เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 156

บทที่ 156 ท่ามกลางความสิ้นหวัง และฉู่โม่วมาถึงแล้ว!

ในตอนนั้น

สำนักหมื่นอสูรตั้งใจที่จะยึดฐานจินหลิงเป็นของตนเอง เพราะงั้นฉูซงจึงชักจูงให้เหล่ากองกำลังใหญ่ภายในฐานว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการจะเฝ้าระวังรอยแยกมิติ พวกเขาจำเป็นต้องส่งเสบียงและวัตถุดิบเข้ามาให้มากขึ้น ซึ่งในตอนแรกเหล่าจ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ไม่ได้เห็นด้วยนัก

แต่เมื่อเห็นว่าเป็นความต้องการของฉูซงผู้อ่อนการฝึก พวกเขาก็ยินยอมให้ทำเช่นนั้น และผลลัพธ์ก็ทำให้ฉูซงยินดีเป็นอย่างมาก

ตลอดเวลาที่ฉูซงรับหน้าที่ดูแลมิติรอยแยกแห่งนี้ เขาก็คอยหาประชากรมาเพิ่มให้กับสำนักหมื่นอสูรอย่างไม่ขาดสายเพื่อแลกกับวัตถุดิบและสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ ขณะเดียวกันก็คอยรับวัตถุดิบมาจากกองกำลังใหญ่ที่ส่งมาจากฐานจินหลิงไปด้วย

เพียงแค่สิบปีเท่านั้น ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นมากถึงขั้นจ้าวยุทธ์ระดับกลางแล้ว!

ใช่!

พลังที่แท้จริงของฉูซงไม่ใช่เพียงแค่ระดับต้น แต่เขาเป็นถึงจ้าวยุทธ์ระดับกลางที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะขึ้นเป็นระดับสูงได้!

ส่วนภายในสำนักหมื่นอสูร

ฉูซงถือเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งด้วยพลังที่เขามี ดังนั้นยิ่งอำนาจและพลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็ยิ่งได้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์มากขึ้นไปด้วย!

ส่วนเรื่องการที่เขาทรยศมนุษยชาติเช่นนี้ มนุษย์คนอื่นจะประจานเขานั้น…

เจ้าตัวไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

“ใครจะเป็นจะตายก็เรื่องของพวกมันสิ เกี่ยวอะไรกับข้ากัน?”

“หนทางแห่งการเป็นผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งน่ะ มีเพียงสวรรค์ โลก และตัวข้าเท่านั้น!”

“ตราบใดที่สามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของทุกสรรพสิ่งได้ ต่อให้ต้องสังเวยชีวิตอีกสักล้านชีวิต ข้าก็จะไม่ลังเล!”

สิ่งนี้ถือเป็นคติที่ฉูซงเชื่อมั่นมาตลอด

และกับสำนักหมื่นอสูรเอง เขาก็คิดไม่ต่างกัน

ในตอนนี้ สำนักแห่งนี้ไม่มีอะไรให้เขาได้นอกจากสมบัติและพลัง ดังนั้นเขาจะยอมปล่อยให้สิ่งนี้ยืมกำลังของเขาไปก่อน

สำหรับฉูซงแล้ว

เมื่อไหร่ที่พลังของเขาแข็งแกร่งจนเพียงพอ เขาจะเป็นฝ่ายทำลายสำนักหมื่นอสูรนี้เอง!

‘น่าเสียดาย…’

‘ที่ฉู่โม่วไม่ได้มาด้วย เห็นทีคงจะรวบหัวรวบหางในคราวเดียวไม่ได้!’

ขณะที่สติของเขากลับมายังปัจจุบัน ฉูซงก็แอบรู้สึกเสียดายขึ้นมาในใจเล็กน้อย

แต่เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่

นั่นเป็นเพราะฉู่โม่วน่ะ แข็งแกร่งเกินไป!

หากคนคนนี้และจ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ยังอยู่ร่วมกันละก็ มันจะกลายเป็นเรื่องยากที่จะจัดการ และจะกลายเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสียเอาด้วย!

เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น

ให้ทั้งสองกลุ่มนี้แยกกันดีแล้ว

อันดับแรก เขาจะจัดการฆ่ากู่ชางและจ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ก่อน จากนั้นค่อยรวบรวมกำลังไปกำจัดฉู่โม่วในภายหลัง

คิดเช่นนั้นแล้ว ที่มุมปากของฉูซงก็เกิดรอยยิ้มน่าสะอิดสะเอียนขึ้นมา

หลังจากที่เดินทางกันมาพักใหญ่ ๆ

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเทือกเขาขนาดมหึมา

“เรามาถึงกันแล้ว!”

