เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 157

บทที่ 157 ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง และจำนวนไม่ใช่ปัญหา!

นักรบอสูรที่กำลังควบคุมค่ายกลอยู่นั้นไม่ได้รับรู้ถึงอันตรายที่กำลังย่างกรายเข้ามาเลย

เขามองไปยังค่ายกลขนาดใหญ่ที่ขังเหล่าผู้ปลุกพลังฝั่งมนุษย์เอาไว้ด้วยสีหน้าพออกพอใจ

ทว่า…

ตอนนั้นเอง

หอกแสงทองคำก็พุ่งตรงเข้ามาจากระยะที่ไม่ไกลมากนัก

ก่อนที่เขาจะได้เห็นสิ่งนั้น

ภายในหัวของเขาก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีอาวุธเล่มยาวแทงเข้ามา ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่กายภาพ หากแต่เป็นความเจ็บปวดลึกถึงจิตวิญญาณ ใบหน้าที่เคยยิ้มพอใจนั้นก็ซีดลงในทันที

‘ขะ… ข้าโดนลอบโจมตีงั้นเหรอ?!’

มันตระหนักได้แล้วว่าบางสิ่งบางอย่างเพิ่งจะโจมตีใส่มัน แต่กว่าจะรู้ตัว สติที่หลงเหลือก็โดนขจัดจนหายไปแล้ว

ไม่เพียงแต่สติเท่านั้น

เพราะแสงสีทองทำลายแม้กระทั่งจิตวิญญาณในจังหวะเดียวกันด้วย

ตุ้บ!

ร่างของนักรบอสูรตนนั้นร่วงจากฟากฟ้าลงไปนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินจนเกิดเสียงดัง

ส่วนแผ่นศิลาค่ายกลนั้น เมื่อไร้ซึ่งผู้ควบคุม มันก็ยกเลิกการสร้างค่ายกลเจ้าปัญหาไปทันที

ด้วยเหตุนี้เอง

ค่ายกลสีแดงเลือดที่เคยกดพลังของผู้ปลุกพลังฝั่งมนุษย์เอาไว้ ก็กลายสภาพเป็นเพียงระลอกคลื่นและจางหายไปในชั่วพริบตา

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ทุกสายตาต่างประหลาดใจ

ไม่เว้นแม้แต่นักรบอสูรที่เคยยืนอยู่ข้าง ๆ อสูรผู้ถือศิลาค่ายกลกับฉูซงต่างก็หันมองกันเองด้วยความประหลาดใจ

อย่างไรก็ตาม

ไม่ทันที่จะได้คำตอบ

แสงสีทองก็พุ่งออกมาเหมือนหอกทองคำอีกครั้ง

ในคราวนี้เป้าหมายเป็นนักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์ ร่างกายของมันนิ่งแข็งก่อนที่ดวงตาจะเหลือกกลอกมองบนแล้วร่วงจากฟ้าราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง

นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น!

วินาทีต่อจากนี้

ทั้งนักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์ หรือแม้แต่สัตว์อสูรระดับ 6 ต่างร่วงหล่นจากฟากฟ้าราวกับเป็นตุ๊กตาไร้วิญญาณกันทีละตน ๆ

ไม่ว่าพวกมันจะเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งขนาดไหน หรือแม้ว่าจะสร้างโล่อณูแห่งชีวิตขึ้นมาแล้วก็ยังไม่อาจจะรับมือได้!

ชั่วพริบตา

นักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์ห้าตนก็ตายลงไปเป็นที่เรียบร้อย

“บ้าเอ๊ย!”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะ!?”

“มีพวกหนอนแมลงซ่อนตัวอยู่งั้นเหรอ? ออกมาสิวะ!”

นักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์คลุ้มคลั่งขึ้นมา

ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว อณูแห่งชีวิตและเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของมันเดือดพล่าน มันเริ่มโจมตีมั่วซั่วไปรอบตัวหมายจะไล่หาศัตรูที่กำลังซ่อนตัวอยู่

ทว่า…

เพียงแค่เสียงโวยวายนั้นเงียบลง

หอกทองคำก็ปักเข้าไปที่หัวของมันด้วยอีกตน มันไม่มีโอกาสได้คำรามร้องอีกต่อไป

ภาพสถานการณ์ที่น่าประหลาดนี้สะกดทุกสายตา

และมัน…

ก็ทำให้ทุกคนที่เห็นจ้าวยุทธ์อสูรตายเช่นนี้ต่างพากันหวาดกลัวขึ้นมาสุด ๆ

ส่วนฉูซง

เขามองภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้า แล้วก็คิดถึงวิธีการที่ฉู่โม่วใช่ปราบสัตว์อสูรระดับ 6 หมาป่าสวรรค์คำรามที่ด้านนอกรอยแยกขึ้นมาได้… สิ่งนี้ช่างคล้ายกันเหลือเกิน!

