตนนี้ดี ๆ แล้ว ทุกคนจะเห็นได้ว่า บริเวณขาหน้าของมันกำลังสั่นเทา และมีเลือดไหลออกมาให้เห็นอยู่บ้าง

การปะทะกันก่อนหน้านี้

เมื่อมองไปยังภาพเบื้องหน้า ฉู่โม่วเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะพรึงกลัว

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมการโจมตีแก่นวิญญาณของสิ่งมีชีวิต ถึงเป็นการโจมตีที่ทรงพลังมากที่สุด นั่นเพราะไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีพลังโจมตีหรือป้องกันที่แกร่งกล้าขนาดไหน ก็ไม่อาจจะต้านการโจมตีรูปแบบนี้ได้!

‘แค่เริ่มฝึกกระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนได้ไม่เท่าไร ก็ยังมีพลังระดับนี้!’

‘หากฝึกฝนให้เก่งกล้าได้ พลังของมันจะขนาดไหนกัน!?’

เขาอดไม่ได้ที่จะคิดต่อ

“คะ… คุณฉู่โม่ว… ฆ่าเจ้าหมาป่านั่นได้จริง ๆ งั้นเหรอ?”

“เดี๋ยวสิ แต่เมื่อกี้จู่ ๆ หมาป่าสวรรค์นั่นก็ล้มไปเองเลยไม่ใช่หรือไง!?”

“เขาใช้วิธีอะไรกันน่ะ!”

ขณะเดียวกัน

เหล่าจ้าวยุทธ์ที่เห็นภาพนี้ ต่างอุทานกันออกมาด้วยความตกใจ

พวกเขาเห็นเพียงฉู่โม่วสะท้อนการโจมตีของหมาป่าสวรรค์คำรามด้วยกระบี่เท่านั้น แล้วจู่ ๆ เจ้าหมาป่านั่นก็ล้มลงไปกองกับพื้นเลย

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรที่ทำให้สัตว์อสูรที่ดุร้ายตนนี้ตายได้ แม้จะจับตามองอยู่ก็ตาม!

การตายปริศนานี้ ทำให้เหล่าจ้าวยุทธ์ทั้งหมดตกใจกันมาก ๆ ว่ามันคือกระบวนท่าอะไร!

และด้วยเหตุนี้

พวกเขารู้สึกว่าความแข็งแกร่งของฉู่โม่วสูงเกินกว่าจะคาดการณ์ได้ขึ้นไปอีกขั้น!

ด้วยการตายของหมาป่าสวรรค์คำราม ทำให้เหล่าสัตว์อสูรที่เหลือไม่อาจจะยืนต้านผู้ปลุกพลังได้นานนัก ไม่นานพวกมันก็ถูกไล่กำจัดไปเรื่อย ๆ

เพียงชั่วพริบตา

สัตว์อสูรที่ออกมาจากรอยแยกมิตินี้ก็ถูกกำจัดไปจนหมด

อย่างไรก็ตาม ทุกคนที่มาร่วมศึกนี้ยังไม่ได้ผ่อนคลายกันสักทีเดียว พวกเขาไปยืนรอกันที่หน้ารอยแยกเผื่อว่าจะมีสัตว์อสูรจากข้างในวิ่งออกมาด้านนอกอีกระลอก

เวลาผ่านไป

ไม่นานก็ครบวันตามที่กำหนด

ในที่สุด ค่ายกลเวทรูปแบบใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์ มันทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อมกับเปล่งแสงสีฟ้าออกมา ค่ายกลเวทนี้มีรูปทรงเหมือนถ้วยที่ถูกคว่ำลง และมันก็ผนึกพื้นที่รอบมิติรอยแยกนี้ไว้ได้จนหมด

เห็นเช่นนี้แล้ว ผู้ปลุกพลังทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอก

“ค่ายกลเวทที่ดีที่สุดได้ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นต่อไป พวกเขาจะเข้าไปในรอยแยกมิตินี้เพื่อสังหารศิษย์สำนักหมื่นอสูรให้หมดสิ้นไป!”

ตอนนั้นเอง บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็พูดขึ้น

ภายหลังจากที่ค่ายกลยักษ์ถูกสร้างเสร็จแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะมีสัตว์อสูรหนีออกจากที่นี่ไปได้อีก ซึ่งนี่ถือเป็นฤกษ์งามที่จะได้เริ่มแผนการ ‘ปิดประตูตีแมว’ ตามที่วางไว้เสียที

ได้เวลาออกล่าศิษย์แห่งสำนักหมื่นอสูรแล้ว!

ด้วยเหตุนี้เอง ภายหลังจากที่รักษาบาดแผลกันเสร็จเรียบร้อย ผู้ปลุกพลังทุกคนจึงพร้อมที่จะบุกเข้าไปในรอยแยกมิติกันอย่างคึกคัก

แต่ก่อนจะเข้าไป

บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็หยิบเอาบางสิ่งบางอย่างที่รูปร่างคล้ายกับนาฬิกาข้อมือออกมาจากมิติพกพาเสียก่อน

“สิ่งนี้คือ เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็ก ภายหลังจากที่เข้าไปภายในรอยแยกแล้ว หากเจออันตราย พวกเจ้าสามารถใช้งานมันเพื่อส่งสารหาคนที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ เพื่อให้เขามาช่วยเหลือให้เร็วที่สุด!”

ผู้ปลุกพลังทุกคนรับนาฬิกาสื่อสารนี้ไปคนละเรือนก่อนจะสวมมันอย่างระมัดระวัง ยังไงเสีย การมีสิ่งที่พอจะช่วยชีวิตได้ในยามคับขันก็ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรคอยช่วยเลยอยู่แล้ว

ซึ่งฉู่โม่วเองก็รับนาฬิกาข้อมือนี้ไปสวมด้วยเช่นกัน

“งั้นก็ เริ่มแผนการได้!”

บรรพบุรุษตระกูลหมัวพูดขึ้นเสียงดัง แล้วเดินนำเหล่าผู้ปลุกพลังคนอื่นเข้าไปภายในรอยแยกมิติ

ไม่เว้นแม้แต่ฉู่โม่วที่เดินตามไปไม่ห่าง

ในทันทีที่ก้าวขาเข้ามาในรอยแยกมิติได้ ความรู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุนอย่างรวดเร็วก็เกิดขึ้นในห้วงความคิดของทุกคน และเมื่อพวกเขาประคองตนเองได้อีกครั้งพร้อมกับลืมตามองเบื้องหน้า โลกที่คุ้นเคยก็เปลี่ยนไปแล้ว…

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์