“ที่นี่แหละ คือสถานที่ที่พวกสำนักหมื่นอสูรรวมตัวกัน พวกท่านก็อย่าประมาทกันล่ะ!”

ตอนนั้น

ฉูซงพูดขึ้นมา

“ดูเหมือนว่าพวกสำนักหมื่นอสูรจะยังไม่รู้ว่าพวกเรามาแล้วจริง ๆ ด้วย เพราะงั้นตอนนี้แหละ เรารีบส่งตำแหน่งที่นี่ไปให้ท่านฉู่ก่อนดีกว่า!”

กู่ชางหันมองรอบ ๆ ตัว แล้วส่งตำแหน่งที่อยู่ใหม่ไปให้ฉู่โม่วพลางพูดขึ้นมา

และทันทีที่เสียงของเขาเงียบไป

แซ่ก… แซ่ก…

มีเสียงของบางสิ่งบางอย่างดังขึ้นมาจากสถานที่ที่ไม่ไกลนัก และทันใดนั้น ฝูงนกก็ทะยานบินขึ้นฟ้ามาจากบริเวณดังกล่าว

พื้นที่ละแวกนั้นเริ่มถูกปกคลุมด้วยเงาดำมืดเสมือนเมฆ แต่แท้จริงแล้วมันคือสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดมืดฟ้ามัวดินที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาต่างหาก!

จำนวนของมันมีเยอะมาก …ขนาดที่คาดคะเนด้วยสายตาแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าหลักหมื่นตนแน่ ๆ !

รวมไปถึงกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมา แสดงให้เห็นว่าระดับต่ำสุดของสัตว์อสูรเหล่านี้คือระดับ 2 และภายในทัพอสูรเหล่านี้ก็มีสัตว์อสูรระดับ 4 ระดับ 5 หรือแม้แต่ระดับ 6 ก็ยังปะปนอยู่ด้วย

“ไม่ดีแล้ว!”

“พวกสัตว์อสูรกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้!”

“ต้านไว้ให้ได้!”

เหล่าผู้ปลุกพลังหน้าเสียไปตาม ๆ กัน พวกเขาตะโกนเตือนกันเองด้วยเสียงอันดัง

แกว้ก! แกว้ก!

ฝูงนกที่บินมาในคราแรกแท้จริงแล้วก็คือสัตว์อสูรด้วยเช่นกัน มันดิ่งลงมาหาเหล่าผู้ปลุกพลังพร้อมกับเริ่มโจมตีอย่างไม่รอช้า

นายพลเมืองบางคนไม่ทันได้ระวังตัว พวกเขายังไม่อาจจะมีเวลาได้ตั้งตัวใหม่ สัตว์อสูรเหล่านี้ก็ใช้จังหวะนั้นทะลวงเข้าไปที่หัวหรือไม่ก็อกของผู้เคราะห์ร้ายอย่างไม่ลังเล เพราะงั้นหากคนคนนั้นไม่ตาย เขาก็เจ็บหนักพอตัวเหมือนกัน

“ทุกคน อย่าตื่นกลัวไป!”

“สัตว์อสูรพวกนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น! ตั้งสมาธิให้มั่น จากนั้นก็ร่วมมือกันสู้ซะ”

จ้าวยุทธ์เจียงเว่ยเฉินตะโกนเตือนเสียงดัง

ผนวกกับนายพลเมืองเหล่านี้ล้วนอยู่ในระดับสูงกันทั้งหมด แถมยังมีประสบการณ์ในการต่อสู้มาอย่างช่ำชอง

ดังนั้นแม้จะอยู่ในอาการตกใจในคราแรก แต่เมื่อตั้งสติได้ พวกเขาก็เริ่มหาวิธีมารับมือสัตว์อสูรเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันนั้น จ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ก็เริ่มลงไม้ลงมือกันไปด้วย ในทุก ๆ ครั้งที่ออกกระบวนท่า ทำให้มีสัตว์อสูรมากมายต้องถูกฆ่าตายและแหลกสลายไป

ไม่นานนัก

มนุษยชาติก็เหมือนจะได้เปรียบขึ้นมาเสียแล้ว!