‘ฉู่โม่ว!?’

“เจ้าฉู่โม่วอยู่ที่นี่งั้นเหรอ!?”

คิดได้ดังนั้น เขาก็เริ่มสั่นกลัวแล้วตะโกนออกมาเสียงดัง

บนใบหน้าของเขามีร่องรอยของความหวาดกลัวถูกซ่อนไว้ในแววตาที่หันมองรอบตัว

ขณะนั้น

มนุษย์ที่กำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่บนเทือกเขา เมื่อเห็นว่าค่ายกลเจ้าปัญหาที่คอยกดพลังไว้สลายไปแล้ว แม้มันจะเป็นผลดี แต่นี่ก็ทำให้ผู้ปลุกพลังเหล่านี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อได้ยินฉูซงตะโกนก้อง สีหน้าของพวกเขาก็แสดงความประหลาดใจและเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง

“ท่านฉู่มาช่วยพวกเราแล้ว!”

“เยี่ยมไปเลย!”

“อ๊ะ ความแข็งแกร่งของฉันฟื้นกลับมาแล้ว!”

“เอาละ ได้เวลาไล่ฆ่าพวกสำนักหมื่นอสูรแล้ว!”

เมื่อพลังกายของเขาฟื้นฟู ขวัญกำลังใจของพวกเขาก็ฟื้นตามมาด้วยและเริ่มที่จะโต้กลับในทันที

ถึงแม้ว่าทั่วทั้งร่างจะมีแต่บาดแผลและคราบเลือด รวมถึงอณูแห่งชีวิตที่เหลือก็ไม่ได้เยอะแยะอะไรแล้ว ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้ พวกเขาสามารถรีดเอาพลังแฝงระดับสุดยอดออกมาได้

ในส่วนของศิษย์สำนักหมื่นอสูร

เพราะพลังของฉู่โม่วน่ากลัวมาก ๆ พวกเขาเกรงกลัวเสียจนจิตใจที่เอาไว้สู้ก็พลอยลดต่ำลงไปด้วย ถึงแม้ว่าพื้นฐานนักรบอสูรพวกนี้จะแข็งแกร่งกันเป็นทุนอยู่แล้ว แต่ยังถูกบรรยากาศกดพลังให้ลดต่ำลงไปอยู่ดี

สถานการณ์ตอนนี้ได้พลิกกลับแล้ว!

แต่แล้ว…

ในตอนนี้ นักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์ของสำนักหมื่นอสูรและสัตว์อสูรระดับ 6 อีกห้าตัวได้ถูกฉู่โม่วใช้กระบวนท่าลับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนกำจัดไป

และด้วยจำนวนสัตว์อสูรระดับสูงที่มากถึงสิบเอ็ดตัวนี้ มันก็กินพลังของฉู่โม่วไปมากพอสมควรเลยด้วย

สังเกตได้จากกงล้อทองคำที่อยู่บริเวณด้านหลังของจิตวิญญาณปฐมกาลในร่างของฉู่โม่ว

‘ดูท่าจะถึงขีดจำกัดแล้วสินะ’

‘หากฝืนใช้ต่อไปละก็ กงล้อทองคำได้เสียหายหนักแน่ ๆ !’

ฉู่โม่วคาดคะเนในใจ

ถึงพลังของกงล้อทองคำนี้จะแข็งแกร่งมาก ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อจำกัดใด ๆ

ด้วยระดับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณปฐมกาลที่ฉู่โม่วครอบครองนี้ เขาสามารถใช้แสงสวรรค์โจมตีได้สิบกว่าครั้งเท่านั้น หากใช้มากไปกว่านี้ มันจะทำให้กงล้อทองคำแห่งจิตวิญญาณปฐมกาลพลอยถูกทำลายไปด้วย นั่นหมายถึงเขาจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างมันขึ้นใหม่อีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน

นั่นหมายถึงจิตวิญญาณของเขาจะเสียหายด้วยเช่นกัน

และถ้าเป็นเช่นนั้น เขาจะเป็นฝ่ายเสียมากกว่าได้แทน

“ฉู่โม่ว! ถ้าเจ้ามีความสามารถจริงก็ออกมาสิ! เลิกหดหัวใช้พรสวรรค์แล้วโผล่ออกมา!”

“ออกมาแล้วสู้กับข้าอย่าสง่าผ่าเผยเสีย!”

ฉูซงตะโกนก้องอยู่บนฟ้า

การที่ได้เห็นจ้าวยุทธ์ที่เคียงบ่าเคียงไหล่ล้มตายไปอย่างต่อเนื่อง มันทำให้ความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจเขาอย่างรวดเร็ว

เพราะงั้นในตอนนี้ เขาแทบจะเป็นบ้าเข้าไปทุกที

“ถ้าอยากจะเจอหน้ากันขนาดนี้ก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ เดี๋ยวจะช่วยสนองความต้องการก่อนตายให้เอง!”

ฉู่โม่วค่อย ๆ เผยตัวออกมากลางอากาศโดยที่ในมือถือกระบี่สารทสังหารเอาไว้ด้วย

สัตว์อสูรจำนวนมากรวมไปถึงนักรบอสูรก็รีบเข้ามาและไล่ฆ่าฉู่โม่วทันที

ถึงแม้ว่าพวกมันจะกลัวฉู่โม่วมาก ๆ

แต่ก็เข้าใจดีว่า ถ้าหากฉู่โม่วไม่ตายเสียตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคตจะไม่มีพวกมันแม้แต่ตนเดียวเลยที่รอดชีวิต!

“ฆ่า!”

“ฆ่ามัน”

เสียงทวนคำสั่งดังมาจากเหล่านักรบอสูรที่โถมกันเข้ามา

ทัพของสัตว์อสูรทัพนี้มีมากกว่าสามร้อยล้านตน ซึ่งแต่ละตนก็มีระดับตั้งแต่ปรมาจารย์ยุทธ์จนถึงขั้นนายพลเมืองกันหมด

ยามที่สัตว์อสูรและนักรบอสูรห้อมล้อมฉู่โม่วเอาไว้ มันไม่ต่างอะไรกับโดมปีศาจที่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่อสุรกายยืนดักเต็มไปหมดเลย

ทว่า…

“ความแข็งแกร่งที่แท้จริงน่ะ ไม่มีปัญหากับการมามากหรอกนะ!”

ฉู่โม่วไม่ได้ขยับไปไหนแต่อย่างใด

อสนีบาตคงกะพันในร่างกายของเขากำลังเพิ่มพลังจากทั่วทั้งร่างให้

ขณะเดียวกัน ธาตุลมก็ถูกกระตุ้นการใช้งานแล้ว

กระบี่วายุอสนีบาตเองก็ลั่นไกออกมาโดยที่ฉู่โม่วไม่ต้องสั่งเสียด้วยซ้ำ!

ย่างก้าวปีศาจไร้เงาถูกสั่งใช้งานในวินาทีนั้น

ภายใต้พรสวรรค์มากมายที่ถูกกระตุ้นพร้อม ๆ กันนี้ สายฟ้าสีม่วงปรากฏขึ้นตามร่างกายของฉู่โม่ว มันปลดปล่อยกระแสไฟฟ้าไปมา กระแสอากาศรอบข้าง สัตว์อสูรหรือนักรบอสูรที่ไม่สามารถต้านทานได้ก็จะถูกกำจัดไปได้อย่างง่ายดาย

เพียงชั่วพริบตา

มีซากธุลีของสัตว์อสูรที่ถูกกระแสไฟฟ้าเหล่านั้นช็อตจนตายกระจายไปทั่วบริเวณแล้ว

เศษซากของชิ้นเนื้อบางส่วนที่ไม่ได้ถูกทำลายทันทีค่อย ๆ ร่วงกราวลงไปบนพื้น เสมือนชิ้นเกี๊ยวสีแดงที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าควบคู่ไปกับหยาดเลือดที่สาดกระจายเป็นฝนโลหิต