ทว่าตอนนั้นเอง

สัตว์อสูรระดับ 6 สองตนก็เบนทิศทางมาหาจ้าวยุทธ์เจียงเว่ยเฉินแทน

เจียงเว่ยเฉินเตรียมจะหลบอยู่แล้ว ทว่ากลับได้ยินเสียงตะโกนเรียกตนเสียก่อน “ท่านจ้าวยุทธ์เจียง ระวังตัวด้วย!”

สิ้นเสียงดังกล่าว

ร่างร่างหนึ่งก็พุ่งมาหาเขาและช่วยหยุดสัตว์อสูรที่หมายจะเข้ามาโจมตีเขาเอาไว้

คนคนนี้คือ จ้าวยุทธ์ฉูซง!

ด้วยความร่วมมือกันของทั้งสอง ทำให้สัตว์อสูรระดับ 6 ทั้งสองตัวต้องรีบล่าถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว

“ขอบคุณท่านมากจริง ๆ จ้าวยุทธ์ฉูซง!”

เจียงเว่ยเฉินพยักหน้าและกล่าวขอบคุณฉูซง

“ท่านจ้าวยุทธ์เจียงเกรงใจเกินไป”

ฉูซงเข้ามายืนข้าง ๆ เจียงเว่ยเฉินแล้วโบกมือ

ในขณะนั้น จ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ยังคงต่อสู้กับสัตว์อสูรอยู่ เจียงเว่ยเฉินที่พอจะหายเหนื่อยขึ้นมาบ้างแล้วก็ตั้งใจจะกลับไปช่วยสู้ด้วยเช่นกัน ทว่าเพียงแค่หันหลังกลับ

ฉึก!

ดาบยาวเล่มหนึ่งก็แทงสวนเข้ามาจากด้านหลังจนทะลุอก

เลือดสีทองสาดกระเซ็นและหลั่งลงไปบนพื้น

แววตาของเจียงเว่ยเฉินแสดงให้เห็นถึงความไม่อยากจะเชื่อ เขาหันกลับไปมองด้านหลังช้า ๆ แล้วก็พบว่า ฉูซงกำลังยืนยิ้มแก้มบานอยู่ตรงด้านหลัง ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความโหดร้ายและไร้เยื่อใยใด ๆ

“จะ… จ้าวยุทธ์ฉูซง ท่าน…”

เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าตอนนั้นก็สังเกตเห็นได้ว่าร่างกายของฉูซงค่อย ๆ ปรากฏชิ้นส่วนของสัตว์อสูรขึ้นมา ความหวาดกลัวเริ่มปรากฏขึ้นในแววตาของเจียงเว่ยเฉินในทันที

“จ้าวยุทธ์เจียง ในที่สุด ท่านก็เข้าใจแล้วสินะ!”

พูดเช่นนั้น

ผู้ปลุกพลังฝั่งมนุษย์นั้นเสียเปรียบเอาเสียมาก ๆ เลย

ด้วยการล้อมของสำนักหมื่นอสูรนี้ ทำให้ผู้ปลุกพลังฝั่งมนุษย์ค่อย ๆ ล้มตายไปทีละคน ๆ

“บ้าเอ๊ย!”

“พวกมันล้อมพวกเราไว้แล้ว!”

“ฉันออกไปไหนไม่ได้เลย!”

“ไอ้สารเลวฉูซง แกต้องตาย!”

สีหน้าของพวกเขาทุกคนซีดเผือด ระหว่างที่กำลังสู้กับสัตว์อสูร พวกเขาก็คอยก่นด่ากบฏฉูซงไปด้วย

ในส่วนของฉูซง เขาไม่ได้ขยับไปไหนทั้งสิ้น แม้ว่าจะโดนด่าขนาดไหน เขาก็ยังคงทำหน้าไม่รับรู้อะไรและมองเหล่าเพื่อนมนุษย์ดิ้นรนต่อไปเท่านั้น

ฉู่โม่วกำลังบินมาด้วยความเร็วสูงสุด

ด้วยความเร็วของเขา จังหวะที่เกือบจะถึงจุดนัดพบเดิมนั้น มันเผอิญเป็นจังหวะที่กู่ชางส่งตำแหน่งที่เป็นที่ตั้งของสำนักหมื่นอสูรมาให้พอดี

แม้จะยังไม่ถึงที่หมาย

แต่ฉู่โม่วก็สามารถเห็นได้ชัดจากระยะที่ตนเองกำลังบินอยู่ บริเวณทิวเขาเบื้องหน้า มันถูกปกคลุมด้วยค่ายกลเวทสีแดงเสมือนม่าน

พื้นที่บริเวณนั้นมีคลื่นมิติแปรปรวนอยู่เต็มไปหมด

นอกจากนี้ยังได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรสลับกับเสียงตะโกนของมนุษย์ดังมาจากทิศทางข้างหน้าอีกราว ๆ ร้อยกว่ากิโลเมตรด้วย

‘พวกนั้นหลงกลแล้วจริง ๆ ด้วย!’