และที่บนภาคพื้นดิน

จ้าวยุทธ์กู่ชาง บรรพบุรุษตระกูลโจว บรรพบุรุษตระกูลเสิ่น บรรพบุรุษตระกูลหมัวและจ้าวยุทธ์มือใหม่ หมัวหย่งอัน รวมไปถึงนายพลเมืองอีกสิบกว่าคนที่อยู่ในระดับสูง พวกเขาต่างพูดอะไรไม่ออก ในแววตาทุกคู่มีแต่ความตกตะลึง

การฟาดฟันด้วยกระบวนท่าต่าง ๆ นานาบนฟากฟ้าของฉู่โม่ว จนเกิดเป็นฝนโลหิตอสูรหลั่งไหลลงมา ทำให้พวกเขาไม่สามารถละสายตาได้เลย

ในตอนนั้น

มีเพียงหมัวหย่งอันเท่านั้นที่ได้สติกลับมาก่อน เขาหันมองรอบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้น “ท่านประมุขฉู่ช่างทรงพลังยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราจะรออยู่เบื้องหลังเช่นนี้ไม่ได้! ไปกันเถอะ! ไปฆ่าสัตว์อสูรแล้วเด็ดหัวไอ้กบฏมวลมนุษยชาติกัน!”

พูดเช่นนั้นแล้ว

เขาก็กลืนยาเต็มกำมือใหญ่เข้าปากไป จากนั้นกระตุ้นอณูแห่งชีวิตและเลือดเนื้อใหม่อีกครั้งเพื่อเข้าสู้กับกลุ่มอสูรของสำนักหมื่นอสูร

“ฆ่าพวกมันเลย!”

เห็นเช่นนั้น ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ก็ทำวิธีเดียวกันแล้วบุกเข้าไปโจมตีทัพสัตว์อสูรด้วยเช่นกัน

ฉู่โม่วเข้าต่อสู้กับนักรบอสูรที่โถมเข้ามาไม่หยุด ในทุกครั้งกระบี่ถูกชักออกก็จะมีสัตว์อสูรล้มตายโดยไม่ทันได้ทำอะไร

ไม่ว่าอสูรเหล่านั้นจะโดนส่วนไหนของกระบี่ พวกมันจะโดนปราณกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาทำลายกายเนื้อ จนกระทั่งกลายเป็นชิ้นเนื้อกระจัดกระจายลงพื้นไป

ปราณกระบี่นี้ ฉู่โม่วเรียนรู้มันมาตั้งแต่ที่ตระหนักได้ถึงการมีอยู่ของเจตจำนงแห่งกระบี่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ฉู่โม่วมีทวารแห่งกระบี่เปิดอยู่ทั่วทั้งร่าง และมีกายากระบี่เทวะที่เกิดจากการเรียนรู้เจตจำนงแห่งกระบี่ 70% อีก ความแน่วแน่ในวิชากระบี่ของเขาเองก็ยิ่งทำให้ปราณกระบี่นี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปเป็นอย่างมาก

หลายครั้งที่เพียงแค่แสงสะท้อนบนคมกระบี่เปล่งออกมา สัตว์อสูรบางตนก็ถึงกับล้มตายไปเลย สิ่งนี้เกิดขึ้นรวดเร็วเสียก่อนที่พวกมันจะได้ร้อง

กระบวนท่ากระบี่เช่นนี้ถือเป็นอะไรที่น่ากลัวและยากที่จะจับทางได้มากที่สุด

ไม่นานนัก

จากสัตว์อสูรรวมกับนักรบอสูรที่มีจำนวนกว่าสามร้อยล้านตนก็ทยอยถูกฉู่โม่วกำจัดไปอย่างรวดเร็ว

ในตอนนี้

เหลือเพียงฉูซงเท่านั้นที่ยังอยู่บนท้องฟ้า

ใบหน้าของเขากำลังหวาดกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ยามที่มองไปในแววตาของฉู่โม่ว หัวใจของเขามันสั่นสะท้าน โดยไม่ลังเล จ้าวยุทธ์ผู้เคยหยิ่งผยองรีบดิ่งลงไปคุกเข่ากับพื้นเบื้องล่างจนเกิดเสียงดังตุ้บ “ได้โปรด… ได้โปรด อย่าฆ่าข้าเลย… เมตตาข้าด้วย… เมตตาข้าเถอะนะ ข้าเข้าร่วมกับสำนักหมื่นอสูรเพียงเพราะหลงผิดเท่านั้น ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดให้อภัยข้า…”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์