หัวใจของฉู่โม่วสั่นสะท้าน

ไม่มีการลังเล เขากระตุ้นธาตุความมืดในร่างกายแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังจุดนั้นทันที

ไม่นานนัก ฉู่โม่วก็มาถึงบริเวณใกล้ค่ายกลเวทสีแดงนั้น

จากที่สังเกต

เขาพบว่าการต่อสู้บนเทือกเขาค่อนข้างดุเดือดมากเลยทีเดียว ฝั่งหนึ่งเป็นผู้ปลุกพลังของมนุษย์นำโดยจ้าวยุทธ์กู่ชางกับบรรพบุรุษตระกูลหมัว และอีกฝั่งหนึ่งเป็นสัตว์อสูรจำพวกนกหรือไม่ก็สัตว์อสูรที่บินได้เป็นจำนวนหลายแสนตน ทุกตนล้วนเป็นลูกครึ่งอสูร

พวกนี้… นักรบอสูร!

ทั้งสองกำลังห้ำหั่นกันด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!

ในการจะต้องรับมือกับนักรบอสูรที่มาจากสำนักหมื่นอสูรในสภาพที่ตนเองถูกกดพลังลงไปนั้น ทำให้นายพลเมืองหลายคนต้องบาดเจ็บและล้มตาย

ส่วนมนุษย์ที่ยังเหลือรอดก็ล้วนแต่มีบาดแผลกันหมด กลิ่นอายของพวกเขาเริ่มเจือจางลงแล้ว ชัดเจนว่าอีกไม่นานพวกเขาจะไร้ซึ่งพลังในที่สุด

“ปล่อยไว้แบบนี้จบไม่สวยแน่”

เห็นสถานการณ์เบื้องหน้า ฉู่โม่วก็ไม่ได้ลังเลที่จะเข้าไปช่วยแต่อย่างใด หากแต่เขาจำเป็นต้องวางแผนให้ดีก่อน

ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ปรากฏตัวทันที

ศัตรูมีทั้งขุมพลังที่น่ากลัวแล้วไหนจะมีค่ายกลที่คอยตัดพลังอีก

หากพุ่งเข้าไปตรง ๆ คงจะต้องกลายเป็นเหยื่อให้ค่ายกลนั้นแน่ ๆ และมันคงจะยากหากจำต้องช่วยคนที่อยู่ข้างในค่ายกลออกมา

เพราะงั้นแล้ว ฉู่โม่วจึงหันมองบริเวณรอบ ๆ ข้างให้ละเอียด ไม่นานนักเขาก็พบว่านอกเหนือจากกลุ่มที่ต่อสู้กันอยู่ ยังมีสัตว์อสูรอีกกลุ่มที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลนักด้วย พวกนี้เป็นนักรบอสูรขั้นจ้าวยุทธ์ของสำนักหมื่นอสูรและฉูซงที่ยืนอยู่บนฟากฟ้า

หนึ่งในนักรบอสูรเหล่านี้ มีตนหนึ่งที่ร่างกายท่อนล่างเป็นอมนุษย์และท่อนบนเป็นมนุษย์ปกติ ในมือของมันมีศิลาเวทถูกถือไว้อยู่

แสงสีแดงอ่อน ๆ ที่เปล่งออกมาจากแผ่นศิลานี้เชื่อมโยงเข้ากับค่ายกลยักษ์โดยตรง

‘นี่สินะตัวการ?’

ฉู่โม่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ไอเดีย

ไม่รอช้า

เขาเทเลพอร์ตตนเองไปอยู่ใต้เงายอดเขา จากนั้นก็ใช้พลังของธาตุมืดปกปิดตัวตนของเขาไว้

สายตาของเขาจับจ้องไปยังนักรบอสูรตนนั้น และทันใดนั้น ร่างปฐมวิญญาณของเขาก็ลืมตาตื่น

ในจังหวะเดียวกัน

กงล้อทองคำที่อยู่บริเวณด้านหลังของเขาก็แปรสภาพเป็นแสงสวรรค์รูปทรงหอก ฉู่โม่วคว้าหอกทองคำเล่มนั้นไว้แล้วขว้างออกไป!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์